Rainbow’s Down to Earth: จุดเปลี่ยนของRainbow


การค้นหานักร้องนำแทนที่รอนนี เจมส์ ดีโอเป็นเรื่องหนักใจสำหรับคนที่ต้องตัดสินใจ ใครจะหาญกล้ามาทำหน้าที่แทนรอนนี เจมส์ ดีโอผู้ยิ่งใหญ่?

วงเรนโบว์ในยุคแรกเป็นคลาสสิกร็อกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “พ่อมดและอัศวัน” (ซึ่งติดตัวดีโอ้ไปตลอดจนถึงวันที่เขาเสียชีวิต) ถึงแม้ว่าจะได้รับเสียงวิจารณ์ในทางบวกแต่ในแง่ยอดจำหน่ายที่เป็นตัวเงินแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ผู้เกี่ยวข้องคาดหวังไว้ ยอดจำหน่ายอัลบั้มในยุโรปอาจจะไปได้ดี แต่ในอเมริกาแทบไม่มีใครพูดถึง ริทชี แบล็คมอร์จึงอยากจะสรรหาสิ่งใหม่เพื่อให้วงประสบความสำเร็จทางการตลาดมากขึ้น

เรื่องนี้ทำให้ดีโอไม่พอใจ และคงมีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางดนตรีของวงกันพอสมควร เมื่อเรนโบว์เข้าสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มใหม่ สืบสานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอัลบั้ม Long Live Rock N’ Roll บรรยากาศจึงไม่ค่อยดีนัก เรย์มอนด์ ดาด์แดริโอผู้ประสานงานทั่วไปในวงเล่าว่า ดีโอจะเอาดนตรีที่แบล็คมอร์ทำเดโมไว้มานั่งฟังที่มุมห้อง แล้วเขียนเนื้อร้องเข้าไป แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น เขาจะไปนั่งอีกห้องหนึ่งฟังวงเล่นเพลงโดยไม่ยอมร้องเพลง

เวลานั้น แบล็คมอร์พึ่งพาโรเจอร์ โกลเวอร์ อดีตเพื่อนร่วมวงดีฟ เพอร์เพิลให้มาช่วยดูแลการผลิตอัลบั้ม เพราะเชาเชื่อถือโกลเวอร์ในฐานะคนที่เข้าใจหนทางสู่การทำเพลงป็อป นอกจากนี้โกลเวอร์ยังไม่ใช่คนอื่นคนไกล เขาคือผู้ดูแลการผลิตผู้อยู่เบื้องหลังวงเอลฟ์ที่ดีโอเคยเป็นนักร้องนำก่อนมาร่วมวงเรนโบว์ และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอัลบั้มสุดคลาสสิกของนาซาเร็ธในช่วงทศวรรษ ๗๐ แบล็คมอร์หวังว่าโกลเวอร์จะเข้ามาช่วยประสานแนวคิดของเขาดีโอเข้าใจ

“โรเจอร์มีอิทธิพลกับริทชีมาก เขามาหาผมแล้วขอร้องให้ผมเลิกเขียนเพลงเกี่ยวกับเรื่องเหนือจริง หันมาเขียนเพลงรักบ้าง ผมบอกเขาไปว่าไม่ และนั่นละ ลาก่อน” ดีโออธิบายเหตุผลที่เขาลาออกจากวง

เมื่อปราศจากดีโอ วงเรนโบว์ก็เหลือเพียงแค่แบล็คมอร์กับโคซี พาวลล์ มือกลองเท่านั้น

โคซี พาวลล์ มือกลอง แนะนำให้แบล็คมอร์รับดอน แอรี เพื่อนเก่าจากวงแฮมเมอร์มาเป็นมือคีย์บอร์ดของวง แอรีมาลองทดสอบฝีมือในเดือนธันวาคม ๑๙๗๘ และเป็นมือคีย์บอร์ดของวงนับจากนั้น

ทั้งสามลองซ้อมดนตรีร่วมกัน โดยมีคลิฟ ชาแมนเป็นมือเบสแต่อยู่ไม่นาน แจ็ค กรีน จากวง เดอะพริตตีธิงค์ก็เข้ามาเล่นเบสแทน ส่วนนักร้องนำยังคงไม่มีวี่แวว

ในหนังสืออัตชีวประวัติของเอียน กิลแลนเล่าว่ามีอยู่คืนหนึ่งมีคนมาเคาะประตูบ้านเขาตอนตึก เป็นคืนที่มีหิมะและบรรยากาศวังเวง พอเขาเปิดประตูไปก็เห็นชายในชุดดำพร้อมกับหมวกทรงคุ้นตา…แบล็คมอร์มาหาเขาเพื่อเสนอให้เขาเป็นนักร้องนำวงเรนโบว์ แต่เขาก็เสนอให้แบล็คมอร์มาเป็นมือกีต้าร์ในวงกิลแลนของเขา สุดท้ายแล้วต่างคนก็ต่างทำวงของตัวเองต่อไป (แต่หลังจากนั้นไม่กี่คืนแบล็คมอร์ไปเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตของกิลแลนที่คลับมาร์คี) หลังจากนั้นก็มีการทดสอบนักร้องนำอีกหลายคน ทั้งที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ และที่มีชื่อเสียงแล้วอย่าง พีท โกลบี จากวงทราเปรส (ต่อมาไปอยู่กับวงยูไรห์ฮีป) แต่ไม่มีใครถูกใจแบล็คมอร์ส

การหานักร้องนำทำให้ทางวงต้องเสียเงินค่าเช่าห้องบันทึกเสียงโดยเปล่าประโยชน์ โรเจอร์ โกลเวอร์พยายามกระตุ้นให้เรนโบว์บันทึกเสียงลงไปก่อนแล้วค่อยหานักร้องนำมาร้องภายหลัง แต่มันจะจบด้วยการตีปิงปองเล่นกันเสียมากกว่า เพราะแบล็คมอร์คิดว่า หาทำดนตรีไปก่อนเกิดไม่ได้นักร้องอย่างที่คิดก็ต้องมาดัดแปลงเรียบเรียงดนตรีให้เข้ากับนักร้องนำ เสียเวลาเปล่าอยู่ดี

โคซี พาวลล์ เป็นคนค้นพบแกรมห์ บอนเน็ท อดีตนักร้องดูโอวง เดอะมาร์เบิล เขาลองเอาเพลงของเดอะมาร์เบิลมาเปิดให้ทุกคนฟัง แล้วบอนเน็ทก็ได้รับคำเชิญให้มาลองทดสอบเสียงกับวง และเพียงแค่เขาขึ้นต้นเพลง “Mistreated” เพียงแค่สามวลี แบล็คมอร์ก็บอกว่าเขาคนนี้คือนักร้องนำที่ตามหามานาน

ตอนแรก บอนเน็ทไม่คิดว่าเขาจะเป็นนักร้องนำวงเรนโบว์ ด้วยเหตุผลเรื่องแนวดนตรีที่แตกต่าง (เดอะมาร์เบิลเป็นวงริธึ่มแอนด์บลูส์) แต่เมื่อเขากลับมาลอนดอน ผู้จัดการของเขาก็ให้ข้อคิดว่านี่คือโอกาสอันยอดเยี่ยมที่ไม่มีบ่อยนัก และมันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาก็ได้ นั่นทำให้เขาตกลงรับเป็นนักร้องนำในวงเรนโบว์

อัลบั้มดาวน์ทูเอิร์ธเป็นผลงานที่สร้างเส้นทางใหม่ให้กับวงเรนโบว์ โดยหันเข้ามาดนตรีเมนสตรีมและป็อปมากขึ้น “Since You Been Gone” กลายเป็นเพลงฮิต และทำให้แบล็คมอร์รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เปลี่ยนแนวทาง นอกจากนี้ “All Night Long” ก็เป็นเพลงฮิตไปอีกเพลง

แฟนเพลงดั้งเดิมบางส่วนละทิ้งเรนโบว์ไป แต่ได้แฟนเพลงใหม่เข้ามาแทนด้วยเนื้อหาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ในเรื่องของความรัก ความสนุกสนาน เสียงร้องของแกรมห์ บอนเน็ทมีเสน่ห์เฉพาะตัว เขาร้องเพลงป็อปอย่าง “All Night Long” ได้ ขณะเดียวกันก็ร้องเพลงฮาร์ดร็อกอย่าง “Lost In Hollywood” ก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม เพลงนี้เป็นเพลงแบบเดียวกับเรนโบว์ยุคแรก เช่นเดียวกับ “Eyes of the World” เสียงกีต้าร์และคีย์บอร์ดทำให้เพลงนี้ฟังดูอลังการมากขึ้น เพลงนี้กับเพลง “Love’s No Friend of Mine” มีเสียงคีย์บอร์ดเยี่ยมมาก ไม่ใช่แค่การเสริมบรรยากาศ แต่เป็นตัวสร้างบรรยากาศให้กับบทเพลง ส่วน “No Time To Lose” ดูจะเป็นฮาร์ดร็อกธรรมดาเกินไปหน่อย ยังดีที่ได้ท่อนริฟฟ์ที่ติดหูจากแบล็คมอร์มาช่วยไว้ แต่ก็มีบางเพลงอย่าง “Makin’ Love” ออกมาทางบลูส์แบบที่บอนเน็ทถนัดมาก่อน

แต่ความสำเร็จของงานชุดนี้ แลกด้วยการจากไปของโคซี พาวลล์ ที่ไม่ชอบทิศทางออกป็อปของวง ส่วนแกรมห์ บอนเน็ทมีปัญหาส่วนตัวและเข้ากับแบล็คมอร์ไม่ค่อยได้ เลยแยกทางกันไปหลังทำอัลบั้มได้เพียงชุดเดียว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.