Prince: Dirty Mind


จะเชื่อหรือไม่ว่า กามารมณ์ จะนำเสนอได้อย่างสวยงามไม่หยาบคายทั้งที่เนื้อหาบางเพลงข้ามเส้นทางศีลธรรมไปแล้ว? อัลบั้มที่จะนำเสนอในฉบับนี้เป็นงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของกามารมณ์เพียงอย่างเดียว โดยที่เจ้าของผลงานอาจจะมีหลายคนมองว่าเขาเป็นมนุษย์ประเภทที่หลงตัวเองขั้นรุนแรง แล้วก็ค่อนข้างเพี้ยนๆ เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นสัญลักษณ์ที่กึ่งๆระหว่างชายและหญิง…

…ฉบับนี้ เราจะพูดถึงศิลปินที่เคยรู้จักกันในนาม “Prince”

ถ้าหากพูดถึงทศวรรษที่ 80s แล้ว ศิลปินแนว pop ที่ทรงอิทธิพลและเป็น “ของจริง” มีเพียง 3 คน คือ Michael Jackson, Madonna และเขาคนนี้ Prince แต่ว่าหากเทียบกันจริงๆแล้ว Prince น่าจะเป็นศิลปินที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่า pop ธรรมดาๆ เพียงแต่หากจะเทียบกับ Michael Jackson และ Madonna แล้ว งานของ Prince ขายได้น้อยกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเขาเป็นนักดนตรีที่ส่งอิทธิพลต่อวงการดนตรี pop ในทศวรรษ 80s เอาไว้เกือบทั้งหมด เสียงร้องแบบ falsetto อันสูงลิ่ว ทอดอารมณ์ของ Prince เมื่อครั้งที่ออกงานแรกๆ (for you กับ Prince) มีคนเปรียบเทียบเขากับ Smokie Robinson ผู้เป็นต้นตำรับการร้องแบบทอดเสียงสูงๆ แต่ที่เหนือกว่าคือความเป็นมือกีต้าร์ของเขาที่รับอิทธิพลจาก Jimi Hendrix มาไม่น้อย นอกจากนี้เขายังเล่นเครื่องดนตรีได้อีกหลายชิ้น หากย้อนกลับไปในสองอัลบั้มแรกเขาอาจจะเป็นที่รู้จักพอตัว แต่นั่นมันแค่ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก ไม่ได้ทำให้เขาทรงอิทธิพลทางความคิดต่อวงการดนตรีอย่างเช่นที่เขาจะทำในงานลำดับที่ 3ของเขาที่ชือ Dirty Mind

Dirty Mind เป็นงานลำดับที่สามของชายที่ชื่อว่า Prince งานที่เรียกได้ว่าส่งอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการดนตรี pop ในทศวรรษ 80s เขาเป็นคนที่รวบรวมเอาดนตรี pop มาหลอมรวมเข้ากับ R&B เข้ากับ ดนตรี funk และ rock & roll ที่สำคัญ มันเป็นงานชุดแรกที่นำกามารมณ์มาใช้อย่างเปิดเผย!!!  นอกจากนี้ ในด้านภาษา ที่คุณเห็นจนเจนตาในปัจจุบันอย่าง 4 แทน for 2 แทน to luv แทน love จริงอยู่ ไม่อาจยืนยันได้ว่า Prince เป็นคนแรกของโลกที่นำคำย่อแบบนี้มาใช้ แต่ถ้าในวงการดนตรี รวมถึงการทำให้มันแพร่หลายออกไปแล้วล่ะก็ Prince สมควรได้รับคำยกย่องนี้ไปอย่างไม่ต้องกังขาใดๆทั้งสิ้น

จะเป็นด้วยเหตุผลว่างานชุดนี้ เดิมอาจจะต้องการทำให้เป็นเพียงเดโม จึงทำให้เสียงที่ออกมามีลักษณะดิบๆ แบบ new wave ในยุค post punk โดยบังเอิญหรือตั้งใจก็ตาม แต่มันทำให้งานนี้เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างดนตรี funk กับดนตรี alternative เสียง synthesizers กลายเป็นตัวนำเสนอท่วงทำนอง โดยมีเสียงกลอง กีต้าร์ เบส แบบ rock แต่สิ่งที่เขาเล่นเป็น soul/funk ในกลิ่นอายแบบ disco อัลบั้มนี้ทำให้ดนตรี funk กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของดนตรี pop หากว่าไม่เป็นการเข้าข้างกันเกินไป อยากจะบอกว่า เพลง Beat It ของ Michael Jackson ก็น่าจะได้รับแนวความคิดจากลักษณะดนตรีทีผสมผสานแบบนี้อยู่เหมือนกัน หน้าปกเป็นภาพของเขาที่ดูประหลาดๆ คือสวมเสื้อแบบหรู แต่ดันใส่เพียงกางเกงใน

อาจจะมองได้ว่าโดยรวมเป็นเพลง pop dance สนุกๆ อย่าง Partyup และ Uptown เป็นสิ่งที่สนุกสนาน คล้ายๆกับจะเป็นดนตรี disco แต่ว่าเป็น disco ที่มีลักษณะของพวกหัวก้าวหน้าของเสียงกลองที่ออกจะกระป๋องๆ (ถัาฟังในปัจจุบัน) เสียงกีต้าร์กับคีย์บอร์ดเล่น riff ลักษณะอย่างนี้ลองหาวง new wave ที่จะเล่นตามกันต่อๆมาเถอะ ลักษณะอย่าง Dirty Mind และ Head เป็นelectronic  ได้ง่ายๆ  สิ่งที่อยู่ภายในเป็นเรื่องเกี่ยวกับ sex อย่าง Head ที่เกี่ยวกับ oral sex เสียงกีต้าร์ที่กระแทกกระทั้นมันได้อารมณ์มากเพลงอย่าง Head นี่เหมือนกับเป็น James Brown หลอมร่างรวมกับ Jimi Hendrix หรืออย่างเพลง Partyup ค่อนข้างทะแม่งซะหน่อย เพราะว่าเป็นเพลงต้านสงครามนะ เชื่อมั้ย? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ sex หลุด concept หรือเปล่า? ยังไม่หลุดครับเพราะว่าแนวทางการแก้สงครามคือมามี sex กันเถอะ เอาเวลาทำสงครามมาทำ sex กันดีกว่า เอิ๊กส์  เพลง When You Were Mine เป็นเพลงที่น่าสนใจมากที่สุดในฐานะของเพลงต้นแบบของเพลง pop ที่จะออกมาในยุค 80s ลองฟังจังหวะของกีต้าร์และกลองที่เคล้าคลอกันแบบนี้ไม่ยากที่จะเป็นเพลง pop ที่จะออกตามกันมา แล้วเสียงคีย์บอร์ดที่ solo อย่างบาดหู เสียงร้องที่สูงลิบลิ่ว กับเนื้อหาที่คาบเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับ sex หมู่ ลองอ่านเนื้อเพลง When he was there/Sleepin’ in between the two of us จะเป็นความรัก หรือว่าความใคร่ บางทีมันก็เป็นแค่เส้นบางๆเท่านั้นเอง เพลงที่มีเนื้อหาค่อนข้างน่าตกใจในยุคนั้นก็คือเรื่องของความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างคนร่วมสายเลือด อย่างในเพลง Sister ที่มีเนื้อหาอย่าง

My sister never made love 2 anyone else but me

She’s the reason 4 my, uh, sexuality

She showed me where it’s supposed 2 go

A blowjob doesn’t mean blow

Incest is everything it’s said 2 be

การเปิดเผยถึงเรื่องกามารมย์ คงไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับปี ค.ศ. 1980 ถ้าหากคุณฟังในปีนี้เนื้อหาแค่นี้ไม่มีอะไรสะเทือนแต่อย่างใด rapper อย่าง 2pac,Ice Cube, Ice T, Chuck D. and Snoop Doggy Dogg อาจจะทำให้เนื้อหาในงานชุดนี้กลายเป็น “เด็กๆ” ไปเลยก็ได้ เมื่อทุกวันนี้มีเรื่องหยาบโลนมากมายอยู่รายรอบ

แต่ในช่วงปีค.ศ.นั้นมันกลายเป็นเรื่องที่ระคายเคืองใจหลายคน และนำมาสู่องค์กรที่ชื่อ Parents Music Resource Center (PMRC) ในที่สุด แต่ว่าสิ่งที่เราไม่อาจปฎิเสธได้ก็คือ   Dirty Mind คืองานชุดแรกที่ส่งอิทธิพลต่อวงการดนตรี pop ทั้งทางด้านเนื้อหา ภาษา และดนตรี น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ศิลปินที่เคยรู้จักกันในนาม Prince กลับเก็บตัวอยู่ค่อนข้างเงียบ ทั้งที่เขาคือผู้สร้างเสียงแบบ Minneapolis Sound ให้โลกได้รู้จัก

Published by Friday I am in Rock

Lover and Hater, A profound liar of all time.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: