Slade: The Beginning


Slade ตั้งวงกันตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๖๙ และประสบความสำเร็จในอังกฤษพอสมควรในช่วงที่ดนตรีแกล็มร็อกกำลังเริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษ ๗๐

แต่ช่วงปลายทศวรรษ ๗๐ พวกเขากลับประสบความล้มเหลวในอังกฤษอย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นด้วยในช่วงปี ๑๙๗๕ – ๑๙๗๗ พวกเขาย้ายจากอังกฤษไปอยู่อเมริกาเพื่อมุ่งมั่นในการสร้างชื่อเสียงที่อเมริกา ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง ครั้นเมื่อพวกเขากลับมาอังกฤษ กลายเป็นว่าดนตรีร็อกเปลี่ยนโฉมหน้าจากแกล็มร็อกมาเป็นพั้งค์ร็อกที่ดิบเถื่อน สถานีวิทยุแทบจะไม่เปิดเพลงของพวกเขา อัลบั้ม Return to Base ในปี ๑๙๗๙ เป็นจุดตกต่ำอย่างที่สุด อัลบั้มไม่ขึ้นตารางอัลบั้มขายดี เพลงไม่ฮิต แม้แต่หน้าปกที่ทำเป็นสีแดงพื้นๆ ก็ด้วยเหตุผลทางการเงินที่ย่ำแย่จนถึงขึ้นไม่อาจจะจ้างช่างภาพได้

ความล้มเหลวทางการตลาดเกือบทำให้พวกเขาแยกวงกันไปคนละทาง แต่เมื่อออสซี่ ออสบอร์นจำเป็นต้องยกเลิกการแสดงในเทศกาลดนตรีรี้ดดิ่งกระทั่นหัน Slade กลายเป็นวงที่เข้ามาเล่นแทนในนาทีสุดท้าย ในตอนนั้น เดฟ ฮิลล์ มือกีต้าร์ของวงเกือบจะปฎิเสธเพราะสถานการณ์ของวงในตอนนั้นเรียกได้ว่าแยกวงกันไปแล้ว แต่ แชส แชนด์เลอร์ ผู้จัดการของวงกระตุ้นให้เขากลับมาเล่น เพื่อที่จะเป็นการประกาศอำลาอย่างยิ่งใหญ่ต่อหน้าคนดูถึง ๖๕,๐๐๐ คน

ผลกลายเป็นว่าเขาเรียกความสนใจจากคนฟังเพลงและสื่อมวลชนได้อีกครั้ง นำมาสู่การเซ็นสัญญาทำอัลบั้มใหม่  โดยประเดิมปล่อย Live at Reading ออกมาในปี ๑๙๘๑ (ไม่แน่ใจว่าควรเรียกว่า อีพี หรือว่า ซิงเกิ้ล เพราะมีเพลงเพียงแค่ ๓ เพลง จำนวนเพลงพอจะเป็นซิงเกิ้ลได้ แต่ไม่ได้ใช้ชื่อเพลงใดเพลงหนึ่งตามธรรมเนียมแผ่นซิงเกิ้ล  เลยน่าจะเรียกว่า อีพี ได้ แต่มันก็ชึ้นอันดับบนชาร์ทซิงเกิ้ล – วงเล็บยาวแฮะ)

ลองฟัง

“When I’m Dancin’ I Ain’t Fightin'”

We’ll Bring The House Down ออกอัลบั้มมาในปี ๑๙๘๑ ขึ้นไปติดอันดับ ๒๕ ในอังกฤษ ทั้งๆ ที่เพลงในอัลบั้มนี้จำนวน ๖ เพลงเอามาจากอัลบั้ม Return to Base ที่ล้มเหลวที่สุดของวง แต่พอเอามาทำใหม่ในขณะที่กำลังเป็นช่วงขาขึ้น กลับ “ดูดี” อย่างไม่น่าเชื่อ!

Wheels Ain’t Coming Down (เคยอยู่ใน Return to Base เอามาทำใหม่ใน We’ll Bring The House Down

และอาจจะเป็นด้วยกระแสเฮฟวี่ เมทั่ลกำลังมาแรงในยุคนั้น Till Deaf Do Us Part ที่ออกตามมาในปีเดียวกันจึงมีสำเนียงหนักๆ ของดนตรีเมทั่ลอยู่บ้าง

Rock and Roll Preacher

หลังจากนั้นอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Slade on Stage ก็ตามมา RCA Records ก็ขอร้องแกมบังคับให้เขาเขียนเพลงในสไตล์ Slade ยุคคลาสสิคบ้าง เพราะหลังจาก We’ll Bring The House Down แล้วความนิยมเริ่มจะตกไปอีกครั้ง  ทาง Slade จึงนำเดโม “Run Runaway” และ “My Oh My” มาให้ฟัง RCA Records จ้างจอห์น พันเตอร์ มาเป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งเมื่อเข้ามาทำงานก็เปลี่ยนวิธีการบันทึกเสียงของ Slade ที่แต่เดิมจะบันทึกเสียงพร้อมๆ กัน มาแยกบันทึกเสียงทีละคน ที่ละส่วน

เพลง “My Oh My”ไม่ทำให้ใครต่อใครผิดหวัง มันขึ้นถึงอันดับ ๑ ในอังกฤษ

My Oh My

The Amazing Kamikaze Syndrome ออกวางจำหน่ายในปี ๑๙๘๓ ประสบความสำเร็จอย่างดีทั้งในอังกฤษและยุโรป และในปีเดียวกัน Quiet Riot นำเพลง “Cum On Feel the Noize” ของ Slade มาทำใหม่และขึ้นไปถึงอันดับ ๕ ในตารางอัลดับเพลงบิลบอร์ด  ทำให้ชื่อ Slade เริ่มเป็นที่รู้จักในอเมริกามากขึ้น จนส่งผลให้ เพลง “Run Runaway” สามารถขึ้นไปถึงอันดับ ๒๐ ในชาร์ทบิลบอร์ดได้ และอัลบั้ม The Amazing Kamikaze Syndrome ก็ขึ้นไปถึงอันดับ ๓๓

นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ Slade ประสบความสำเร็จในอเมริกา

Run Runaway

แต่หลังจากนั้นวัฎจักรความรุ่งโรจน์ก็เริ่มหมุนสู่ความตกต่ำอีกครั้ง Quiet Riot นำ “Mama Weer All Crazee Now” เพลงเก่าของ Slade อีกเพลงมาทำใหม่ ก็ไปไม่สวย นอกจากนี้วง Slade เริ่มมีปัญหาภายในอีกครั้ง พร้อมๆ กับ น็อดดี้ โฮลเดอร์ นักร้องนำของวงป่วย จนต้องยกเลิกทัวร์

และพวกเขาก็เริ่มเสื่อมความนิยมอีกครั้ง

Cum On Feel the Noize

ซิงเกิ้ลออกมาในปี ๑๙๗๓ และบรรจุรวมอยู่ในอัลบั้มรวมเพลง Sladest

สมัยนั้น Slade กำลังดังมากในอังกฤษบ้านเกิด และเพลงนี้ก็ออกมาตอกย้ำว่าพวกเขาดังจริง แรงจริง  เพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ ๑ ทั้งในอังกฤษและไอร์แลนด์พร้อมๆ กัน (ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนัก ก่อนนั้นนั้นมีเพลง “Get Back” ของ The Beatles ที่ขึ้นอันดับหนึ่งทั้งอังกฤษและไอร์แลนด์)  และขายเพลงนี้ห้าแสนแผ่นในเวลา ๓ สัปดาห์ ซึ่งไม่ค่อยมีวงไหนในยุคนั้นทำยอดจำหน่ายได้เร็วและแรงขนาดนี้…ทำเอาร้านแผ่นเสียงไม่มีแผ่นนี้ขายไปสองสามวัน

เพลงนี้กลับมาดังในปี ๑๙๘๓ เมื่อวง Quiet Riot นำเพลงนี้มาเล่นในอัลบั้ม Metal Health ทั้งที่ตอนแรก เควิน ดูโบร กับ แฟร็งก์กี้ บาเนลี่ ไม่ชอบเพลงนี้ด้วยซ้ำ แต่จำใจเล่นเพราะโดนบริษัทบังคับ ไม่

ในหนังสือ The KISS Album Focus, Volume 1 บรรยายว่า นีล โบการ์ต นายใหญ่แห่งคาซาบลังก้า ต้นสังกัดของ KISS อยากให้วง KISS มีเพลงที่เป็น anthem สร้างความฮึกห้าวให้กับคนฟัง อย่าง “Cum On Feel the Noize” บ้าง พอล สแตนลี่ย์ กับ จีน ซิมมอนส์ จึงได้แรงบันดาลใจกลายมาเป็น “Rock N’ Roll All Nite”

เชื่อหรือไม่ ใช่หรือมั่ว? เพลงนี้ทำให้ KISS เขียนเพลง “Rock and Roll All Nite” ขึ้นมา?

ในหนังสือ The KISS Album Focus, Volume 1 บรรยายว่า นีล โบการ์ต นายใหญ่แห่งคาซาบลังก้า ต้นสังกัดของ KISS อยากให้วง KISS มีเพลงที่เป็น anthem สร้างความฮึกห้าวให้กับคนฟัง อย่าง “Cum On Feel the Noize” บ้าง พอล สแตนลี่ย์ กับ จีน ซิมมอนส์ จึงได้แรงบันดาลใจกลายมาเป็น “Rock N’ Roll All Nite”

เวอร์ชั่นต้นฉบับ

เวอร์ชั่น Quiet Riot

เวอร์ชั่น Oasis

เวอร์ชั่น One Way System

เวอร์ชั่น The Crack

เวอร์ชั่น The Imagined Village

เวอร์ชั่น Edguy

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.