Glamorous Days Listening Diary

Rainbow: Down to Earth

ตอนแรก แกรห์มไม่คิดว่าเขาจะเป็นนักร้องนำวงเรนโบว์ ด้วยเหตุผลเรื่องแนวดนตรีที่แตกต่าง (เดอะมาร์เบิลเป็นวงริธึ่มแอนด์บลูส์) และรสนิยมก็แตกต่างเพราะสมาชิกวงเรนโบว์เป็นฮาร์ดร็อกผมยาว แต่เขาเหมือนหลุดมาจากยุค 50

วงเรนโบว์ยุคแรกเป็นคลาสสิกร็อกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “พ่อมดและอัศวัน” (ซึ่งติดตัวรอนนี เจมส์ ดีโอ ไปตลอดจนถึงวันที่เขาเสียชีวิต) ถึงแม้ว่าจะได้รับเสียงวิจารณ์ในทางบวกแต่ในแง่ยอดจำหน่ายที่เป็นตัวเงินแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ผู้เกี่ยวข้องคาดหวังไว้ ยอดจำหน่ายอัลบั้มในยุโรปอาจจะไปได้ดี แต่ในอเมริกาแทบไม่มีใครพูดถึง ริตชี แบล็กมอร์จึงอยากจะสรรหาสิ่งใหม่เพื่อให้วงประสบความสำเร็จทางการตลาดมากขึ้น

เรื่องนี้ทำให้ รอนนี เจมส์ ดีโอ ไม่พอใจ และคงมีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางดนตรีของวงกันพอสมควร เมื่อเรนโบว์เข้าสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มใหม่ สืบสานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอัลบั้ม ลองลีฟร็อกแอนด์โรล (Long Live Rock N’ Roll, 1978)  บรรยากาศจึงไม่ค่อยดีนัก เรย์มอนด์ ดาด์แดริโอผู้ประสานงานทั่วไปในวงเล่าว่า รอนนีจะเอาดนตรีที่ริตชีทำเดโมไว้มานั่งฟังที่มุมห้อง แล้วเขียนเนื้อร้องเข้าไป แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น บางทีเขาจะไปนั่งอีกห้องหนึ่งฟังวงเล่นเพลงโดยไม่ยอมร้องเพลง

บรูซ เพน ผู้จัดการวงเรนโบว์ ติดต่อโรเจอร์ โกลเวอร์ อดีตเพื่อนร่วมวงดีพเพอร์เพิลให้มาช่วยดูแลการผลิตอัลบั้ม เพราะเชาเชื่อถือโรเจอร์ในฐานะคนที่เข้าใจหนทางสู่การทำเพลงป็อป นอกจากนี้โรเจอร์ยังไม่ใช่คนอื่นคนไกล เขาคือผู้ดูแลการผลิตผู้อยู่เบื้องหลังวงเอลฟ์ที่รอนนีเคยเป็นนักร้องนำก่อนมาร่วมวงเรนโบว์ (และสมาชิกวงเอลฟ์ก็คือสมาชิกเรนโบว์ในยุคก่อตั้ง) นอกจากนี้ โรเจอร์ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอัลบั้มสุดคลาสสิกของนาซาเร็ธในช่วงทศวรรษ 70 บรูซจึงหวังว่าโรเจอร์จะเข้ามาช่วยประสานริตชีและรอนนี

“รอนนีกับริตชีมีปัญหาเรื่องไม่ค่อยสื่อสารกัน” โรเจอร์เล่า “ริตชีจะทำพวกริฟฟ์แล้วก็หาไอเดียทำเพลง ส่วนรอนนีก็จะอยู่อีกมุมหนึ่งเขียนอะไรไปเรื่อย เขาไม่ค่อยร้องเป็นเพลงออกมามากนักในตอนนั้น และถ้าเขาร้องมันก็ออกมาแบบไม่เต็มใจ ผมจะต้องไปหาริตชีที่บ้าน เขาจะบอก นี่ ผมมีไอเดียสำหรับเพลง แล้วก็ยื่นเทปคาสเซตต์ให้ผม ผมก็ต้องถ่อไปบ้านรอนนีเพื่อจะบอกเขาว่า ริตชีอยากให้คุณฟังไอ้นี่ ซึ่งเขาจะฟังแล้วก็บอกว่า ไม่ล่ะ ผมไม่ชอบมัน นี่เป็นไอเดียของผม แล้วเขาก็จะเอาเทปคาสเซตต์อีกอันฝากผมไปส่งให้ริตชี ซึ่งพอริตชีฟังเขาก็จะบอกว่าไม่เห็นเป็นไอเดียอะไรเลย มันแค่ริธึม… มันเป็นแบบนี้จนกระทั่งผมตื่นเช้ามาในวันหนึ่ง ไม่นานหลังจากที่ผมเริ่มจับงานนี้ บรูซ เพน ผู้จัดการของเราก็บอกผมว่า มันจบสิ้นแล้ว รอนนีไปแล้ว ทุกคนไปแล้ว เหลือแต่ริตชีกับโคซี พาวลล์”

 “โรเจอร์มีอิทธิพลกับริตชีมาก เขามาหาผมแล้วขอร้องให้ผมเลิกเขียนเพลงเกี่ยวกับเรื่องเหนือจริง หันมาเขียนเพลงรักบ้าง ผมบอกเขาไปว่าไม่ และนั่นละ ลาก่อน” รอนนีอธิบายเหตุผลที่เขาลาออกจากวง

เมื่อมีสมาชิกเหลืออยู่แค่สองคน โคซี พาวลล์ มือกลอง แนะนำให้รับ ดอน แอรี เพื่อนเก่าจากวงแฮมเมอร์มาเป็นมือคีย์บอร์ดของวง ดอน แอรี มาลองทดสอบฝีมือในเดือนธันวาคม 1978 และเป็นมือคีย์บอร์ดของวงนับจากนั้น

ทั้งสามลองซ้อมดนตรีร่วมกัน โดยมีคลิฟ ชาแมนเป็นมือเบสแต่อยู่ไม่นาน แจ็ค กรีน จากวง เดอะพริตตีธิงค์ก็เข้ามาเล่นเบสแทน ส่วนนักร้องนำยังคงไม่มีวี่แวว เรนโบว์ไปบันทึกเสียงที่ชาโตเพลลีดูคอนเฟลด์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสใกล้พรมแดนสวิส พวกเขาทำเพลง และแสวงหาคนที่จะมาเป็นนักร้องนำ

การค้นหานักร้องนำแทนที่รอนนี เจมส์ ดีโอเป็นเรื่องหนักใจสำหรับคนที่ต้องตัดสินใจ ใครจะหาญกล้ามาทำหน้าที่แทนรอนนี เจมส์ ดีโอผู้ยิ่งใหญ่?

ในหนังสืออัตชีวประวัติของเอียน กิลแลนเล่าว่ามีอยู่คืนหนึ่งมีคนมาเคาะประตูบ้านเขาตอนตึก เป็นคืนที่มีหิมะและบรรยากาศวังเวง พอเขาเปิดประตูไปก็เห็นชายในชุดดำพร้อมกับหมวกทรงคุ้นตา…ริตชีมาหาเขาเพื่อเสนอให้เขาเป็นนักร้องนำวงเรนโบว์ แต่เขาก็เสนอให้ริตชีมาเป็นมือกีตาร์ในวงกิลแลนของเขา สุดท้ายแล้วต่างคนก็ต่างทำวงของตัวเองต่อไป (แต่หลังจากนั้นไม่กี่คืนริตชีไปเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตของกิลแลนที่คลับมาร์คี) หลังจากนั้นก็มีการทดสอบนักร้องนำอีกหลายคน ทั้งที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ และที่มีชื่อเสียงแล้วอย่าง พีท โกลบี จากวงทราเปรส (ต่อมาไปอยู่กับวงยูไรห์ฮีป) แต่ไม่มีใครถูกใจริตชี

การหานักร้องนำทำให้ทางวงต้องเสียเงินค่าเช่าห้องบันทึกเสียงโดยเปล่าประโยชน์ โรเจอร์ โกลเวอร์พยายามกระตุ้นให้เรนโบว์บันทึกเสียงลงไปก่อนแล้วค่อยหานักร้องนำมาร้องภายหลัง แต่มันจะจบด้วยการตีปิงปองเล่นกันเสียมากกว่า เพราะริตชีคิดว่า หาทำดนตรีไปก่อนเกิดไม่ได้นักร้องอย่างที่คิดก็ต้องมาดัดแปลงเรียบเรียงดนตรีให้เข้ากับนักร้องนำ เสียเวลาเปล่าอยู่ดี

“มีหลายคนที่มาซ้อมกับวง บางคนเป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยมมาก” ดอน แอรี เล่าความหลัง “มาร์ก สตอเรซ (จากวงครอคัส) ก็มา เขามีเสียงที่เยี่ยมมาก เขาเอาฟลุตมาด้วย แต่ผมคิดว่าริตชีคงไม่ชอบอะไรแบบนั้น”

ส่วนโรเจอร์เล่าว่า “มันมาถึงจุดที่ว่าเราไม่พาใครบินมาซ้อมกับวง ใช้แค่โทรศัพท์เท่านั้น ริตชีจะถือกีตาร์โปร่งเล่นนั่นนี ผมจะถือโทรศัพท์ไว้ พอริตชีเล่นอะไรไป คนที่อยู่ด้านของสายก็จะร้องอะไรออกมา ซึ่งแทบไม่มีใครน่าสนใจเลย”

เมื่อพวกเขาไม่ได้ซ็อมดนตรีหรือว่าเขียนเพลง ก็จะนั่งล้อมวง ดูวงดนตรีและนักร้องเท่าที่จะนึกออก โคซี พาวลล์ ลองเอาเพลงของเดอะมาร์เบิลมาเปิดให้ทุกคนฟัง ซึ่งริตชีเห็นแววว่าน่าจะเป็นไปได้ จึงได้ส่งคำเชิญให้แกรห์มมาลองทดสอบเสียงกับวง

ในเวลานั้น แกรห์ม บอนเน็ตอายุ 32 เป็นนักร้องอาร์แอนด์บีที่พอจะมีชื่อเสียงในออสเตรเลียบ้าง และแกรห์มก็ไม่สนใจดนตรีฮาร์ดร็อกเลยด้วยซ้ำ ตอนที่มีคนติดต่อให้ไปลองซ้อมกับวงเรนโบว์เขาคิดว่าเป็นวงโฟล์กเสียด้วยซ้ำ แต่เขาก็ลองมาซ้อมกับวง เพราะคนรอบข้างล้วนบอกว่าโอกาสได้ร่วมงานกับริตชี แบล็กมอร์ไม่ได้หาง่าย ๆ เขาก็เลยมาซ้อมกับวงแบบเสียไม่ได้

เล่ากันว่าเพียงแค่เขาขึ้นต้นเพลง “มิสทริตเต็ด” เพียงแค่สามวลี ริตชีก็บอกว่าเขาคนนี้คือนักร้องนำที่ตามหามานาน

ตอนแรก แกรห์มไม่คิดว่าเขาจะเป็นนักร้องนำวงเรนโบว์ ด้วยเหตุผลเรื่องแนวดนตรีที่แตกต่าง (เดอะมาร์เบิลเป็นวงริธึ่มแอนด์บลูส์) และรสนิยมก็แตกต่างเพราะสมาชิกวงเรนโบว์เป็นฮาร์ดร็อกผมยาว แต่เขาเหมือนหลุดมาจากยุค 50 แต่เมื่อเขากลับมาลอนดอน ผู้จัดการของเขาก็ให้ข้อคิดว่านี่คือโอกาสอันยอดเยี่ยมที่ไม่มีบ่อยนัก และมันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องเงินที่น่าจะได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ นั่นทำให้เขาตกลงรับเป็นนักร้องนำในวงเรนโบว์

เมษายน ค.ศ. 1979 เรนโบว์กลับมาทำงานที่คิงดอมซาวนด์สตูดิโอในลองไอส์แลนด์ โรเจอร์เป็นคนเล่นเบสเองเพราะเห็นว่า แจ็ก กรีน เล่นไม่ได้อย่างใจ

แกรห์มทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะตอนนั้นเขาดื่มเหล้าจัดพอสมควร แล้วก็ไม่รู้ว่าต้องร้องแบบไหนจึงจะเข้ากับวงเพราะมันเป็ฯคนละสไตล์กันโดยสิ้นเชิง โรเจอร์ต้องพยายามเป็นตัวประสานระหว่างแนวคิดที่ริตชีต้องการออกมาให้แกรห์มลองปรับแต่งการร้องจนกระทั่งเสร็จสิ้นการทำงาน

อัลบั้มดาวน์ทูเอิร์ธเป็นผลงานที่สร้างเส้นทางใหม่ให้กับวงเรนโบว์ โดยหันเข้ามาดนตรีเมนสตรีมและป็อปมากขึ้น “ซินซ์ยูบีนกอน” กลายเป็นเพลงฮิต ทั้งที่ต้นฉบับก็ไม่ได้เป็นเพลงฮิตอะไรมากมาย บรูซ เพน เป็นคนเลือกเพลงนี้ให้เรนโบว์ ซึ่งตอนแรกโรเจอร์ไม่เชื่อว่าริตชีจะเล่นเพลงนี้จริง ๆ เพราะเขาคิดว่าเพลงนี้ไม่น่าจะใช่ทางของเรนโบว์ แต่บรูซก็มีวิธีโน้มน้าวให้ริตชีทำเพลงออกมาจนได้ ซึ่งความสำเร็จของเพลงนี้ทำให้ริตชีรู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เปลี่ยนแนวทาง

แต่โคซีไม่ชอบเพลงนี้ เขาไม่อยากตีกลองเพลงนี้ด้วยซ้ำ โรเจอร์ต้องเคี่ยวเข็ญแกมบังคับและเขาก็เล่นให้อย่างเสียไม่ได้ โรเจอร์เล่าว่า “ริตชีทำกีตาร์ไว้เยี่ยมมาก ผมใส่เสียงตบมือ แทมโบรีน และว็อบเบิลบอร์ด เราขโมยไอเดียท่อนเริ่มต้นมาจากเพลงของเคนนี ล็อกกินส์ เสียง โวววววว โอวววว นั่น และกลายเป็นว่ามันเป็นเพลงฮิตอย่างที่เราต้องการจริง ๆ”

เพียงแค่สัปดาห์แรก ดาวน์ทูเอิร์ธ ก็ทำยอดจำหน่ายได้ถึง 120,000 แผ่น เฉพาะในอังกฤษเพียงแห่งเดียว แต่สถานภาพแกรห์มกลับไม่ยืนยาว การทัวร์ที่เล่น 5 คืนต่อสัปดาห์ พักตามโรงแรมราคาถูกซึ่งแกรห์มไม่เคยออกทัวร์แบบนี้มาก่อน และมักจะกังวลว่าเขาจะรักษาเสียงได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ แต่พอทัวร์ไปได้สักพัก พวกเขาก็พบว่าเรนโบว์กลายเป็นวงดังไปแล้ว เริ่มมีแฟนเพลงติดตามพวกเขาไปตามที่ต่าง ๆ ยิ่งทำให้ริตชีอยากให้แกรห์มเปลี่ยนภาพลักษณ์ไว้ผมยาวจนกลายเป็นเรื่องที่กดดันแกรห์มอีกทางหนึ่ง

“มันกลายเป็นหัวข้อสนทนาไปเสียทุกที” แกรห์มเล่า “แกรห์ม ผม แกรห์ม ผม เมื่อมีประชุมวง มันกลายเป็นเรื่องผมของแกรห์ม มันกลายเป็นเรื่อง”

และที่นิวคาสเซิลซิตีฮอลล์ โรเจอร์เล่าว่า “แกรห์มทำผิดอย่างแรงที่ไม่รักษาสัญญาเรื่องที่จะปล่อยผมยาว ความจริงตอนนั้นผมเขาเริ่มจะยาวถึงปกเสื้อเขาแล้ว แต่ตอนผมมาซาวนด์เช็กก็เห็นเขาตัดผมสั้นเชียว ริตชีไม่เห็นเขาก่อนขึ้นเวที ผมเห็นสายตาที่เขามอง เห็นหน้าตาเขาเคร่งเครียดมาก”

และผลงานที่ยอดเยี่ยมน่าจดจำก็คือการแสดงเทศกาลดนตรี มอนสเตอร์ออฟร็อก ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะมีคนดูประมาณ 35,000 กลายเป็นคนดูเกือบ 60,000 คน  

“มันเป็นวันที่จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดชีวิต” แกรห์มเล่า “ครอบครัวผมอยู่ที่นั่น เพื่อนอยู่ในคนดู เป็นวันที่มหัศจรรย์มาก แต่วันนั้น โคซีลาออกจากวง”

แฟนเพลงดั้งเดิมบางส่วนละทิ้งเรนโบว์ไป แต่ได้แฟนเพลงใหม่เข้ามาแทนด้วยเนื้อหาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ในเรื่องของความรัก ความสนุกสนาน เสียงร้อง มีเสน่ห์เฉพาะตัว เขาร้องเพลงป็อปอย่าง “ออลไนต์ลอง” ได้ ขณะเดียวกันก็ร้องเพลงฮาร์ดร็อกอย่าง “ลอสต์อินฮอลลีวู้ด” ได้ยอดเยี่ยม เพลงนี้เป็นเพลงแบบเดียวกับเรนโบว์ยุคแรก เช่นเดียวกับ “อายส์ออฟเดอะเวิลด์” เสียงกีตาร์และคีย์บอร์ดทำให้เพลงนี้ฟังดูอลังการมากขึ้น เพลงนี้กับเพลง “เลิฟส์โนเฟรนด์ออฟมายน์” มีเสียงคีย์บอร์ดเยี่ยมมาก ไม่ใช่แค่การเสริมบรรยากาศ แต่เป็นตัวสร้างบรรยากาศให้กับบทเพลง ส่วน “โนไทม์ทูลูส” ดูจะเป็นฮาร์ดร็อกธรรมดาเกินไปหน่อย ยังดีที่ได้ท่อนริฟฟ์ที่ติดหูจากแบล็กมอร์มาช่วยไว้ แต่ก็มีบางเพลงอย่าง “เมกกิงเลิฟ” ออกมาทางบลูส์แบบที่แกรห์มถนัดมาก่อน

หลังจบทัวร์ ทางวงเข้าห้องซ้อมที่โคเปนฮาเกน สำหรับเตรียมทำอัลบั้มใหม่ ลองเล่น “ไอ,เซอเรนเดอร์” กันไปแล้ว แต่แกรห์มรู้สึกว่ามันไปต่อไม่ได้ เขาจึงลาออก รวมเวลาอยู่ในวงเรนโบว์ไม่ถึง 18 เดือน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: