Dimmu Borgir: Enthrone Darkness Triumphant


ใครไม่รู้จักยอดวงป็อปคณะนี้กันบ้าง (ha ha) ดิมมูบอร์เกียร์โดนเย้ยหย้นจากวงแบล็กเมทัลที่ตะกายข้างฝายังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จเสียทีว่าไอ้พวกนี้โคตรจะป็อป แต่ดิมมูบอร์เกียร์ก็คือดิมมูบอร์เกียร์ จะมาเจือกกะพวกตูทำไมในเมื่อตูทำแล้วมันขายได้ดี ตูก็จะทำต่อไป มีอะไรมั้ยไอ้เบื้อกทั้งหลาย? ดิมมูบอร์เกียร์ได้สำรากความงามแบบป็อปเข้ากับดนตรีแบล็กเมทัลอันโฉดร้ายในรูปแบบที่มีสไตล์ไม่ใช่เรื่องที่ทุเรศรูหูเกินไป แต่นักวิจารณ์ปากดีฟังดนตรีป็อปเป็นหลักวิจารณ์ไม่ดู teen ชาวเมทัลหัวระห่ำว่าเพลงระห่ำโคตรบิดาแบบนี้มันยังบอกว่าเบาอีกเหรอ ?

ใครบังอาจบอกว่างานชุดนี้หนักระห่ำอาจจะเจอแอมป์ 100 วัตต์ฟาดหัวโครมเข้าก็ได้ ต้องเตือนพวกหูไทเทเนียมไว้ก่อนว่างานนี้เบา ขีดเส้นใต้สองเส้นด้วยสีแดงบาดตา ว่ามันเบา แล้วแทนที่พวกเขาจะจัดวางท่วงทำนองไว้ใต้พายุดนตรีอันโหมกระหน่ำ ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นก็อาจทำให้ใครต่อใครไม่ทันฉุกคิดว่างานนี้มันเบา จะได้ลดเรื่องปากหอยปากปูลงไปได้บ้าง แต่พวกเขาไม่สนใจดันไปเน้นให้ท่วงทำนองลอยเด่นมาแล้วเก็บงำเอาดนตรีอันรุนแรงไว้เบื้องหลัง

เอนโธรนดาร์กเนสไทรอัมเฟนท์เป็นงานแรกของพวกดิมมูบอร์เกียร์ที่หันมาเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ และเป็นงานที่ทำให้พวกเขาแจ้งเกิดเต็มตัวกับการค้นหาแนวทางของตัวเอง จุดเด่นที่พึงระลึกของงานชุดนี้ก็คือ การข้ามขอบเขตอันรุนแรงมาหาภาคป็อปอย่างเป็นตัวเป็นตนของพวกเขา แน่นอนว่าหลายคนมองว่าพวกเขาแทบจะกลายเป็นบอยแบนด์แห่งวงการแบล็กเมทัลไปเสียแล้ว แต่ทำเป็นลืมไปหน่อยได้มั้ยว่าดนตรีแบล็คเมทัลจะต้องโหดดุดันบูชาซาตานกันอย่างเดียว ถ้าลองหลับหูหลับตาแต่เปิดใจให้กว้างเข้าไว้ ก็คิดว่างานนี้แต่ละเพลงเป็นเพชรที่ส่องประกายเจิดจ้าบาดหัวจิตหัวใจคนชอบความรุนแรงแบบมีท่วงทำนอง แน่นอนว่าคนที่คลั่งไคล้ไหลหลงรอร์แบล็กหรือฟาสต์แบล็กอาจจะไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่เสียงร้องของชากราธ ปัจจุบันคุณว่าดีอย่างไร สมัยนั้นก็ดีแบบนั้น ดีดสำนวนดัดจริตพึงห่อปากให้น่าดูด เอ๊ย น่าดู ก่อนพ่นคำ “โอววววววววววว์ สำเนียงสุดยอด ได้อารมณ์ ดาร์กเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ในทุกรายละเอียด

สิ่งที่กลายเป็นจุดชายของพวกเขาก็คือภาคคีย์บอร์ดอันเจิดจรัส ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเสริมภาคดนตรีชิ้นอื่นอย่างที่หลายคณะใช้มันได้เพียงเท่านั้น แต่เป็นการทำงานที่มีจุดมุ่งหมายที่จะเสริมส่งให้คีย์บอร์ด(รวมทั้งซินธีไซเซอร์ทั้งหลาย) กลายเป็นตัวนำในด้านท่วงทำนอง อย่างในเพลงแรก”มอร์นิงพาเลซ” เป็นลักษณะคลาสสิกที่เอามาผสมกับดนตรีแบล็กเมทัล เสียงซินธ์ในเพลงแรกนี้ก็พอจะเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ว่าการนำเอาประโยชน์ของเครื่องดนตรีมาใช้อย่างเต็มที่เป็นอย่างไร คือมันไม่ใช่แค่ทำให้เพลง “ป็อป” หรือว่า “เบา” ลง แต่เป็นการเพิ่มมิติทางเสียงให้ฟังกว้างและยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม

แต่ก็ไม่ได้บอกว่าภาคกีตาร์จะลดความสำคัญลงแต่อย่างใด ในหลายส่วนจะได้ยินท่อนริฟฟ์เด็ด ๆ มาให้ฟังกันเป็นระยะ การสร้างท่อนริฟฟ์ของพวกเขาเป็นการทำด้วยการให้มี ท่วงทำนองซ่อนอยู่ในริธึมมิก ถ้าอยากจะฟังเพลงที่เป็นแบล็กเมทัลรุนแรง งานชุดนี้ก็ยังสนับสนุนในจุดนั้นอยู่อย่างเช่นเพลง “รีลินควิชเมนต์ออฟสปิริตแอนด์เฟลช” หรือว่า”มาสเตอร์ออฟดิสฮาร์โมนี ” ก็ยังเป็นเพลงที่รุนแรงอยู่มาก หรือว่าเพลงอย่าง “ทอร์เมนเตอร์ออฟคริสเตียนโซลส์” ซึ่งรุนแรงเอามากโดยมีเสียงซิมโฟนีวางด้านหลัง หรือถ้าจะเอาเพลงที่ให้บรรยากาศหม่นมืดมากหน่อยก็ต้อง “อินเดธส์เอมเบรซ” “เดอะไนท์มาสคิวราด” เป็นต้น ซึ่งสองเพลงนี้ต้องยกความดีงามของ มือกลองที่สร้างสีสันไม่ให้ทั้งสองเพลงนี้ฟังดูเป็นบัลลาด มากเกินไป นายคนนี้เคยเป็นมือกีตาร์ในอัลบั้มแรก ฟอร์ออลทิด (แต่ว่าปัจจุบันนี้เขามาทำงานในวง ซัสพีเรียแล้ว) เบิ้ลกระเดื่องได้เยี่ยมมาก ในเพลง “อะซัคคาบัสอินแรปเจอร์” เป็นเพลงที่แสดงลักษณะความเฉพาะตัวของพวกเขาได้ดีที่สุด ด้วยการวางเสียงคีย์บอร์ดแน่นหนา กีตาร์ที่เป็นวรรคตอนท่อน ริฟฟ์หลายท่อนเป็นท่อนริฟฟ์ที่เอนเอียงมาทางเฮฟวีเมทัล คือลักษณะของพวกเขามันมีทั้งแบล็กเมทัล / แธรชเมทัล / เฮฟวีเมทัล แล้วก็โกธิก อาจทำให้หลายคนไม่ค่อยชอบพวกเขาเพราะมองว่าเขา “ตลาด” เกินไป ถึงจะเป็น แบล็กเมทัลก็เข้าข่ายที่เอนเอียงไปทางป็อป แต่ความเห็นส่วนตัวต้องบอกว่าชอบ ชอบที่มีท่วงทำนองอยู่รวมกับความหนักความระห่ำ

 

Line Up:-

  • Shagrath – Vocals, Guitar
  • Silenoz – Guitar
  • Tjodalv – Drums
  • Nagash – Bass Guitar
  • Stian Aarstad – Synthesizers, Piano

Track list:-

  1. “Mourning Palace” – 5:13
  2. “Spellbound (by the Devil)” – 4:08
  3. “In Death’s Embrace” – 5:43
  4. “Relinquishment of Spirit and Flesh” – 5:33
  5. “The Night Masquerade” – 4:25
  6. “Tormentor of Christian Souls” – 5:39
  7. “Entrance” – 4:48
  8. “Master of Disharmony” – 4:15
  9. “Prudence’s Fall” – 5:57
  10. “A Succubus in Rapture” – 6:00
  11. “Raabjørn speiler Draugheimens Skodde” (“Raabjørn is Mirrored in the Mist of Draugheimen”) (Bonus Track) – 5:02
  12. “Moonchild Domain” (Bonus Track) – 5:42
  13. “Hunnerkongens sorgsvarte ferd over steppene” (“The King of the Huns’ Sorrowful Black Journey Over the Plains”) (Bonus Track) – 3:05
  14. “Chaos Without Prophecy” (Bonus Track) – 7:09
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.