Public Image Ltd: Public Image


“มีคนถามผมว่าคุณคิดอย่างไรกับความจริงที่ว่า ดิเอดจ์ (มือกีต้าร์วง U2) ลอกซาวนด์ไปจากคุณ? ผมก็ตอบไปว่า ขอให้เขาโชคดี เวลาที่บางคนบอกผมว่ามีคนมากมายใช้ซาวนด์ที่ผมสร้างขึ้น คุณรู้สึกไม่พอใจบ้างมั้ยว่ามีคนคิดวัดรอยเท้าคุณ จริงๆ แล้วผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย ผมว่ามันเป็นเรื่องรสนิยมที่ดีมากกว่า” คีธ เลวีน มือกีต้าร์วง Public Image Ltd.  

เพลง “Public Image” เป็นเพลงที่จอห์น ไลดอนเขียนตั้งแต่สมัยอยู่กับวง Sex Pistols บรรยายความในใจที่เขามีต่อมัลคอล์ม แม็คลาเรน ผู้จัดการวง และบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มแรกของวง Public Image: First Issue. วางจำหน่ายปี 1978

“เพลง ‘Public Image’ ส่วนใหญ่พูดถึงพวกสื่อมวลชนที่มักจะตีความอะไรผิดๆ ไม่เกี่ยวกับแฟนเพลงเลย มันเป็นเรื่องตกค้างถึงวงที่ผมเคยอยู่ เป็นสิ่งที่ผมเคยพบเจอก่อนที่จะทำวงของผมเอง พวกนั้นไม่เคยใส่ใจที่จะฟังสิ่งที่ผมร้องจริงๆ ไม่เคยรู้ว่าผมร้องว่าอะไรบ้าง พวกเขาไม่เคยฟังเลย เหมือนกับ ‘เอ้า นี่เพลง เอาไปหาคำมาใส่ซะ’ ผมได้แต่คิดว่า พวกนั้นไม่เคยถามอะไรถึงเนื้อเพลงเลย มันน่ารังเกียจสิ้นดี หมายความว่าผมเสียเวลาไปอย่างไรประโยชน์  ถ้าคุณไม่ได้ทำงานกับคนที่อยู่ในระดับเดียวกันแล้วก็เท่ากับคุณไม่ได้ทำอะไรเลยเหมือนกัน พวกเขากับมัลคอล์มไม่เคยสนใจว่าผมจะร้องเพลงได้จริงๆ พวกเขามองผมเป็นแค่ภาพลักษณ์ของวงเท่านั้น และมันก็มีความหมายที่น่าเบื่อหน่ายที่สุดเพียงแค่นั้น หลังจากอยู่กับพวกเขาเป็นปี เขาจะถามแค่ ‘ทำไมปีนี้คุณไม่ทำผมสีนี้ละและผมก็ได้แต่คิด ‘โอ้พระเจ้า พวกเขานี่มันกำแพงอิฐชัดๆ  ผมกำลังสู้กับกำแพงอิฐ! แม้ตอนนี้ พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจ” ไลดอนให้สัมภาษณ์ ในนิตยสาร Melody Maker ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 1978)

ความเบื่อหน่ายของไลดอน (หรือในขณะนั้นคือ จอห์นนี ร็อทเทน) เพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปี 1977 ซึ่งมีแต่เรื่องโกลาหล ซิด วิเชียสกลายเป็นจุดศูนย์กลางของวงที่มัลคอล์ม แม็คลาเรนภูมิใจนำเสนอเพราะเขาคิดว่าภาพลักษณ์ของวิเขียสแสดงออกถึงความเป็นพั้งค์ตามแบบที่เขาคิดมากกว่าจอห์นนี ร็อทเทน ขณะเดียวกัน ร็อทเทนก็เริ่มเบื่อที่แม็คลาเรนเข้ามาควบคุมความคิดของวงมากเกินไป ในคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของ Sex Pistols ที่วินเทอร์แลนด์, ซานฟรานซิสโก (มกราคม 1978) เขาถามคนดูว่าว่า “เคยรู้สึกว่าโดนหลอกลวงบ้างมั้ย?” เขาปาไมโครโฟนทิ้งและเดินลงจากเวทีไป ณ เวลานั้น เขารู้สึกว่าซิด วิเชียสกำลังทำให้วงกลายเป็นแค่ตัวตลก แม็คลาเรนเริ่มเป็นปฏิบักษ์กับเขา วางแผนทำอะไรทุกอย่างโดยไม่มีเขาร่วมงานด้วย และความคิดหลายอย่างที่เขาไม่เห็นด้วยกับแม็คลาเรน เช่น ต้องการให้ไปบันทึกเพลงร่วมกับรอนนี บิกส์ เป็นต้น

รอนนี บิกส์เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในโจร 17 คนที่ร่วมกันปล้นรถไฟไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1963 รวมเงินที่หายไปจำนวน 2.6 ล้านปอนด์อังกฤษ (ประมาณค่าเงินในปี 2013 ประมาณ 41 ล้านปอนด์อังกฤษ) คดีนี้ได้เงินคืนไม่ถึงสี่แสนปอนด์อังกฤษ ตำรวจตามจับโจรได้ทั้งหมด 14 คน ส่วนอีก 3 คนซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้ให้ข้อมูลและร่วมวางแผน) ยังหาตัวไม่พบจนถึงทุกวันนี้  บิกส์ไม่ได้เป็นสมาชิกคนสำคัญอะไร แต่สองปีหลังจากโดนจับ เขากับชาร์ลี วิลสัน เพื่อนร่วมคดีปล้นรถไฟก็แหกคุกและหลบหนีไปต่างประเทศ คนละทีคนละเวลา ชาร์ลี วิลสัน แหกคุกโดยมีคนจากภายนอก 3 คน ซึ่งยังจับไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ เข้าไปช่วยเขาออกมาจากคุก  อีกเกือบปีหลังจากวิลสันแหกคุกไปได้ บิกส์ก็แอบหนีออกจากคุกพร้อมเพื่อนร่วมคุก ซึ่ง ณ เวลาที่แม็คลาเรนต้องการบันทึกเสียงร่วมกับบิกส์ เขายังอยู่ในฐานะอาชญากรหลบหนี (เขาตัดสินใจมอบตัวในปี 2001และได้รับการปล่อยตัวจากคุกในปี 2009)

เหตุการณ์ปล้นรถไฟไปรษณีย์ครั้งนี้เป็นที่สนใจในวงกว้าง สองปีหลังจากนั้นก็มีหนังสือขายดีชื่อ The Great Train Robbery – the Incredible Story of a Masterpiece of Modern Crime ตั้งทฤษฏีเกี่ยวกับเหตุการณ์และการวางแผนรวมถึงผู้อยู่เบื้องหลัง วง Mountain ก็ทำเพลงชื่อ “The Great Train Robbery” (อยู่ในอัลบั้ม Nantucket Sleighride ปี 1971)  มีภาพยนตร์สร้างโดยอ้างอิงเหตุการณ์ หรือติดตามเรื่องราวของสมาชิกร่วมปล้นครั้งนี้หลายเรื่อง อย่างเช่น Robbery (1967), Buster (1988 เรื่องนี้มี ฟิล คอลลินส์แสดงด้วย) ในภาพยนตร์เรื่อง Help (1965) ของ The Beatles ก็มีฉากหนึ่งที่จอห์น เลนนอนถามนายตำรวจคนหนึ่งเกี่ยวกับการปล้นรถไฟครั้งนี้

หลังจากจบคอนเสิร์ตสุดท้ายในเดือนมกราคม 1978 แม็คลาเรน, สตีฟ โจนส์ และ พอล คุก เดินทางไปบราซิลเพื่อบันทึกเสียงร่วมกับรอนนี บิกส์ 2 เพลง รวมอยู่ในภาพยนตร์ The Great Rock ‘n’ Roll Swindle โดยที่ร็อทเทนเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะมันจะทำให้อดีตโจรปล้นรถไฟดูเป็นวีรบุรุษ

ขณะที่แม็คลาเรน, โจนส์ และคุกไปบราซิลเพื่อทำเพลงกับบิกส์ จอห์นนี ร็อทเทน ตัดสินใจกลับมาเป็นจอห์น ไลดอนตัดสินใจเดินทางไปจาไมก้ากับริชาร์ด แบรนสันผู้บริหารบริษัทเวอร์จินเร็คคอร์ด ในตอนนั้นเล่ากันว่าแบรนสันได้ชักนำวง Devo ไปจาไมก้าด้วย และแนะนำให้ไลดอนเข้าร่วมวง Devo แต่เขาปฏิเสธข้อเสนอนั้น (หมายเหตุ นี่คือเรื่องเล่า แต่ยังหาข้อมูลยืนยันไม่ได้)

เมื่อกลับอังกฤษ ไลดอนติดต่อ จอห์น วอบเบิน เพื่อนเก่าสมัยแก็งค์ออฟจอห์น เขาเลือกเพื่อนเก่าคนนี้เพราะรสนิยมทางดนตรีคล้ายกัน อย่างเช่นต้องการนำเอาดนตรีเร้กเก้เข้ามาผสมกับร็อก และชักชวนคีธ เลวีน อดีตมือกีต้าร์ The Clash ให้เข้ามาร่วมวงด้วย ส่วนมือกลองชื่อ จิม วอล์คเกอร์ ได้มาจากการรับสมัครมือกลองผ่านนิตยสาร Melody Maker

ไลดอน ตั้งชื่อวงใหม่ของเขาว่า Public Image แต่หลังจากนั้นเขาก็เติม Ltd ต่อท้ายเมื่อมีนิยายชื่อ Public Image วางจำหน่าย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.