John Lennon


จอห์น เลนนอน เกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1940 ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่วันนี้จะมีอายุ 60 ปีพอดี…ได้วัยเกษียณ

สำหรับชายคนหนึ่ง การใช้ชีวิตอยู่กับบ้านทำอาหารแล้วก็เลี้ยงลูกอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่ถ้าชายคนนั้นมีชื่อว่าจอห์น เลนนอนก็จะมีคำถามตามมาว่า…คุณอยู่กับบ้านทำอาหารแล้วก็เลี้ยงลูกจริง ๆหรือ? แล้วไม่ทำอย่างอื่นหรือไง? 

“มีคนถามคำถามแบบนั้นกับผมหลายคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขามักจะถามว่าแล้วคุณทำอะไรอีกล่ะ ผมก็จะตอบกลับไปว่า คุณล้อเล่นหรือไง เพราะไอ้เรื่องการทำอาหารแล้วก็เลี้ยงเด็กนี่ แม่บ้านทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นงานเต็มเวลา…” จอห์น เลนนอน ให้สัมภาษณ์นิตยสารเพลย์บอยเอาไว้เมื่อปีค.ศ. 1980 ซึ่งน่าจะเป็นบทสัมภาษณ์เต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายของเขา

John Lennon.jpg

ชีวิตของจอห์น เลนนอน เป็นชีวิตที่มีหลายมุมมองหลากหลายสีสัน ในมุมหนึ่งมีคนตั้งสมญานามให้จอห์น เลนนอนว่า “กบฏอัจฉริยะ” ด้วยความสามารถด้านการประพันธ์บทเพลงอันเฉียบแหลมและมุมมองทางการเมืองและสังคม ซึ่งสร้างปัญหาให้กับเขาในเวลาต่อมาเมื่อเอฟบีไอมองเขาอย่างหวาดระแวงและต้องการเนรเทศเขาออกไปจากสหรัฐอเมริกา ในอีกมุมหนึ่งเขาคือชายที่ลุ่มหลงโยโกะ โอโนะไม่ลืมหูลืมตา ในมุมหนึ่งเขาคือชายที่น่าอิจฉาเขามีชื่อเสียงระดับโลกเป็นสมาชิกวงเดอะบีตเทิลส์ และถึงแม้ว่าเดอะบีตเทิลส์จะกลายเป็นอดีตไปแล้ว เขาก็ยังประสบความสำเร็จกับงานเดี่ยวของตัวเองก่อนที่จะจมหายไปกับยาเสพติด แต่ในที่สุดเขาก็กลับมาจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ และทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือหยุดทำงานดนตรีและหันไปเลี้ยงลูกชาย ปล่อยให้โยโกะ โอโนะเป็นคนทำงานนอกบ้านจัดการเรื่องธุรกิจของเขา และเป็นเวลาเนิ่นนานถึงห้าปีกว่าที่เขาจะตัดสินใจว่าน่าจะกลับมาทำงานดนตรีได้แล้ว

“คุณหายใจเข้า แล้วคุณก็หายใจออก  เรารู้สึกเหมือนว่าการทำเพลงมันก็เป็นแบบนั้นแหละ และตอนนี้เราก็มีบางสิ่งที่เราอยากจะบอก…” จอห์น เลนนอนอธิบายถึงเหตุผลในการกลับมาออกอัลบั้มอีกครั้งหลังจากเก็บตัวเงียบถึง 5 ปี ซึ่งสำหรับเขาแล้วเชื่อว่าเวลาที่หายไปนานน่าจะทำให้หลายคนเลิกคิดถึงเขาสมัยที่อยู่กับเดอะบีตเทิลส์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากจะหลีกหนีตัวตนของเขาสมัยที่อยู่กับเดอะบีตเทิลส์ เขาคิดเสมอว่าเขาเป็นผู้สร้างวงเดอะบีตเทิลส์ และในทางกลับกันวงเดอะบีตเทิลส์ก็สร้างจอห์น เลนนอนให้กลายเป็นคนดังระดับโลก

ถ้าจะบอกว่าเดอะบีตเทิลส์คือวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คงไม่ผิดนัก ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 พวกเขาคือวงดนตรีอันดับหนึ่งของโลก มีแฟนเพลงที่คลั่งไคล้พวกเขาทั่วทุกสารทิศ นอกจากนี้พวกเขายังได้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการดนตรีจากเดิมที่ขายเพียงทักษะทางดนตรีมาเป็นขายศิลปะทางเสียง บุกเบิกแนวทางใหม่ ๆ แกนหลักของเดอะบีตเทิลส์ก็คือจอห์น เลนนอนกับพอล แม็กคาร์ตนีย์ บทเพลงภายใต้ชื่อการประพันธ์ เลนนอน – แม็กคาร์ตนีย์ ทุกเพลงจัดเข้าขั้นคลาสสิก (ถึงแม้ว่าความเป็นจริงเพลงส่วนใหญ่จอห์นกับพอลจะแยกกันประพันธ์เพลง แล้วอาจจะมีช่วงแก้ไขกันเล็กน้อย แต่ทั้งคู่ตกลงกันตั้งแต่อายุ 15 ว่าจะใช้ชื่อร่วมกันในการประพันธ์เพลงทั้งหมด) แนวทางการเขียนเพลงของจอห์นเริ่มมีเอกลักษณ์ของตัวเองในช่วงอัลบั้ม รับเบอร์โซล (Rubber Soul) ในปีค.ศ. 1965  ที่จอห์นเริ่มพัฒนาการเขียนเพลงจากชีวิตจริงเป็นตัวเล่าเรื่อง อย่างเช่น “นอร์วีเจียนวู้ด” และ “อินมายไลฟ์”

“เพลงแรกที่ผมเขียนจากจิตใต้สำนึกถึงชีวิตของผมก็คือ “อินมายไลฟ์” (เขาร้องประโยคแรกของเพลง– There a places I’ll remember all my life though some have changed…) ก่อนหน้านั้นเรามักจะแต่งเพลงแบบดิเอฟเวอรีบราเธอรส์ หรือไม่ก็บัดดี ฮอลลี เพลงป็อปที่ไม่มีอะไรต้องไปคิดถึงมันมากไปกว่านั้น เนื้อเพลงก็เกือบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน “อินมายไลฟ์” เริ่มต้นคล้ายกับเดินทางด้วยรถบัสจากบ้านของผมที่ 250 เมนเลิฟอะเวนิว มุ่งหน้าเข้าเมือง แนะนำสถานที่ต่าง ๆ ที่ผมนึกออก ผมเขียนเนื้อเพลงออกมาแต่ว่ามันน่าเบื่อก็เลยทิ้งมันไป จนกระทั่งเนื้อเพลงเกี่ยวกับเพื่อนและคนรักจากอดีตมันเข้ามาในสมองผม เพลงนี้พอลช่วยผมเขียนในท่อนกลางเพลงด้วย”

การเขียนเพลงแบบเปิดเผยตัวเองลงไปในบทเพลงของจอห์นดูจะมีชั้นเชิงมากขึ้น แม้ว่าใช้ภาษาเรียบง่ายแต่การจัดเรียงถ้อยคำสวยงามจนหลายคนอิจฉา และเมื่อเขาได้เข้าไปสู่กระแสไซคีเดลิกและการใช้ยาหลอนประสาท ยิ่งทำให้งานเพลงของเขามันลอยเด่นเกินกว่าใคร อย่าง “ไอแอมเดอะวอลรัส” และเมื่อเขาทำงานชุด เซนเจนต์เปปเปอรส์โลนลีฮาร์ตคลับแบนด์ (Sgt. Pepper’s Lonely Heart Club Band) การเขียนเพลงของเขาก็เข้มข้นขึ้น พร้อมกับเริ่มทดลองกับเสียงแปลก ๆ มากยิ่งขึ้น

บางที ความเข้มข้นทางศิลปะของเขาส่วนหนึ่งอาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากโยโกะ โอโนะ ถ้าพูดถึงจอห์นแล้วไม่พูดถึงโยโกะก็เหมือนกับขาดอะไรบางอย่างไป เพราะเขาเคยบอกว่า ไม่ใช่แค่จอห์น เลนนอนกับโยโกะ โอโนะ แต่ “จอห์นและโยโกะ เป็นคนคนเดียวกัน”

โยโกะ โอโนะ ศิลปินสาวชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุมากกว่าจอห์นถึง 7 ปีคนนี้โดนแฟนเพลงเดอะบีตเทิลส์ไม่ชอบหน้าเป็นเวลาเนิ่นนาน ส่วนใหญ่มองว่าเธอเป็นตัวการทำให้เดอะบีตเทิลส์แตกวง จนภายหลังในวงการดนตรีมักใช้ชื่อโยโกะเป็นตัวเปรียบถึงผู้หญิงที่เป็นแฟนของสมาชิกคนใดคนหนึ่งของวงดนตรีแล้วชอบเข้าไปจุ้นจ้านในวง แต่ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในอีกแง่หนึ่งเธอคือคนที่ช่วยกระตุ้นให้จอห์นได้พัฒนาและสร้างสรรค์งานศิลปะทางดนตรีให้รุดหน้าต่อไป

john-lennon-yoko-ono.jpg

“เธอทำให้ผมได้ตระหนักถึงความเป็นไปได้ของอีกทางเลือกหนึ่ง ‘คุณไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้…’ ‘ไม่ต้องทำก็ได้เหรอ? แต่ แต่ แต่ แต่….’ แน่ล่ะมันไม่ได้เกิดขึ้นแบบง่าย ๆ เช่นนี้ในเพียงชั่วข้ามคืนหรอกนะ…” จอห์นให้สัมภาษณ์ถึงความสำคัญของโยโกะและตอบคำถามที่หลายคนมองว่าเขาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเธอ “ไม่มีใครบังคับผมได้หรอก ผมมันคนที่ไม่มีใครจะมาบังคับได้…ไม่ว่าใครนอกจากตัวผมเอง…” จอห์น เลนนอนยืนยันเช่นนั้น แม้ว่าการแสดงออกของเขาจะบ่งบอกถึงความลุ่มหลงในตัวโยโกะมากเป็นพิเศษ

“ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1966 ที่อังกฤษ….” จอห์น เลนนอนรำลึกถึงความหลัง เมื่อครั้งที่พบกับโยโกะ โอโนะครั้งแรก “…มีคนบอกผมว่ามีนิทรรศการของศิลปินอะวังท์การ์ดสาวชาวญี่ปุ่นมาจากอเมริกา ผมก็เลยไปดูแกลเลอรี่ และเห็นบันไดวางอยู่ ผมเลยปีนขึ้นไปเจอกล้องส่องทางไกลวางอยู่ หยิบมาส่งดูเจอคำว่า yes ตอนนั้นพวกศิลปินอะวังท์การ์ดมีแต่พวกที่เอาแต่พังเปียโนด้วยค้อน หรือว่าทำลายงานแกะสลักเป็นชิ้น มีแต่คำว่า แอนตี้ แอนตี้ แอนตี้ ทำให้พวกนั้นเป็นพวกต่อต้านที่น่าเบื่อหน่าย พอเห็นคำว่า yes ผมก็เลยสนใจนิทรรศการครั้งนั้นและดูงานนั้นต่อไป และผมไปเจอค้อนกับตะปูวางอยู่พร้อมกับป้ายบอกว่า ให้ตอกตะปูลงไป    ผมก็เลยถามว่า ‘จะตอกตะปูได้มั้ย” แต่โยโกะบอกว่าไม่ได้ เพราะว่างานจริงจะเริ่มในวันถัดมา แต่ว่าเจ้าของแกลเลอรีเข้ามากระซิบว่า ให้เขาตอกตะปูเถอะเขาเป็นมหาเศรษฐีนะ เขาอาจจะซื้องานของเธอก็ได้ ซึ่งก็มีการถกเถียงกันเล็กน้อย แต่ในที่สุดเธอก็บอกว่าได้…คุณจะตอกตะปูนั่นก็ได้แต่คิดเงินห้าชิลลิงส์ ผมก็เลยตอบไปว่า ผมจะจินตนาการว่าให้เงินคุณไปห้าชิลลิงส์ และจินตนาการว่าตอกตะปูลงไปแล้ว นั่นล่ะเหตุการณ์ที่เราพบกันครั้งแรก และเราก็เหมือนถูกตรึงติดกัน…หลังจากนั้นก็คือประวัติศาสตร์”

แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่ค่อยจะถูกต้องตามศีลธรรมเท่าใดนัก เพราะขณะนั้นจอห์นยังแต่งงานอยู่กับซินเธีย เลนนอนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยที่เขายังไม่ดัง ส่วนโยโกะก็แต่งงานอยู่กับแอนโธนี ค็อก แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะทำให้มันถูกต้อง โดยหย่าจากคู่ของตนมาแต่งงานกันในปีค.ศ. 1969

เหตุการณ์สำคัญที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ระหว่างจอห์นกับโยโกะคือ “เบด-อิน” (Bed-In) ที่ทั้งคู่นอนอยู่บนเตียงเพื่อเรียกร้องสันติภาพ “ชีวิตเราก็คืองานศิลป์ของเราเอง นั่นคือสิ่งที่เบด-อินเป็น ตอนที่เราแต่งงานกัน เรารู้ว่าการฮันนี่มูนของเราจะต้องเป็นข่าวแน่ เราก็เลยตัดสินใจที่จะใช้มันเป็นเครื่องมือในการบอกข่าว เราอยู่บนเตียงและพูดคุยกับนักข่าวเป็นเวลาเจ็ดวัน… มันเป็นเรื่องตลกมากกว่า  แต่เราทำเพื่อให้สันติภาพขึ้นหน้าหนึ่งแทนที่เป็นสงคราม…” และจอห์นตัดสินใจคืนเครื่องราชอิสรียาภรณ์เพื่อเป็นการประท้วงต่อกรณีสงครามที่เกิดขึ้นด้วย

การใช้ชีวิตบนเตียงตอบคำถามต่าง ๆ ของผู้สื่อข่าวอาจจะไม่ช่วยให้เกิดสันติภาพ แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงจุดยืนที่ดี แต่ก็มีข่าวออกมาว่าทั้งคู่มีเพศสัมพันธ์กันในถุงนอนนั้นด้วยซึ่งเรื่องนี้ทั้งคู่ต่างปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

ถ้าจะบอกว่าโยโกะคือตัวการทำให้จอห์นแยกตัวเองจากเดอะบีตเทิลส์ ก็ไม่เชิงนักเพราะในช่วงปีค.ศ. 1966 ที่จอห์นเดินทางไปสเปนเพื่อทำภาพยนตร์เรื่อง “ฮาวไอวอนเดอะวอร์” (How I Won The War) เขาก็เริ่มคิดทบทวนอะไรหลายต่อหลายอย่าง ตอนนั้นสมาชิกเดอะบีตเทิลส์ตกลงใจกันแล้วว่าจะงดออกทัวร์หรือแสดงคอนเสิร์ตเพราะรู้สึกว่าแฟนเพลงเอาแต่กรี๊ดกันสนั่นหวั่นไหวไม่สนใจว่าพวกเขาจะเล่นอะไรด้วยซ้ำ อีกทั้งยังมีกรณีความผิดพลาดทางการสื่อสารเมื่อจอห์นให้สัมภาษณ์ในชิคาโกว่า “บีตเทิลส์ยิ่งใหญ่กว่าพระเยซู” ซึ่งก่อให้กระแสต่อต้านตัวเขามากพอสมควร จนเขาต้องออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ และช่วงที่เขากลับจากสเปนถึงได้มาพบกับโยโกะ

หลังจากนั้นจอห์นก็หอบหิ้วโอโนะไปทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ในห้องบันทึกเสียง ซึ่งพอล แม็กคาร์ตนีย์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า “เรื่องที่เขาอยากอยู่กับโยโกะนั้นยังพอเข้าใจ แต่ที่ผมสงสัยคือทำไมคนอื่นที่เหลือต้องมาทนอยู่กับโยโกะด้วย…” โยโกะ โอโนะกลายเป็นลิ่มถ่างความสัมพันธ์ระหว่างจอห์นกับคนอื่นในวงออกไปทุกที ยิ่งในช่วงทำอัลบั้ม แอ็บบีโรด (Abbie Road) นั้นโยโกะประสบอุบัติเหตุรถชนจนเดินไม่ได้ จอห์นก็ยังสั่งให้หาเตียงมาไว้ในสตูดิโอเพื่อให้โยโกะได้อยู่ด้วยตอนเขากำลังทำงาน

จอห์นสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับโยโกะเอาไว้หลายอย่าง เหมือนได้เปิดโลกทัศน์ด้านศิลปะเชิงทดลองเอาไว้หลายชิ้นทั้งในนามของเดอะบีตเทิลส์อย่างเช่นเพลง “เรโวลูชันไนน์” และที่ออกมาทำในนามส่วนตัวคือ ดิอันฟินิชเชดมิวสิก (The Unfinished Music) ซึ่งรังสรรค์สรรพเสียงออกมาเป็นเพลง (หรือเปล่า?) ที่ผู้คนดูจะไม่ค่อยรับเท่าไหร่ ถ้างานนี้ไม่ได้มีชื่อจอห์น เลนนอนเป็นเจ้าของผลงานก็คงไม่ค่อยมีใครใส่ใจกับงานชุดนี้กันมากนัก

john-lennon-war-is-over.jpg

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างจอห์นกับโยโกะแนบแน่นขึ้นทุกวัน ความสัมพันธ์ระหว่างจอห์นกับพอลเริ่มเลวร้ายลงไปทุกที ยิ่งหลังจากไบรอัน เอ็ปสไตน์ผู้จัดการวงเสียชีวิตเพราะเสพยาเกินขนาด ทั้งคู่เริ่มขัดแย้งกันมากขึ้นจนกระทั่งพอลตัดสินใจลาออกแต่ว่ายังไม่ทันได้ประกาศสู่สาธารณะ พอลก็ตัดหน้าประกาศเรื่องเดอะบีตเทิลส์ยุบวงก่อน

จอห์น เลนนอนออกอัลบั้มแรกในนามจอห์น เลนนอนแอนด์พลาสติกโอโนะแบนด์ เป็นงานที่ยอดเยี่ยมโดยเขาใช้แนวคิดการบำบัดตัวเองด้วยวิธีสครีมเธราปี (scream therapy – ตะโกนสิ่งที่อยู่ภายในออกมาดัง ๆ) ของอาร์เธอร์ จานอฟเป็นแรงบันดาลใจ ส่งผลให้เพลงในงานชุดนี้ดูเหมือนจะสะท้อนความรู้สึกหงุดหงิดต่อทุกสิ่งตั้งแต่เพลง “มาเธอร์” ไปจนถึงมุมมองต่อศาสนาในเพลง “ก็อด” ที่มีลิสต์รายชื่อที่เขาบอกว่าไม่เชื่ออีกแล้ว…มีแต่ตัวเขากับโยโกะ โอโนะเท่านั้น

“เพลง ‘อิเมจิน’ ‘เลิฟ’และอีกหลายเพลงที่อยู่ในพลาสติกโอโนะแบนด์นั้นผมเขียนตั้งแต่สมัยอยู่กับเดอะบีต เทิลส์ คุณอาจจะต้องใช้เวลา 20 ถึง 30 ปีกว่าจะชอบมัน แต่ความจริงก็คือถ้าคุณฟังมันดี ๆ แล้ว คุณจะเห็นว่ามันก็ยอดเยี่ยมเหมือนกับทุกเพลงที่ผมเคยเขียนก่อนหน้านั้นแหละ…” จอห์น เลนนอน กล่าวถึงเพลงในช่วงโซโล่อัลบั้มของเขาเอาไว้อย่างนั้น

แต่คงไม่ต้องใช้เวลา 20 หรือ 30 ปีอย่างที่เขาพูด เพราะอัลบั้ม อิเมจิน (Imagine) กลายเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซอันน่าจดจำของเขา ถึงแม้ว่าอัลบั้มนี้ยังมีร่องรอยกราดเกรี้ยวตกค้างอยู่บ้าง แต่ก็มีความนุ่มนวลมากขึ้น เพลง “อิเมจิน” กลายเป็นตัวแทนของเพลงต้านสงครามที่ชัดเจน แต่ว่าเขาไม่หยุดนิ่ง ในอัลบั้มถัดมา ซัมไทม์อินนิวยอร์กซิตี (Some Time in New York City) เขากลับไปเล่นเพลงร็อกแอนด์โรลอีกครั้ง พร้อมกับการนำเอามุมมองทางการเมืองมานำเสนอจนกระทั่งเป็นที่จับตามองของเอฟบีไอที่อยากจะส่งเขาออกนอกประเทศ (สำหรับผู้สนใจเอกสารของเอฟบีไอที่เก็บข้อมูลของจอห์น เลนนอน สามารถไปดาวน์โหลดในรูปเอกสารพีดีเอฟได้ที่ http://www.fbi.gov/foia/electronic-reading-room/john-lennon แบ่งเป็นสามไฟล์ รวมทั้งหมดสามร้อยกว่าหน้า)

john-lennon-statue_of_liberty1.jpg

ช่วงที่เอฟบีไอติดตามเขาทำให้เขารู้สึกวิตก อีกทั้งเพลงของเขาโดนวิจารณ์ในแง่ไม่ค่อยดีนัก เหมือนกับว่าความเฉียบคมตกลงไป (แต่เรื่องนี้เพราะตัวเขาเขียนทั้งที่ไม่รู้จริง เล่นเรื่องไกลตัวเกิดไปในกรณีของไออาร์เอ) ทำให้เขาเริ่มคิดมาก จนกระทั่งในปีค.ศ. 1973 เขาโดนโยโกะไล่ออกจากบ้าน ซึ่งเขาก็ไม่ได้ไปคนเดียว ดึงเมย์ แปงผู้ช่วยส่วนตัวและคู่นอนไปกับเขาด้วย (ว่ากันว่าโยโกะเป็นคนอนุมัติให้เมย์ แปงไปกับเขาเอง) ซึ่งต่อมาช่วงเวลานี้ เรียกว่า สัปดาห์ที่หายสาบสูญ หรือเดอะลอสต์วีกเอนด์ (the Lost Weekend) เป็นช่วงที่เขาติดเหล้าอย่างหนัก “ตอนแรกผมก็รู้สึกว่า วู้ปี้ วู้ปี้ กลับมาใช้ชีวิตโสดอีกครั้งแล้ว เยี่ยมเลย..แต่หลังจากนั้นผมก็ตื่นมาพร้อมกับคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นนะ ผมต้องการกลับบ้าน แต่ว่าเธอไม่ให้ผมกลับบ้าน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันจึงยาวนานถึง 18 เดือน แทนที่จะเป็นแค่ 6 เดือน ผมมักจะโทรกลับไปบอกเธอว่า ผมไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่เลย ผมกำลังมีปัญหาและอยากกลับบ้าน ได้โปรดเถอะ แต่เธอบอกว่า คุณยังไม่พร้อมที่จะกลับบ้าน  แล้วจะให้พูดอะไรอีกล่ะ นอกจากกลับไปดื่มเหล้าเป็นเพื่อน..”

ช่วงนั้นจอห์นเลือกทำลายตัวเองช้า ๆ และทำเรื่องน่าอายหลายอย่าง เช่นการวิ่งเปลือยไปในเมืองโดยมีผ้าอนามัยอยู่บนหัว… แต่ว่าเขายังมีเพื่อนดี ๆ อย่างเอลตัน จอห์นซึ่งช่วยให้เขากลับมาทำงานในชุด วอลแอนด์บริดจ์ (Wall and Bridge) มีเพลงฮิต “ว็อตเอฟเวอร์เกตส์ยูธรูเดอะไนต์” และเขากลับมาอยู่กับโยโกะอีกครั้ง หลังจากออกงานชุด ร็อกแอนด์โรล (Rock n’ Roll) โยโกะตั้งท้องเขาตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเพื่อจะดูแลลูกด้วยตัวเขาเอง และตั้งแต่ปีค.ศ. 1976 เป็นต้นไปชีวิตของเขาอยู่ห่างจากสายตาของสาธารณะชน

กระทั่งปีค.ศ. 1980 เขาก็กลับมาทำงานดนตรีอีกครั้ง ในชื่ออัลบั้ม ดับเบิลแฟนตาซี (Double Fantasy) ซึ่งบอกเล่าถึงความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่านี่จะเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่เขาได้ลงมือทำ

เช้าวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1980 มาร์ก เดวิด แชปแมนดักรอขอลายเซ็นจอห์นที่หน้าอพาร์ทเมนต์ของเขาในนิวยอร์กซิตี้ ซึ่งเขาก็ให้ไป หลังจากได้ลายเซ็นสมใจแล้ว มาร์กยังวนเวียนรอจอห์นอยู่จนถึงเย็น และเมื่อได้พบจอห์นอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ขอลายเซ็น แต่ยิงจอห์นถึง 5 นัด และรอให้ตำรวจมาจับเขาอย่างสงบ แถมยังอ่านหนังสือ เดอะแคตเชอร์อินเดอะไร (The Catcher in the Rye) ของ เจ ดี ซาลิงเกอร์ไปด้วย

มาร์ก เดวิด แชปแมนเป็นแฟนเพลงที่คลั่งไคล้เดอะบีตเทิลส์มานาน เขาเคยติดยาและมีประวัติบำบัดอาการทางจิต ความหลงใหลในตัวจอห์นนั้นมากถึงขนาดที่เขาแต่งงานกับสาวญี่ปุ่นเพื่อเลียนแบบที่จอห์นแต่งงานกับโยโกะ โอโนะ

ในบทสัมภาษณ์ที่จอห์นให้กับนิตยสารเพลย์บอย ตอนหนึ่งกล่าวถึงเพลง “เฮย์เฮย์มายน์มายน์” ของนิล ยังว่า “ผมเกลียดมัน มันต้อง It’s better to fade away เหมือนกับทหารเก่าสิ ไม่ใช่ burn out…”

เนื้อเพลงนี้นีล ยังเขียนถึงวงเซ็กซ์พิสทอลส์ที่สร้างปรากฏการณ์ในปลายทศวรรษ 1970 มีประโยคว่า It’s Better burn out than fade away  – ให้มันดับไปเลยดีกว่าค่อย ๆ จางหายไป…

john-lennon-milk-and-honey-back.jpg

“….ผมไม่ประทับใจที่มีการเชิดชูการตายแบบซิด วิเชียส (มือเบสเซ็กซ์พิสตอลส์ซึ่งเสียชีวิตเพราะเสพยาเกินขนาด) หรือว่าการตายของเจมส์ ดีนหรือจอห์น เวนย์ การทำให้ซิดกลายเป็นฮีโร่ หรือจิม มอร์ริสัน มันเป็นขยะสำหรับผม เพราะผมเชิดชูคนที่อยู่รอดอย่าง กลอเรีย สวอนสัน เกรตา กาโบ พวกเขาพูดว่าจอห์น เวนย์ควบคุมมะเร็งได้และตายอย่างลูกผู้ชาย ผมเสียใจกับการตายของเขานะ และเสียใจต่อครอบครัวเขาด้วย แต่ไม่เลย…เขาไม่ได้เอาชนะมะเร็ง มะเร็งต่างหากที่ชนะ ผมไม่ต้องการให้ณอน (ลูกชาย) เชิดชูจอห์น เวนย์หรือว่าซิด วิเชียส พวกเขาสอนอะไรคุณบ้าง? ไม่เลย ความตาย? ซิดตายเพื่ออะไร? เราต้องร็อกในวิถีแบบนั้น? มันคือขยะ ถ้านีล ยังเชิดชูแบบนั้นนักละก้อ ทำไมเขาไม่ทำมันล่ะ..เพราะว่าเขาจะยังอยู่และถึงจะหายไปจากความสนใจของผู้คนบ้าง แต่เขาก็จะกลับมาได้อีก เหมือนกับเราทุกคน  ผมเลือกที่จะมีชิวิตอยู่อย่างมีสุขภาพดี..”

ถึงแม้ว่าจอห์นจะเลือกอย่างนั้น แต่สุดท้ายชีวิตของเขาก็ burn out ด้วยน้ำมือคนที่อ้างว่าเป็นแฟนเพลงของเขาเอง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.