Sid Vicious


หมายเหตุ ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด 10 พฤษภาคม 2017 เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิดของซิด วิเชียส ถ้าเขาอยู่ถึงทุกวันนี้ก็มีอายุ 60 ปี


คงจะมีไม่กี่คนที่เล่นดนตรีแทบไม่เป็น แทบไม่มีส่วนร่วมในการทำเพลง แต่กลับมีชื่อเสียงและได้รับการกล่าวขานชื่อในฐานะตำนาน

คุณนึกถึงใคร?

จอห์น ไซมอน ริตชี หรือ จอห์น ไซมอน เบเวอรีย์ (นามสกุลหลังคือนามสกุลตามพ่อเลี้ยง) คือบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น เขาเริ่มต้นเล่นดนตรีกับวงดนตรีที่ชื่อ เดอะฟลาวเวอรส์ออฟโรแมนซ์ ช่วงปี ค.ศ.1976 และปีถัดมาเขาก็เป็นสมาชิกของวงดนตรีพังก์ระดับตำนาน เซ็กซ์พิสทอลส์

ในเวลานั้น โลกรู้จักเขาในชื่อ ซิด วิเชียส

ซิด วิเชียส ไม่เคยได้รับการยกย่องในฐานะนักดนตรีฝีมือดี (อย่างน้อยก็นึกไม่ออกจนถึงตอนนี้) เขาไม่ใช่ผู้บุกเบิกดนตรีแนวใหม่ ไม่ได้ประพันธ์บทเพลงได้เลิศเลอทรงคุณค่า แทบไม่มีด้านไหนแสดงให้เห็นว่าเขาคืออัจฉริยะทางดนตรี ยิ่งถ้าเอาไปเทียบกับ (อดีต) เพื่อนร่วมวงอย่างจอห์นนี ร็อตเทน (หรือจอห์นนี ไลดอน) ที่สร้างสรรค์ผลงานเอาไว้มากมายก็เห็นความแตกต่างชัดเจน

แต่ซิด วิเชียสเป็นตำนาน! เป็นลอนดอนพังก์ขนานแท้ที่แฟนเพลงและผู้ใกล้ชิดหลายคน (หรือทุกคนก็ว่าได้) เชื่อว่าเขาคือหน้าตาของบริติชพังก์จากตัวตนภายในที่ไม่มีใครเทียบได้อีกแล้ว ซิดกลายเป็นวีรบุรุษในใจใครหลายคนไม่ต่างจากเจมส์ ดีน จิมี เฮนดริกซ์ จิม มอริสัน และใครหลายคนที่มีภาพลักษณ์น่าหลงใหล ใช้ชีวิตบ้าคลั่งสุดโต่ง และจากไปก่อนวัยอันควร

จอห์น ไซมอน เบเวอลีย์ก็เหมือนกับเด็กอีกหลายคนที่เติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน ภายใต้การเลี้ยงดูของแม่เพียงลำพัง เพราะจอห์น ริตชีพ่อของเขาทิ้งไปตั้งแต่เขายังแบเบาะ ต่อมาแอน แม่ของเขาแต่งงานกับคริสโตเฟอร์ เบเวอลีย์ ซิดจึงใช้นามสกุลเบเวอลีย์ตามพ่อเลี้ยง แต่อนิจจา ไม่นานคริสโตเฟอร์ก็เป็นมะเร็งเสียชีวิต ชีวิตของแอนและจอห์น ไซมอนจึงลำบากพอสมควร

และเมื่อจอห์น ไซมอนเป็นวัยรุ่นเรียนที่แฮกนีย์คอลเลจ ก็ได้พบกับจอห์น ไลดอน และต่อมาได้เข้าที่คิงส์เวย์พรินส์ตัน ทั้งคู่กลายเป็นส่วนหนึ่งของแก๊ง “จอห์นส์” หรือ สี่จอห์น กลุ่มเพื่อนที่สนใจเรื่องราวใกล้เคียงกัน และเนื่องจากทุกคนดันชื่อ “จอห์น” เหมือนกัน จอห์น ไซมอน เบเวอลีย์ จอห์น ไลดอน จอห์น วอร์ดเดิล (ต่อมาใช้ชื่อว่า จาห์ ว็อบเบิล อยู่วงพับลิกอิมเมจลิมิเต็ด และอีกหลายวง) และ จอห์น เกรย์ เลยเรียกกันว่าแก๊งจอห์นส์

จอห์น วอร์ดเดิล (หรือ จาห์ ว็อบเบิล) เพื่อนร่วมแก๊งค์จอห์นส์ พูดถึงซิดว่า “ชีวิตเขาเหมือนหลุมดำขนาดใหญ่ ตอนผมพบแม่เขาตอนนั้น เธอไม่สนใจเขาเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังจะเข้าเรียนที่คิงส์เวย์ เธอกำลังติดยาหนักมาก พวกเฮโรอีนและฝิ่นซึ่งมันน่าอายมาก นั่นคือชีวิตของเธอในตอนนั้น”

และ จอห์น วอร์ดเดิลยังเล่าเรื่องเกี่ยวกับซิดอีกว่า “ผมสัมผัสด้านมืดของเขาตั้งแต่ต้นปี 1975 ครูที่ปรึกษาที่คิงส์เวย์ระบุชัดเจนว่าเขาเป็นเด็กมีปัญหา เขาเคยพูดว่าจะฆ่าตัวตาย ครูที่ปรึกษาเลยบอกให้เขาพาเพื่อนมาด้วย เราเลยไปด้วยกันวันหนึ่ง คิดว่าจะไปแกล้งทำอะไรสนุก ๆ ครูที่ปรึกษาพูดว่า จอห์นบอกว่าเขาจะฆ่าตัวตาย ผมก็ตอบไปว่า บางทีเขาอาจจะจบชีวิตแบบนั้นจริงก็ได้ ซิดก้มหน้าทำท่าจริงจัง ครูที่ปรึกษาไม่รู้ว่ากำลังรับมือกับอะไร เขาก็พูดไปเรื่อย มันควรจะเป็นเรื่องตลกแต่ตอนออกมาผมได้แต่คิดว่า โอ้ พระเจ้า”

แก๊งจอห์นส์ก็ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นในลอนดอนทั่วไป เตร็ดเตร่ไปตามแหล่งนิยม อย่างร้านเสื้อผ้า เซ็กซ์ ย่านคิงส์โรดของมัลคอล์ม แม็กลาเรนกับวิเวียน เวสต์วู้ด ได้รู้จักหนุ่มสาวรสนิยมเดียวกันมากหน้าหลายตา มัลคอล์มออกจะโด่งดังในแวดวงแฟชันและดนตรี อีกทั้งยังเป็นผู้จัดการวงเซ็กซ์พิสทอลส์ วันหนึ่งจอห์นนีเปิดตู้เพลงของร้านเล่นเพลง “ไอม์เอ็ตทีน” ของอลิส คูเปอร์ แต่ร้องเพี้ยนแบบไร้คีย์แต่ดันสะดุดตามัลคอล์ม เลยดึงจอห์นนี ร็อตเทนเป็นนักร้องนำวงเซ็กซ์พิสทอลส์ช่วงปลายปีค.ศ. 1975

จอห์น ไลดอน เป็นคนเรียกจอห์น ไซมอน ว่า ซิด เพราะมีอยู่วันหนึ่งหนูของจอห์น ไลดอน ชื่อซิด กัดมือจอห์น ไซมอนแล้วจอห์น ไซมอนอุทานว่า Sid is really vicious! – (ซิดเลวจริง ๆ) แล้วจอห์น ไลดอนรู้สึกว่ามันน่าขำดี เลยเรียกเขาว่าซิดแต่นั้นมา

ซิดตั้งวงเดอะฟลาวเวอรส์ออฟโรแมนซ์ ในช่วงปีค.ศ. 1976  ถึงแม้ว่าวงนี้จะไม่มีชื่อเสียงอะไรมากมายนัก แต่สมาชิกวงนี้น่าสนใจทุกคน เพราะ คีธ เลวีน ออกไปตั้งวงเดอะแคลช สุดยอดวงพังก์ร็อกอีกคณะ ส่วนปาล์มโอลีฟ กับ วิฟ อัลเบอร์ทีนไปตั้งวงเดอะสลิตส์ก็มีชื่อเสียงไม่น้อย เมื่อวงแยกทางกันไป ซิดได้รับข้อเสนอให้มาลองทดสอบเป็นนักร้องนำวงเดอะแดมด์ ตอนนั้นคนที่มีแนวโน้มว่าจะได้เป็นนักร้องนำของวงก็มีซิดกับเดฟ วาเนียน สองคนเท่านั้น แต่ซิดกลับไม่โผล่หัวไปทดสอบเสียงร้องทำให้ เดฟ วาเนียนได้เป็นนักร้องนำวงเดอะแดมด์ไปสบาย ๆ ไร้คู่แข่ง

เล่ากันว่าซิดคิดว่าฝ่ายพรรคพวกเดฟ วาเนียนแกล้งเก็บข่าวเรื่องวันเวลาทดสอบเป็นนักร้องวงเดอะแดมด์ไว้ทำให้เขาไปทดสอบกับวงไม่ทัน ทำให้ซิดไม่ชอบหน้าเดฟตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ซิดเข้าร่วมงานกับวงซูซีแอนด์เดอะแบนชีส์ในฐานะมือกลอง และสร้างความอื้อฉาวด้วยการกระโดดลงไปหาคนดูในงาน 100 คลับพังก์เฟสติวัล และในวันที่สองระหว่างที่วงเดอะแดมด์เล่น ซิดซึ่งเมาเหล้าและยาเต็มที่ก็เลยปาแก้วหมายหัวว่าจะให้โดนเดฟ วาเนียน แต่พลาดไปโดนสาวน้อยคนหนึ่ง เป็นเหตุให้ตาข้างหนึ่งของเธอคนนั้นบอดบางส่วน เขาโดนจับในวันต่อมาและโดนขังที่แอชฟอร์ดรีแมนด์เซ็นเตอร์ ต้องออกจากวงซูซีแอนด์เดอะแบนชีส์ตั้งแต่นั้น

ระหว่างอยู่ในแอชฟอร์ดรีแมนด์เซ็นเตอร์ เขาเขียนจดหมายถึงวีฟ อัลเบอร์ทีน อดีตเพื่อนร่วมวงเดอะฟลาวเวอรส์ออฟโรแมนซ์ ใจความตอนหนึ่งเล่าว่า วิเวียน เวสต์วู้ดให้หนังสือมาอ่านฆ่าเวลาเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับชาร์ลี แมนสัน และมันน่าสนใจมาก

หลังจากออกมาเตร็ดเตร่ทำงานในแวดวงแฟชันและศิลปะระยะหนึ่ง เกล็น แม็ตล็อกลาออกจากวงเซ็กซ์พิสตอลส์ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1977 ก่อนที่วงจะบันทึกเสียงอัลบั้มอมตะแห่งวงการพังก์ เนเวอร์มายด์เดอะบอลล็อก เฮียร์เดอะเซ็กซ์พิสตอลส์ ในเดือนมีนาคม มัลคอล์ม แม็กลาเรนต้องการให้ซิดมาเป็นมือเบสในวงแทน “ถ้าผมได้เจอกับซิดก่อนเจอจอห์นนีละก็นะ ผมจะให้เขาเป็นนักร้องนำของเซ็กซ์พิสทอลส์” มัลคอล์ม แม็กลาเรนเคยกล่าวไว้อย่างนั้น “ถ้า จอนห์นี ร็อตเทนคือกระบอกเสียงของพังก์ ซิด วิเชียส คือเจตคติ” ซิดเด่นกว่าทุกคนเมื่ออยู่บนเวที โดยที่จอห์นนี ร็อตเทนไม่อาจกลบรัศมีได้ แต่จาห์ ว็อบเบิลเคยกล่าวเป็นนัยในสารคดี อินเซิร์ซออฟซิด (กระจายเสียงทางเรดิโอ 4 บีบีซี) ว่ามัลคอล์มใช้ซิดเป็นเครื่องมือเพราะเซ็กซ์พิสทอลส์ยังไม่ถึงที่สุดเสียที เพราะแต่ละคนไม่ใช่พวกสุดโต่ง ซิดเลยเหมือนกับนักบินกามิกาเซ่ที่พลีชีพเพื่อให้เซ็กซ์พิสทอลส์ถึงขีดสุด

แต่ในฐานะนักดนตรี ซิดเล่นเบสแย่มาก ในอัลบั้มนี้มีฝีมือเบสของซิดเพียงแค่เพลง “บอดี้ส์” เพลงเดียวเท่านั้น (แถมสตีฟ โจนส์ยังต้องอัดเบสทับอีกครั้งด้วย) ตอนแรกคริส โธมัสโปรดิวเซอร์พยายามใช้เสียงเบสที่ซิดเล่น “ก็อดเซฟเดอะควีน” ด้วย แต่หลังจากพยายามอยู่นานเขาก็โละเสียงเบสของซิดทิ้ง สมาชิกวงก็ยื่นข้อเสนอให้มัลคอล์มจ้างเกล็นกลับมาบันทึกเสียงเบส ซึ่งตอนแรกเกล็นก็ยอมกลับมาบันทึกเสียงถ้าได้ค่าจ้างก่อนเล่น เพราะกลัวโดนเบี้ยว เมื่อมัลคอล์มไม่จ่ายเงินให้ก่อน เกล็นเลยไม่มาบันทึกเสียง สตีฟ โจนส์มือกีตาร์เลยต้องบันทึกเสียงเบสในเพลงที่เหลือทั้งอัลบั้ม (ยกเว้น “อนาคีส์อินเดอะยูเค” ที่เกล็นบันทึกเสียงสมัยทำซิงเกิล)

แต่ในข้อที่ว่าเขาเล่นดนตรีแทบไม่เป็นยังมีคนถกเถียงอยู่ คนรอบข้างอย่างพอล คุก มือกลองวงเซ็กซ์พิสทอลส์มั่นใจว่าซิดเล่นเบสไม่เป็น หรืออย่างน้อยถ้าเอาไปเทียบกับเกล็น แม็ตล็อก มือเบสคนเดิมแล้วต้องบอกว่าฝีมือเขาด้อยกว่าเทียบไม่ติด ส่วน เลมมี มือเบส/นักร้องนำ/เจ้าของวงมอเตอร์เฮดเคยให้สัมภาษณ์เป็นเกร็ดว่า ซิด วิเชียส เคยมาขอให้เขาสอนเล่นเบส

แต่ คีธ เลวีน และ วิฟ อัลเบอร์ทีน เพื่อนร่วมวงเดอะฟลาวเวอรส์ออฟโรแมนซ์กลับบอกว่าในสมัยที่พวกเขาทำวงกับซิด พวกเขาได้เห็นซิดใช้เวลาเพียงคืนเดียวก็สามารถเล่นเพลงของเดอะราโมนส์ได้ทั้งอัลบั้ม!

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลายคนเชื่อ หรือเลือกที่จะเชื่อว่าเขาเล่นเบสไม่เป็นเพราะนี่คือ ซิด วิเชียส บุคคลที่สร้างสีสันและเป็นตำนานของวงการพังก์

ช่วงนั้นซิดได้รู้จัก แนนซี สปันเจนนักเต้นเปลื้องผ้าจากอเมริกาผู้หลงใหลดนตรีร็อกซึ่งต่อมากลายเป็นคู่รักและอยู่ด้วยกันจนตายจากกัน

แนนซี่เดินทางมานิวยอร์กซิตี้เมื่ออายุเพียง 17 ปี เธอเป็นกรุ๊ปปี้วงร็อกในนิวยอร์ก เธอเคยติดตามวงเดอะนิวยอร์กดอลส์ และราโมนส์ เธอขึ้นชื่อในเรื่องขายบริการทางเพศเป็นงานอดิเรกและจัดหายาเสพติดให้นักดนตรีที่ต้องการ เล่ากันว่าในขณะที่กรุ๊ปปี้คนอื่นพยายามแสดงว่าเป็นนางแบบหรืออะไรเท่ ๆ เธอแค่ใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งออกจะมีความรุนแรงและมีแนวโน้มทำลายตัวเอง และไม่ใส่ใจถ้าใครเรียกเธอลับหลังว่าแนนซี่น่าสะอิดสะเอียน เมื่อเธอติดตามเจอรี โนแลนมือกลองเดอะนิวยอร์กดอลส์และเล่นให้วงจอห์นนี ธันเดอร์ แอนด์เดอะฮาร์ตเบรกเกอร์ซึ่งเดินทางมาลอนดอนเพราะมัลคอล์มเคยสนิทชิดเชื้อเคยออกแบบเสื้อผ้าและภาพลักษณ์ให้กับเดอะนิวยอร์กดอลส์มาก่อน แต่พอแนนซีได้พบวงเซ็กซ์พิสตอลส์ ตอนแรกเธอสนใจจอห์นนี ร็อตเทน แต่จอห์นนีไม่ได้สนใจเธอ แนนซีเลยหันความสนใจไปที่ซิด วิเชียสแทน และเป็นคนแนะนำให้เขาใช้เฮโรอีน ยิ่งทำให้เขาใช้ชีวิตสุดขั้วมากขึ้น

ซิดเล่นดนตรีร่วมกับเซ็กซ์พิสทอลส์ครั้งแรกวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1977 และใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็โดดเด่นไม่แพ้ใครในวงด้วยความบ้าบิ่นสุดขั้ว จนทำให้หลายคนลืมเลือนไปว่าซิดแทบไม่ได้มีส่วนในการบันทึกเสียงกับเซ็กซ์พิสตอลส์เลย แต่อาจจะเป็นอย่างที่มัลคอล์ม แม็กลาเรนบอกเอาไว้ ซิดคือเจตคติของพังก์ ทุกสิ่งที่เขาทำออกมาจากจิตใต้สำนึกไม่ได้เสแสร้ง บวกกับขาดสติจากสุราและยาเสพติด ทำให้ความรุนแรง กักขฬะ ก้าวร้าวของเซ็กซ์พิสทอลส์เป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น

เซ็กซ์พิสทอลส์ออกทัวร์อเมริกาต้นเดือนมกราคม ค.ศ. 1978 มีแต่เรื่องโกลาหล การชกต่อย ความวุ่นวาย ซิดซึ่งตอนนั้นติดเฮโรอีนงอมแงมคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งมัลคอล์มยอมรับหลังจากนั้นหลายปีว่าเขาจงใจให้เซ็กซ์พิสทอลส์ไปเล่นในสถานที่ซึ่งออกหัวโบราณหน่อยเพื่อยั่วยุให้มีพื้นที่ข่าวบ้าง และกลายเป็นหายนะ อย่างที่ดัลสัสมีแฟนเพลงผู้หญิงปีนขึ้นเวทีแล้วชกซิด เขาเลยถ่มน้ำลายปนเลือดกลับจนเกิดความวุ่นวายตามมา (และคืนนั้นเขาต้องไปโรงพยาบาล) หรือที่ซานอันโตนิโอ เขาก็เรียกคนดูว่าพวกรักร่วมเพศแล้วเอาเบสฟาดหัวคนดู และหลังเวทีมีแต่เรื่องทั้งชกต่อยช่างภาพ (ซึ่งบางคนเป็นผู้หญิง) มีปัญหากับฝ่ายรักษาความปลอดภัยของสถานที่

จอห์นนี ร็อตเทนเอือมระอาและความสัมพันธ์ภายในวงก็ไม่ค่อยดี และเขาก็มีปัญหากับมัลคอล์มเป็นเวลาพอสมควรว่าไม่ยอมจ่ายเงินค่าแรง เลยกลายเป็นว่ามัลคอล์มชักนำสตีฟ โจนส์และพอล คุก ให้ตีตัวออกห่างจากจอห์นนี ส่วนซิดเพื่อนเก่า เมายาจนเกินกว่าจะใส่ใจความเป็นไปของวง

เมื่อเล่นคอนเสิร์ตสุดท้ายที่วินเทอร์แลนด์บอลรูม ซานฟรานซิสโก เซ็กซ์พิสตอลส์กลับมาปักหลักที่ลอสแอนเจลิสในวันที่ 17 มกราคม มัลคอล์ม พอล และ สตีฟ เตรียมเดินทางไปทำงานดนตรีกับรอนนี บิกจ์ โจนปล้นรถไฟซึ่งหนีคดีไปอยู่ที่ริโอเดอจาเนโร ซึ่งงานนี้จอห์นนีไม่เห็นด้วยเพราะรอนนีคือโจรที่ปล้นเงินชนชั้นแรงงาน แถมยังเป็นการเชิดชูอาชญากรอีกด้วย (แต่ก็ออกมาเป็นซิงเกิล “โนวันอิสอินโนเซนต์” ในนามเซ็กซ์พิสตอลส์ แต่มีแค่สตีฟกับพอลเหลืออยู่สองคนเท่านั้น)

ตอนนั้นมัลคอล์มตั้งใจจะให้เซ็กซ์พิสตอลส์เดินหน้าต่อไปโดยปราศจากจอห์นนี ร็อตเทน แต่จอห์นนีก็หาทางไปนิวยอร์กและประกาศวงเซ็กซ์พิสตอลส์วงแตกที่นั่น และได้รับความช่วยเหลือจากริชาร์ด แบรนสันเจ้าของบริษัทเวอจินให้ค่าเดินทางกลับอังกฤษ ส่วนซิดอยู่ในสภาพไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นเพราะติดเฮโรอีนจนทำอะไรไม่ได้ ใครบางคนจับเขาขึ้นเครื่องบินส่งไปนิวยอร์ก เพราะซิดยังไม่ต้องการกลับอังกฤษ แต่เกิดภาวะโคม่าหลังเสพแวเลี่ยมกับเมธาโดนขณะที่บินจากฝั่งตะวันตกมายังนิวยอร์ก และต้องรีบนำตัวออกจากเครื่องบินไปโรงพยาบาลจาไมก้า ในควีนส์ นอกจากแนนซี แฟนสาวที่พยายามจะเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขาแล้ว ก็มีเพียง โรเบอร์ตา เบย์ลี ช่างภาพผู้ฝากฝีมือไว้ในอัลบั้มแรกของเดอะราโมนส์เป็นเพื่อนคนเดียวในสหรัฐอเมริกา

เขาปักหลักอยู่ที่โรงแรมเชลซีในย่านแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ร่วมห้องกับแนนซีคู่รักและผู้จัดการ โดยเลือกหนทางเป็นศิลปินเดียว โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าเช่น มิก โจนส์ เกล็น แม็ตล็อก แร็ต สคาบีส์ และสมาชิกอีกบางคนของวงเดอะนิวยอร์กดอลส์ จนในที่สุดซิดได้ออกงานเดี่ยว (แต่เป็นเพลงที่บันทึกการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระจากที่ต่าง ๆ) และมีเพลง “มายเวย์” เพลงเก่าของแฟร็งก์ สินาตรา ติดท็อป 10 ในเดือนกรกฎาคม

แต่วันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1978 ก็มีข่าวใหญ่ เมื่อพบศพแนนซี สปันเจนเสียชีวิตในห้องน้ำห้องหมายเลข 100 โรงแรมเชลซี ทั้งคู่พักอยู่ โดยสาเหตุการตายของเธอเนื่องมาจากมีคนแทงเข้าที่ท้องจนเธอเสียเลือดมาก และมีดที่ใช้เป็นอาวุธเล่มนั้นก็เป็นมีดที่อยู่ในการครอบครองของซิด วิเชียสด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะปฏิเสธแต่เขาก็ไม่สามารถให้รายละเอียดใด ๆ เนื่องจากเขาเมายาเกินกว่าจะจำอะไรได้ ทำให้ซิดเป็นผู้ต้องสงสัยและโดนจับเพราะเขาให้การว่าคืนนั้นเขาทะเลาะกับแนนซีและมีการใช้กำลัง ส่วนเขาแทงเธอเพราะตั้งใจฆ่า หรือเป็นอุบัติเหตุ หรือ มีเหตุอะไรอื่น ตำรวจพบลายนิ้วมือของคน 6 คน ซึ่งรู้ว่าเป็นใครบ้าง แต่ไม่มีการเรียกใครสักคนมาสอบปากคำ  ยังเป็นปริศนาถึงตอนนี้

10 วันหลังจากนั้น ก็มีคนพาซิดเข้าโรงพยาบาลเพราะเขาเชือดข้อมือตัวเองหวังฆ่าตัวตาย และเมื่อเขารู้ตัวที่โรงพยาบาลก็พยายามฆ่าตัวตายซ้ำด้วยการกระโดดออกจากหน้าต่างแต่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมาล็อกตัวไว้ทัน

เขาถูกจับเข้ารับการบำบัดยาเสพติด และได้อิสรภาพออกมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1978  แต่ไม่ถึงเดือนถัดมาเขาก็โดนจับอีกครั้งข้อหาก่อการทะเลาะวิวาทกับ ท็อดด์ สมิธน้องชายของแพ็ทตี สมิธ ที่หน้าคลับแห่งหนึ่งในนิวยอร์กซึ่งเป็นการละเมิดทัณฑ์บน เขาจึงถูกจับขังที่ไรเกอร์ไอซ์แลนด์ และได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1979 หลังจ่ายค่าปรับ ซึ่งมิก แจ็กเกอร์ นักร้องนำเดอะโรลลิงสโตนส์เป็นคนบริจาคเงินให้เป็นค่าปรับซึ่งตอนแรกตั้งไว้ที่ 50,000 ดอลลาร์ แต่ลดลงหลังอุทธรณ์ (เรื่องมิกจ่ายค่าปรับให้นี้จอห์นนี ไลดอนเป็นคนออกมาเปิดเผยหลังจากเหตุการณ์นั้นหลายปี)

และเมื่ออกมาจากคุก เขาก็ไปงานฉลองอิสรภาพที่บ้าน มิเชล โรบินสัน และวันรุ่งขึ้นเขาก็เสียชีวิตเนื่องจากเสพเฮโรอีนเกินขนาด ก่อนหน้านั้นไม่นานเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ด้วยการใช้ชีวิตของผมจะฆ่าผมในหกเดือน”

ซิด วิเชียส ได้แสดงความปรารถนาหลังจากการเสียชีวิตของแนนซี สปันเจนว่า เมื่อเขาตายขอให้ฝังร่างของเขาไว้เคียงคู่กับแนนซี แต่เนื่องจากศพของแนนซีฝังในสุสานของชาวยิวที่ไม่ต้อนรับบุคคลเชื้อชาติอื่น  แม่ของซิดจึงแอบเอาเถ้ากระดูกของเขาไปโปรยเหนือหลุมศพของแนนซีแทน

หลายปีหลังจากนั้น แอน เบเวอรี แม่ของซิดอ้างว่าเธอเป็นคนจัดหาเฮโรอีนบริสุทธืให้ซิดในคืนที่เขาเสียชีวิต เพราเขากำลังกังวลและกลัวการกลับไปอยู่ในคุกอีก แต่เรื่องนี้ดูจะเป็นการออกมากล่าวคำเท็จเนื่องจากมีการตรวจสอบย้อนกลับไปพบว่ามีสิ่งที่กล่าวอ้างไม่ตรงกับคืนวันเกิดเหตุหลายอย่าง (มีสารคดี ไฟนอล 24 กับ ฮูคิลแนนซี? กล่าวถึงเรื่องนี้)

หลังเขาเสียชีวิต เซ็กซ์พิสตอลส์ปล่อยซิงเกิลที่ซิดเป็นคนร้องออกมาสองแผ่น “ซัมธิงส์เอลส์” และ “คัมมอนเอฟรีบอดี” ซึ่งติดท็อป 3 และกลายเป็นซิงเกิลขายดีเซ็กซ์พิสทอลส์

จอห์น ไซมอน ริตชี

10 พฤษภาคม ค.ศ. 1957 – 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979

ปิดท้ายด้วยเพลง “เลิฟคิลส์” ของเดอะราโมนส์ แต่งให้กับซิดและแนนซี

Advertisements

One Reply to “Sid Vicious”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.