The Beatles: Ticket to Ride


โนเอล กัลเลเกอร์ แห่งวงโอเอซิสบอกว่าเพลงที่เขาชอบมากที่สุดคือ “ทิกเก็ต ทู ไรด์” ของเดอะบีทเทิลส์ แฟนเพลงหลายคนของโอเอซิส คงเกิดไม่ทันสมัยเดอะบีทเทิลส์กำลังดัง และหลายคนอาจจะคุ้นกับเพลงช่วงหลังอย่างเช่น “เล็ต อิต บี” เสียมากกว่า

ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะนี่เป็นเพลงในยุคแรกของเดอะบีทเทิลส์ สมัยที่พวกเขายังเป็นวงประเภทขวัญใจวัยรุ่นมากกว่าจะเป็นวงอัจฉริยะแห่งวงการดนตรีอย่างยุคหลัง แต่ว่าถ้าจะบอกว่าช่วงปีค.ศ. 1965 – 1966 เป็นช่วงที่พวกเขากำลังค้นพบตัวเองและเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำมากขึ้นก็ไม่แปลก ดังนั้นจึงน่าจะทำความรู้จักกับเพลง “ทิกเก็ต ทู ไรด์” กันสักหน่อย

ข้อมูลทั่วไป

“ทิกเก็ต ทู ไรด์”เป็นเพลงจากอัลบั้ม เฮลป์! ปีค.ศ. 1965 บันทึกเสียงเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 (พ.ศ. ๒๕๐๘) ที่แอบบีโรดสตูดิโอ เครดิตของผู้ประพันธ์เพลงเป็นของจอห์น เลนนอน / พอล แม็คคาร์ทนีย์  แต่จริง ๆ แล้วเพลงนี้ จอห์น เลนนอน เป็นผู้ประพันธ์หลัก โดยพอล แม็คคาร์ธนีย์เป็นคนช่วยเสริมนิดหน่อย ซึ่งจอห์นบอกว่า สิ่งที่พอลทำคือบอกวิธีตีกลองให้กับริงโก้ สตาร์ในเพลงนี้ แต่ตัวพอลบอกว่า เขากับจอห์นนั่งแต่งเพลงนี้ด้วยกัน และใช้เวลาถึงสามชั่วโมงเต็ม ส่วนความจริงจะเป็นเช่นไรก็คงมีแต่สองคนนี้ที่รู้อยู่แก่ใจ

“ทิกเก็ต ทู ไรด์” วางจำหน่ายเป็นซิงเกิ้ลวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1965 ในอังกฤษ และวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1965 ในสหรัฐอเมริกา โดยมีเพลง “เยส อิต อิส” เป็นเพลงหน้าบี หน้าปกซิงเกิ้ลแผ่นนี้สมัยที่ออกวางจำหน่ายจะมีแผ่นป้ายแปะไว้ว่า “From The United Artists Release ‘Eight Arms To Hold You’,” (มาจากภาพยนตร์เรื่องเอท อามส์ ทู โฮล์ด ยู) ชื่อภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของเดอะบีทเทิลส์ที่ตั้งเอาไว้ในตอนที่ออกซิงเกิ้ลแผ่นนี้  แต่ว่าทั้งภาพยนตร์และอัลบั้มที่ออกตามมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น เฮลป์!usa_ticket_to_ride

ภาพรวม

เพลงนี้อยู่ในคีย์เอเมเจอร์ ใช้ไทม์ซิกเนเจอร์ 4/4  โครงสร้างของเพลงแบ่งได้ดังนี้

Intro | A | A | B | A | B | A | Outro (fade-out)

Section  A มีความความ 16 บาร์ แบ่งเป็นสองช่วงคือช่วง เวิร์ส จำนวน 8 บาร์ และ คอรัส เป็นจำนวน 8 บาร์  ส่วน Secton  B มีความยาว 9 บาร์

เพลงนี้มีท่อน ร้อง คอรัส ท่อนแยก แต่เวลาจัดเรียงลำดับโครงสร้างเพลง จะจัดรวมเอาท่อนร้องและคอรัสเข้าเป็น 1 Section (ดังนั้นโครงสร้างเพลงหลักจึงเป็น AABA แต่ใน Section A จะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วนคือท่อนร้องกับคอรัสเพราะจอห์นอยากทำเพลงหนักขึ้น แต่ว่ายังมีท่อนฮุก และการสร้างท่อนฮุกคือการเน้นย้ำประโยคเดิมซ้ำ ๆ (She’s got a ticket to ride)

เนื้อเพลงกล่าวถึงชายหนุ่มที่รู้ตัวว่าแฟนสาวกำลังจะทิ้งไป ประโยคแรกขึ้นมาก็เข้าสู่ประเด็นเลยคือ “ฉันคิดว่าฉันกำลังจะต้องโศกเศร้าแน่ ๆ และฉันคิดว่ามันเป็นวันนี้…”   เนื้อหาหลังจากนั้นก็จะเป็นการรำพันของชายหนุ่มไปเรื่อยๆ

แต่พอมาในช่วง Section  B (ท่อนแยก) เนื้อหากลับเป็นไปในทางให้กลับไปไตร่ตรองให้รอบคอบอีกครั้งก่อนที่จะทำอะไรลงไป ซึ่งเป็นสไตล์ที่จอห์น เลนนอนใช้บ่อยในการปลดปล่อยอารมณ์ช่วงท่อนร้อง แต่พอเข้าท่อนแยกกลับดูมีสุขุมและมีความยั้งคิด

เพลงนี้ใช้คอร์ดประเภท แฟล็ตเซเวนธ์ (b7) กับ ไมเนอร์เธิร์ด ช่วงเมโลดี้ทั้งในท่อนร้องและท่อนแยก ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร แต่ในบางช่วงจะได้ยินเสียง คอร์ด 9th ที่ให้ความรู้สึกดิสโซแนนซ์ขึ้นมาบ้าง  การใช้กีตาร์ 12 สายเล่นริฟฟ์หลักของเพลงเพลงนำมาใช้ในการเล่นต่อเนื่องในท่อนร้อง แต่ที่สำคัญคือมันลงตัวเข้ากับจังหวะกลองที่เล่นแบบซินโคเปชันคือมีการเล่นขืนจังหวะทำให้เพลงนี้มีอะไรให้รู้สึกว่าน่าฟังมากขึ้น ในเพลงนี้จะเล่นท่อนริฟฟ์กีต้าร์นี้วนไปตลอดเกือบทั้งเพลง ตั้งแต่ช่วงอินโทรเปิดเพลง เสียงกลองจะล็อกจังหวะไปกับการเล่นริฟฟ์นี้ด้วย ในจังหวะยก (ดูการเปรียบเทียบบีทกับการเล่นตัวโน้ต) พอลเป็นคนแนะนำจังหวะกลองแบบซินโคเปตด์นี้ให้ริงโก สตารร์ลองเล่นดูและมันกลายเป็นจังหวะที่ติดหูคนมากเพลงหนึ่งของเดอะบีทเทิลส์จนถึงทุกวันนี้

เมน-ริฟฟ์

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจกันนิดหนึ่ง เพราะบางคนเวลาเห็นคำว่าริฟฟ์แล้วจะนึกถึงแต่เพลงเมทัล ริฟฟ์ (riff) หมายถึงการเล่นซ้ำ ๆ กันแต่เล่นบ่อย ๆ ในเพลงนี้จะมีท่อนริฟฟ์อยู่ 1 ริฟฟ์ที่เล่นตั้งแต่ช่วงอินโทรไปจนถึงในท่อนร้องในเพลง จะเรียกว่าเป็นซิกเนอเจอร์ริฟฟ์ของเพลงนี้ก็ได้
Ticket To Ride main_riff
ซิกเนอเจอร์ริฟฟ์หมายถึงท่อนริฟฟ์ที่โดดเด่น ถ้าพูดถึงเพลงนี้ก็ต้องนึกถึงริฟฟ์ท่อนนี้ อย่างเช่นริฟฟ์เพลง “สโมก ออน เดอะ วอเตอร์” เป็นต้น

สำหรับท่อนริฟฟ์ของเพลงจะมีโน้ตหลักอยู่สองตัวที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คือโน้ต เอ ซึ่งเป็นโทนิกของเพลง กับโน้ต บี ซึ่งเป็นโน้ตตัวที่ 2 ของ เอ เมเจอร์สเกล จะได้ยินชัดเจนว่าริฟฟ์นี้เริ่มต้นที่โน้ต เอ และมาจบที่โน้ต บี (ในรูปจะทำไฮไลท์ตรงโน้ตไว้ให้ดู)  ส่วนโน้ต อี ตัวสุดท้ายของริฟฟ์นี้มีหน้าที่เป็นตัวส่งเข้าหาโน้ตตัวแรกของริฟฟ์ที่เล่นวนกลับมาอีกรอบ (จะได้เป็นโน้ต อี เข้าหาโน้ต เอ ซึ่งเป็นคาเดนซ์รูปแบบ V – I ที่นิยมกันมานาน ) แต่โน้ต บี นี้ เมื่อเข้ามาในริฟฟ์ที่ประกอบด้วย เอ ไทรแอ็ด ทำให้เกิดเป็นเสียง เอ แอดไนน์ (A add9) ขึ้นมา หรือจะมองว่าเป็นคอร์ด Asus2 ก็ได้เช่นกัน เพราะไม่ได้เน้นโน้ตตัวที่ 3 คือ ซีชาร์ป เท่าไหร่  ซึ่งให้เสียงที่ออกเทนชันขึ้นมาจากโน้ต ซัสทู (sus2) ก่อนจะไปคลี่คลายในคอรัส

และที่ส่งให้ริฟฟ์นี้เด่นขึ้นมามากก็คือกลอง ดังที่กล่าวถึงในช่วงภาพรวม

3 โน้ต และ 2 คอร์ด

อย่างที่รู้กันว่าจอห์น เลนน่อนเป็นคนที่เขียนเพลงในโครงสร้างเพลงง่าย ๆ เพลงก็ทำออกมาง่ายๆ แต่ได้อารมณ์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในเพลงนี้ก็คือท่อนแยกหรือ Section B  ที่ใช้ทางเดินคอร์ด D7 – E7 ซึ่งการที่ไม่ใช้โทนิกคอร์ดทำให้รู้สึกแตกต่างหลุดจากท่อนก่อนหน้าที่ได้ฟัง และใช้ความยาว 9 บาร์  ให้ท่อนลิกฝีมือของจอร์จ แฮร์ริสัน ได้แทรกเข้ามานิดหน่อย โน้ตของเมโลดี้จะใช้โน้ตหลัก 3 โน้ต คือ D – E – C ฟังคล้ายๆกับ C blues ผสมกับช่วงริธึ่มที่เล่นเป็น 16th note.  ใช้โน้ตแค่สามตัวกับคอร์ดสองคอร์ด ก็ได้ท่อนแยกท่อนนี้ขึ้นมา

ท่อนร้อง (verse)

ใน Section A จะมีการเล่นสองแบบ คือเนิบช้าเล็กน้อยในท่อนร้องและเร่งให้กระชับขึ้นในท่อนคอรัสโดยในท่อนร้อง 8 บาร์ จะยืนอยู่ที่โทนิกคอร์ดเป็นหลัก ก่อนจะโยนเข้าหาท่อนคาเดนซ์แบบ ii-V  (ในคีย์ เอ ก็คือ A = I, Bm = ii และ E = V) โดยคอร์ด V จะเล่นเป็น V7  ส่วนในคอร์ด A7 นั้น จริงๆ คิดมาจากคอร์ด V7 ของ IV (คือ แทนที่จะจะเล่นคอร์ด D แต่เลี่ยงไปเล่นเป็นคอร์ด V7 ของ D แทนซึ่งก็คือคอร์ด A7)

คือเพลงเก่าสมัยแรกจะใช้ทางเดินคอร์ดหลัก I – IV – V (หาฟังได้จากเพลงโฟล์ค คันทรีและบลูส์ เก่า ๆ)  และเพลง “ทิกเก็ต ทู ไรด์” นี้ก็เล่นทางเดินคอร์ดแบบเก่านั่นเอง เพียงแต่เพิ่มในส่วนคอร์ด ii เพื่อสร้างคาเดนซ์เข้าหาคอร์ด V7 (ซึ่งเป็นทางเดินคอร์ดยอดนิยมตั้งแต่แจ๊สเฟื่องฟู แต่จริง ๆ แล้วมีใช้มาตั้งแต่สมัยดนตรีคลาสสิค)  และมีการใช้คอร์ดแทน คือ V7/IV เข้ามาแทน IV

ลักษณะเสียงที่เกิดขึ้นในช่วง 4 บาร์แรกที่เล่นคอร์ด A (โดยใช้ริฟฟ์หลัก) จะเป็นการเล่นนิ่ม ๆ ปูอารมณ์มาก่อน แต่พอเข้าบาร์ที่ 5 ซึ่งใช้คอร์ด A7 จะเริ่มมีเสียงเทนชัน (เครียด – กระด้าง) เกิดขึ้น โดยใช้ท่อนริฟฟ์หลัก ซึ่งมีโน้ตหลักจาก A Triad (โน้ต A – C# – E) เข้าหาคอร์ด A7 และตบด้วย Bm เข้าหา E7 เป็นการส่งท่อนร้องไปสู่ท่อนคอรัสแบบไม่ให้มีอะไรค้างคา

verse_chordprogression

ในส่วนของทำนองการร้อง ก็จะมีการคิดโน้ตให้ร้องตามง่ายติดหูเร็ว ในช่วงแรกจะแบ่งเป็นวลีละ 2 บาร์ คือ (I Think I’m gonna be sad) และต่อด้วยอีกวลีที่มีความยาว 2 บาร์ (I think it’s today, yeah) โดยในช่วงท้ายของบาร์ที่ 2 และ 4  จะลากเสียง (sad / today) ให้ความรู้สึกว่ามันช้า แต่พอเข้าอีกท่อนในบาร์ที่ 5 – 8 จะไปลงเสียงที่บาร์ที่ 7 พร้อมกับดนตรีที่บอกให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลง เตรียมรับการมาของท่อนคอรัส ซึ่งท่อนร้องในช่วงคอรัสก็ใช้แบบแผนเดียวกัน คือแยกย่อยเป็นวลีย่อย 2 บาร์ ต่อกัน 2 ชุด และปิดด้วยวลียาว 4 บาร์อีกชุด

โน้ตที่ใช้จะอยู่ในคอร์ดโทน (A) ก่อนที่จะเข้าหาโน้ต D ในบาร์ที่ 1 ตรงที่ร้องว่า gonna ในประโยคแรกของเพลง ตรงนี้จะดันให้คำว่า gonna เด่นขึ้นมา เพราะว่า D เป็นโน้ตนอกคอร์ด (ในคอร์ด A จะมีโน้ต A – C#- E)  ยังมีอีกหลายๆ เพลงที่เลนน่อนใช้โน้ตนอกคอร์ดเข้ามาเพื่อจะดันให้คำบางคำดูเด่นขึ้นมา อย่างใน “I Feel Fine” กับ “You Can’t Do That” ซึ่งอยู่ในคีย์ G ก็จะมีโน้ต C ซึ่งเป็นโน้ตนอกคอร์ดเข้ามาช่วยดันให้บางคำเด่นกว่าปกติ  เทคนิคนี้โดดเด่นในช่วงที่ร้องยาวๆ ว่า today จะเป็นโน้ต D ที่ลากไปที่โน้ต E (ตรงลากเสียง คำว่า day ยาว)  แล้วกลับมาที่โน้ต C#

ในบาร์ที่ 4 ต่อเข้าหาบาร์ที่ 5 จะได้ยินการกระโดดจากโน้ต D ไปหาโน้ต G ก่อนจะกลับมาที่ D – E ซึ่งเป็นการเคลื่อนตัวโน้ตไตรโทน (tri-tone) ลักษณะการวางเมโลดี้ของจอห์นจะใช้ความกลมกลืนและการไม่เข้ากัน ( tension)  เพื่อให้ทำนองการร้องมีความน่าสนใจ

คอรัส

ท่อนคอรัสจะเปลี่ยนทางเดินคอร์ดเป็น F#m –  D7 F#m –  G –  F#m –  E7 –  A ทางเดินคอร์ดชุดนี้จะจบด้วยโทนิกคอร์ด คือ A แต่ช่วงเริ่มต้น ก็เป็น vi คือ F#m เป็นซับสทิวท์ของโทนิกคอร์ดและจะเล่นคอร์ดนี้เป็นหลัก ลองมาดูการร้องในช่วงคอรัส (She’s got a ticket to ride) ตรงที่ร้องว่า ride (โน้ตที่ไฮไลต์ไว้) ก่อนเข้าคอร์ด G เป็นโน้ต F#  ถัดจากนั้นจะเอื้อนเป็นโน้ต E กับ C# ซึ่งให้เสียงแบบดิมินิชด์ไปกับคอร์ด

chorus-line

ถ้าสังเกตทำนองท่อนคอรัสนี้ จะมีโน้ตหลักอยู่ 3 ตัว โดยในไลน์แรกจะมีที่เด่นคือจะเข้าหาโน้ต F# ในท่อนที่ร้องว่า ride  (ในบาร์ที่ 2 และ 4)  โดยในบาร์ที่ 4 จะลงโน้ตเข้าหา C# ในบาร์ที่ 4 เสียงคอร์ดจะไปอยู่ในคอร์ด G การใช้โน้ต F# ทำให้เกิดเสียง major 7th ของคอร์ดขึ้น  ส่วนโน้ต C# จะทำให้เป็นเสียง #11th ของคอร์ด ก็เป็นเสียง tension เหมือนกัน เสียงมันจะคล้ายๆ ไปอยู่ใน G blues เล็กน้อย ก่อนจะกลับมาสู่สภาพปกติในบาร์ที่ 7 ที่ร้อง She don’t care

ส่งท้าย

จอห์นแสดงความหลงใหลในดนตรีร็อกแอนด์โรลไว้ในบทเพลงนี้ และเป็นเพลงที่ “หนัก” ในสมัยนั้น ทั้งการกระแทกริฟฟ์ การเลือกใช้เสียงเครื่องดนตรี แต่คนในปัจจุบันคงยากที่จะมองว่าเพลงนี้เป็นร็อกหนัก ๆ เพราะมีไกรน์คอร์ค้ำหูอยู่ แต่ในสมัยนั้นมันมันเป็นเพลงร็อกที่แรงมากเพลงหนึ่ง จนกระทั่งคาเพนเตอรส์ นำเพลงนี้มาทำเป็นเพลงบัลลาดในอัลบั้มแรก ออฟเฟอริง (Offering) ในปีค.ศ. 1969 อาจจะทำให้หลายคนลืมนึกถึงเพลงนี้ในแง่เพลงร็อกมันส์ ๆ ไปเลย

แต่ถ้าอยากฟังในเวอร์ชันแรง ๆ ก็มีเวอร์ชันของวงวานิลลาฟัดจ์เอาเพลงนี้ไปทำใหม่ในปีค.ศ. 1967 (อยู่ในอัลบั้มแรกชื่อเดียวกับวง)

ticket-to-ride

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.