ข้ามไปยังเนื้อหา

Rainbow: Down to Earth


วง Rainbow  ยุคแรกเป็นคลาสสิกร็อกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “พ่อมดและอัศวัน” (ซึ่งติดตัว Ronnie James Dio ไปตลอดจนถึงวันที่เขาเสียชีวิต) ถึงแม้ว่าจะได้รับเสียงวิจารณ์ในทางบวกแต่ในแง่ยอดจำหน่ายที่เป็นตัวเงินแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ผู้เกี่ยวข้องคาดหวังไว้ ยอดจำหน่ายอัลบั้มในยุโรปอาจจะไปได้ดี แต่ในอเมริกาแทบไม่มีใครพูดถึง Ritchie Blackmore จึงอยากจะสรรหาสิ่งใหม่เพื่อให้วงประสบความสำเร็จทางการตลาดมากขึ้น

เรื่องนี้ทำให้ Ronnie James Dio ไม่พอใจ และคงมีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางดนตรีของวงกันพอสมควร เมื่อ Rainbow  เข้าสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มใหม่ สืบสานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอัลบั้ม Long Live Rock N’ Roll (1978) บรรยากาศจึงไม่ค่อยดีนัก Raymond D’Addario ผู้ประสานงานทั่วไปในวงเล่าว่า Dio จะเอาดนตรีที่ Blackmore ทำเดโมไว้มานั่งฟังที่มุมห้อง แล้วเขียนเนื้อร้องเข้าไป แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น บางทีเขาจะไปนั่งอีกห้องหนึ่งฟังวงเล่นเพลงโดยไม่ยอมร้องเพลง

Bruce Payne ผู้จัดการวง Rainbow ติดต่อ Roger Glover อดีตเพื่อนร่วมวง Deep Purple ให้มาช่วยดูแลการผลิตอัลบั้ม เพราะเชาเชื่อถือ Glover ในฐานะคนที่เข้าใจหนทางสู่การทำเพลงป็อป นอกจากนี้  Glover ยังไม่ใช่คนอื่นคนไกล เขาคือผู้ดูแลการผลิตผู้อยู่เบื้องหลังวง Elf ที่ Ronnie เคยเป็นนักร้องนำก่อนมาร่วมวง Rainbow (และสมาชิกวง Elf ก็คือสมาชิก Rainbow ในยุคก่อตั้ง) นอกจากนี้ Glover ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอัลบั้มสุดคลาสสิกของ Nazareth ในช่วงทศวรรษ 70 Payne จึงหวังว่า Glover จะเข้ามาช่วยประสาน Blackmore กับ Ronnie ให้กลับมาทำงานร่วมกันได้

“Ronnie กับ Ritchie มีปัญหาเรื่องไม่ค่อยสื่อสารกัน” Glover เล่า “Ritchie จะทำพวกริฟฟ์แล้วก็หาไอเดียทำเพลง ส่วน Ronnie ก็จะอยู่อีกมุมหนึ่งเขียนอะไรไปเรื่อย เขาไม่ค่อยร้องเป็นเพลงออกมามากนักในตอนนั้น และถ้าเขาร้องมันก็ออกมาแบบไม่เต็มใจ ผมจะต้องไปหา Ritchie ที่บ้าน เขาจะบอก นี่ ผมมีไอเดียสำหรับเพลง แล้วก็ยื่นเทปคาสเซตต์ให้ผม ผมก็ต้องถ่อไปบ้าน Ronnie เพื่อจะบอกเขาว่า Ritchie อยากให้คุณฟังไอ้นี่ ซึ่งเขาจะฟังแล้วก็บอกว่า ไม่ล่ะ ผมไม่ชอบมัน นี่เป็นไอเดียของผม แล้วเขาก็จะเอาเทปคาสเซตต์อีกอันฝากผมไปส่งให้ Ritchie ซึ่งพอ Ritchie ฟังเขาก็จะบอกว่าไม่เห็นเป็นไอเดียอะไรเลย มันแค่ริธึม… มันเป็นแบบนี้จนกระทั่งผมตื่นเช้ามาในวันหนึ่ง ไม่นานหลังจากที่ผมเริ่มจับงานนี้ Bruce Payne ผู้จัดการของเราก็บอกผมว่า มันจบสิ้นแล้ว Ronnie ไปแล้ว ทุกคนไปแล้ว เหลือแต่ Ritchie กับCozy Powell”

“Roger มีอิทธิพลกับ Ritchie มาก เขามาหาผมแล้วขอร้องให้ผมเลิกเขียนเพลงเกี่ยวกับเรื่องเหนือจริง หันมาเขียนเพลงรักบ้าง ผมบอกเขาไปว่าไม่ และนั่นละ ลาก่อน” Ronnie อธิบายเหตุผลที่เขาลาออกจากวง

เมื่อมีสมาชิกเหลืออยู่แค่สองคน Cozy Powell มือกลอง แนะนำให้รับ Don Airey เพื่อนเก่าจากวง Hammer มาเป็นมือคีย์บอร์ดของวง Don Airey มาลองทดสอบฝีมือในเดือนธันวาคม 1978 และเป็นมือคีย์บอร์ดของวงนับจากนั้น

ทั้งสามลองซ้อมดนตรีร่วมกัน โดยมี Clive Chaman เป็นมือเบสแต่อยู่ไม่นาน Jack Green จากวง The Pretty Things ก็เข้ามาเล่นเบสแทน ส่วนนักร้องนำยังคงไม่มีวี่แวว Rainbow ไปบันทึกเสียงที่ชาโตเพลลีดูคอนเฟลด์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสใกล้พรมแดนสวิส พวกเขาทำเพลง และแสวงหาคนที่จะมาเป็นนักร้องนำ

การค้นหานักร้องนำแทนที่ Ronnie James Dio เป็นเรื่องหนักใจสำหรับคนที่ต้องตัดสินใจ ใครจะหาญกล้ามาทำหน้าที่แทน Ronnie James Dio ผู้ยิ่งใหญ่

ในหนังสืออัตชีวประวัติของ Ian Gillan เล่าว่ามีอยู่คืนหนึ่งมีคนมาเคาะประตูบ้านเขาตอนตึก เป็นคืนที่มีหิมะและบรรยากาศวังเวง พอเขาเปิดประตูไปก็เห็นชายในชุดดำพร้อมกับหมวกทรงคุ้นตา…Ritchie Blackmore มาหาเขาเพื่อเสนอให้เขาเป็นนักร้องนำวง Rainbow แต่เขาก็เสนอให้ Ritchie Blackmore มาเป็นมือกีตาร์ในวง Gillan ของเขา สุดท้ายแล้วต่างคนก็ต่างทำวงของตัวเองต่อไป (แต่หลังจากนั้นไม่กี่คืน Blackmore ไปเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตของ Gillan ที่คลับมาร์คี) หลังจากนั้นก็มีการทดสอบนักร้องนำอีกหลายคน ทั้งที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ และที่มีชื่อเสียงแล้วอย่าง Peter Goalby จากวง Trapeze (ต่อมาไปอยู่กับวง Uriah Heep) แต่ไม่มีใครถูกใจบรุษในชุดดำเจ้าอารมณ์แม้แต่คนเดียว

การหานักร้องนำทำให้ทางวงต้องเสียเงินค่าเช่าห้องบันทึกเสียงโดยเปล่าประโยชน์ Roger Glover พยายามกระตุ้นให้ Rainbow บันทึกเสียงลงไปก่อนแล้วค่อยหานักร้องนำมาร้องภายหลัง แต่มันจะจบด้วยการตีปิงปองเล่นกันเสียมากกว่า เพราะ Blackmore คิดว่า หากทำดนตรีไปก่อนเกิดไม่ได้นักร้องอย่างที่คิดก็ต้องมาดัดแปลงเรียบเรียงดนตรีให้เข้ากับนักร้องนำ เสียเวลาเปล่าอยู่ดี

“มีหลายคนที่มาซ้อมกับวง บางคนเป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยมมาก” Don Airey เล่าความหลัง “Marc Storace (จากวง Krokus) ก็มา เขามีเสียงที่เยี่ยมมาก เขาเอาฟลุตมาด้วย แต่ผมคิดว่า Ritchie คงไม่ชอบอะไรแบบนั้น”

ส่วน Roger Glover เล่าว่า “มันมาถึงจุดที่ว่าเราไม่พาใครบินมาซ้อมกับวง ใช้แค่โทรศัพท์เท่านั้น Ritchie จะถือกีตาร์โปร่งเล่นนั่นนี ผมจะถือโทรศัพท์ไว้ พอ Ritchie เล่นอะไรไป คนที่อยู่ด้านของสายก็จะร้องอะไรออกมา ซึ่งแทบไม่มีใครน่าสนใจเลย”

เมื่อพวกเขาไม่ได้ซ็อมดนตรีหรือว่าเขียนเพลง ก็จะนั่งล้อมวง ดูวงดนตรีและนักร้องเท่าที่จะนึกออก Cozy Powell ลองเอาเพลงของ The Marble มาเปิดให้ทุกคนฟัง Blackmore เห็นแววว่าน่าจะเป็นไปได้ จึงได้ส่งคำเชิญให้นักร้องนำของวงนี้มาลองทดสอบเสียงกับวง

ในเวลานั้น Graham Bonnet อายุ 32 เป็นนักร้องอาร์แอนด์บีที่พอจะมีชื่อเสียงในออสเตรเลียบ้าง และ Bonnet ก็ไม่สนใจดนตรีฮาร์ดร็อกเลยด้วยซ้ำ ตอนที่มีคนติดต่อให้ไปลองซ้อมกับวง Rainbow เขาคิดว่าเป็นวงโฟล์กเสียด้วยซ้ำ แต่เขาก็ลองมาซ้อมกับวง เพราะคนรอบข้างล้วนบอกว่าโอกาสได้ร่วมงานกับ Ritchie Blackmore ไม่ได้หาง่าย ๆ เขาก็เลยมาซ้อมกับวงแบบเสียไม่ได้

เล่ากันว่าเพียงแค่เขาขึ้นต้นเพลง “Mistreated” เพียงแค่สามวลี Ritchie Blackmore ก็บอกว่าเขาคนนี้คือนักร้องนำที่ตามหามานาน

ตอนแรก Bonnet ไม่คิดว่าเขาจะเป็นนักร้องนำวง Rainbow ด้วยเหตุผลเรื่องแนวดนตรีที่แตกต่าง (The Marble เป็นวงริธึมแอนด์บลูส์) และรสนิยมก็แตกต่างเพราะสมาชิกวง Rainbow เป็นฮาร์ดร็อกผมยาว แต่เขาเหมือนหลุดมาจากยุค 50 แต่เมื่อเขากลับมาลอน Don ผู้จัดการของเขาก็ให้ข้อคิดว่านี่คือโอกาสอันยอดเยี่ยมที่ไม่มีบ่อยนัก และมันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องเงินที่น่าจะได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ นั่นทำให้เขาตกลงรับเป็นนักร้องนำในวง Rainbow  

เมษายน ค.ศ. 1979 Rainbow กลับมาทำงานที่คิงดอมซาวนด์สตูดิโอในลองไอส์แลนด์ Roger Glover เป็นคนเล่นเบสเองเพราะเห็นว่า Jack Green เล่นไม่ได้อย่างใจ

Graham Bonnet ทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะตอนนั้นเขาดื่มเหล้าจัดพอสมควร แล้วก็ไม่รู้ว่าต้องร้องแบบไหนจึงจะเข้ากับวงเพราะมันเป็ฯคนละสไตล์กันโดยสิ้นเชิง Roger Glover ต้องพยายามเป็นตัวประสานระหว่างแนวคิดที่ Ritchie Blackmore ต้องการออกมาให้ Bonnet ลองปรับแต่งการร้องจนกระทั่งเสร็จสิ้นการทำงาน

Down to Earth - Rainbow

อัลบั้ม Down to Earth เป็นผลงานที่สร้างเส้นทางใหม่ให้กับวง Rainbow โดยหันเข้ามาดนตรีเมนสตรีมและป็อปมากขึ้น “Since You Been Gone” กลายเป็นเพลงฮิต ทั้งที่ต้นฉบับก็ไม่ได้เป็นเพลงฮิตอะไรมากมาย Bruce Payne เป็นคนเลือกเพลงนี้ให้ Rainbow ตอนแรก Roger Glover ไม่เชื่อว่า Ritchie Blackmore จะเล่นเพลงนี้จริง ๆ เพราะเขาคิดว่าเพลงนี้ไม่น่าจะใช่ทางของ Rainbow แต่ Payne ก็มีวิธีโน้มน้าวให้ Blackmore ทำเพลงออกมาจนได้ ซึ่งความสำเร็จของเพลงนี้ทำให้ Blackmore รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เปลี่ยนแนวทางมาสู่แนวทางป็อป

แต่ Cozy Powell ไม่ชอบเพลงนี้ เขาไม่อยากตีกลองเพลงนี้ด้วยซ้ำ Roger Glover ต้องเคี่ยวเข็ญแกมบังคับและเขาก็เล่นให้อย่างเสียไม่ได้ Glover เล่าว่า “Ritchie ทำกีตาร์ไว้เยี่ยมมาก ผมใส่เสียงตบมือ แทมโบรีน และว็อบเบิลบอร์ด เราขโมยไอเดียท่อนเริ่มต้นมาจากเพลงของ Kenny Loggins เสียง โวววววว โอวววว นั่น และกลายเป็นว่ามันเป็นเพลงฮิตอย่างที่เราต้องการจริง ๆ”

เพียงแค่สัปดาห์แรก Down to Earth ก็ทำยอดจำหน่ายได้ถึง 120,000 แผ่น เฉพาะในอังกฤษเพียงแห่งเดียว แต่สถานภาพ Bonnet กลับไม่ยืนยาว การทัวร์ที่เล่น 5 คืนต่อสัปดาห์ พักตามโรงแรมราคาถูกซึ่งBonnet ไม่เคยออกทัวร์แบบนี้มาก่อน และมักจะกังวลว่าเขาจะรักษาเสียงได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ แต่พอทัวร์ไปได้สักพัก พวกเขาก็พบว่า Rainbow กลายเป็นวงดังไปแล้ว เริ่มมีแฟนเพลงติดตามพวกเขาไปตามที่ต่าง ๆ ยิ่งทำให้ Blackmore อยากให้ Bonnet เปลี่ยนภาพลักษณ์ไว้ผมยาวจนกลายเป็นเรื่องที่กดดัน Bonnet อีกทางหนึ่ง

“มันกลายเป็นหัวข้อสนทนาไปเสียทุกที” Bonnet เล่า “Bonnet ผม Bonnet ผม เมื่อมีประชุมวง มันกลายเป็นเรื่องผมของ Bonnet มันกลายเป็นเรื่องเป็นราวไป”

และที่นิวคาสเซิลซิตีฮอลล์ Roger Glover เล่าว่า “Bonnet ทำผิดอย่างแรงที่ไม่รักษาสัญญาเรื่องที่จะปล่อยผมยาว ความจริงตอนนั้นผมเขาเริ่มจะยาวถึงปกเสื้อเขาแล้ว แต่ตอนผมมาซาวนด์เช็กก็เห็นเขาตัดผมสั้นเชียว Ritchie ไม่เห็นเขาก่อนขึ้นเวที ผมเห็นสายตาที่เขามอง เห็นหน้าตาเขาเคร่งเครียดมาก”

และผลงานที่ยอดเยี่ยมน่าจดจำก็คือการแสดงเทศกาลดนตรี Monster of Rock ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะมีคนดูประมาณ 35,000 กลายเป็นคนดูเกือบ 60,000 คน 

“มันเป็นวันที่จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดชีวิต” Bonnet เล่า “ครอบครัวผมอยู่ที่นั่น เพื่อนอยู่ในคนดู เป็นวันที่มหัศจรรย์มาก แต่วันนั้น Cozy ลาออกจากวง”

แฟนเพลงดั้งเดิมบางส่วนละทิ้ง Rainbow ไป แต่ได้แฟนเพลงใหม่เข้ามาแทนด้วยเนื้อหาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ในเรื่องของความรัก ความสนุกสนาน เสียงร้อง มีเสน่ห์เฉพาะตัว เขาร้องเพลงป็อปอย่าง “All Night Long” ได้ ขณะเดียวกันก็ร้องเพลงฮาร์ดร็อกอย่าง “Lost in Hollywood” ได้ยอดเยี่ยม เพลงนี้เป็นเพลงแบบเดียวกับ Rainbow ยุคแรก เช่น “Eyes of the World” เสียงกีตาร์และคีย์บอร์ดทำให้เพลงนี้ฟังดูอลังการมากขึ้น เพลงนี้กับเพลง “Love’s No Friend of Mine” มีเสียงคีย์บอร์ดเยี่ยมมาก ไม่ใช่แค่การเสริมบรรยากาศ แต่เป็นตัวสร้างบรรยากาศให้กับบทเพลง ส่วน “No Time to Loose” ดูจะเป็นฮาร์ดร็อกธรรมดาเกินไปหน่อย ยังดีที่ได้ท่อนริฟฟ์ที่ติดหูจาก Blackmore มาช่วยไว้ แต่ก็มีบางเพลงอย่าง “Making Love” ออกมาทางบลูส์แบบที่ Bonnet ถนัดมาก่อน

หลังจบทัวร์ ทางวงเข้าห้องซ้อมที่โคเปนฮาเกน สำหรับเตรียมทำอัลบั้มใหม่ ลองเล่น “I, Surender” กันไปแล้ว แต่ Bonnet รู้สึกว่ามันไปต่อไม่ได้ เขาจึงลาออก รวมเวลาอยู่ในวง Rainbow ไม่ถึง 18 เดือน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: