Ratt


ในสมัยที่แร็ทท์ออกมาช่วงต้นทศวรรษ 80s พวกเขาดังมาก ดังกว่า บองโจวี เสียอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไป บองโจวีกลายเป็นวงดังจนกู่ไม่กลับ แร็ทท์กลับถอยหลังเข้าคลองจนแทบเงียบหายไป

แร็ทท์เป็นวงแกล็มเมทัลที่โด่งดังในยุคเมทัลจากแอลเอครองตลาด แต่จุดเริ่มต้นของวงแร็ทท์ย้อนกลับไปถึงปีค.ศ. 1976  เมื่อสตีเฟน เพียร์ซี นักร้องนำกับผองเพื่อนสมาชิกวงบัสเตอร์เชอรีในซานดิเอโก

จากคำบอกเล่าของทอมมี อาซากาวะ (มือกีตาร์วงวอริเออร์) เขาเล่าว่า ตอนนั้นผมทำวงชื่อบัสเทอร์เชอรี (ซึ่งต่อมาคือมิกกีแร็ทท์) กับสตีเฟน เพียร์ซีและคริส เฮเกอร์ (ต่อไปไปทำวงรัฟห์คัทท์) วงนี้ต่อมาคือวงแร็ทท์ ต่อมาผมออกไปทำวงเมโทรโปลิสกับร็อบบินและพาร์รามอร์ แม็คคาร์ที”

ทั้งสตีเฟน และทอมมี ต่างย้ายมาแสวงโชคในแอลเอช่วงปลายทศวรรษ 70 ด้วยเหตุผลว่าแอลเอเป็นแหล่งรวมดนตรีฮาร์ดร็อกและเมทัลในช่วงนั้น แต่ทอมมีตัดสินใจย้ายกลับไปซานดิเอโก ปล่อยให้สตีเฟนปักหลักอยู่ในแอลเอ พวกเขาออกซิงเกิล “ด็อกเตอร์ร็อก” / “ไดร์ฟวิง ออน อี” ในปี 1980

สมาชิกวงมิกกีแร็ทท์ในตอนนั้นก็มีสตีเฟน เพียรซี่ (นักร้องนำ), เจ็ค อี ลี (มือกีตาร์), คริส ฮาเกอร์ (มือกีตาร์), แม็ทท์ ธอรร์ (มือเบส) และ เดฟ อัลฟอร์ด (มือกลอง) แต่ว่า เจ็ค อี ลี กับ เดฟ อัลฟอร์ด แยกตัวออกมาตั้งวงรัฟห์คัทท์ในปี 1980 ต้นปี 1991 วงมิกกีแร็ทท์เปลี่ยนชื่อเป็นแร็ทท์  ได้ร็อบบิน ครอสบีเข้ามาเป็นมือกีตาร์ ในเวลาไม่นานนัก คริส ฮาเกอร์ กับ แม็ท ธอรร์ ก็ออกจากวงไปร่วมวงรัฟห์คัทท์ด้วย

วอเรน เดอ มาร์ตินี มือกีตาร์จากซานดิเอโก เพื่อนของเจค อี ลี เข้ามาร่วมวงแร็ทท์ โดยเจคเป็นคนแนะนำให้สตีเฟนลองฟังการเล่นของวอเรน ในช่วงแรก วอเรน เดอมาร์ตินี เกือบจะไม่อยู่กับวงแร็ทท์ เพราะเขากำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แต่ตัดสินใจย้ายจากซานดิเอโก มาอยู่ลอสแอนเจลิส เพื่อเล่นกับวงแร็ทท์แ ต่พอวงดนตรีทำท่าจะไม่รุ่ง เขาก็ลาออกเพื่อจะไปเรียนต่อ ตอนนั้น มาร์ค ทอเรียน เข้ามาเล่นกีต้าร์ในวง Ratt แทน เดอมาร์ตินี่ อยู่พักหนึ่ง แต่ เดอมาร์ตินี่ ก็กลับมาร่วมวงอีกครั้ง ก่อนที่จะทำอีพีไม่นาน

เรื่องฐานะการเงินที่ย่ำแย่ของแร็ทท์ในช่วงนั้น สตีเฟน เพียร์ซี เขียนไว้ในหนังสือ เซ็กซ์ ดรักซ์ แร็ทท์แอนด์โรลว่าต้องอาศัยตีสนิทกับสาว ๆ เพื่อที่พักและอาหารไปวัน ๆ

แร็ทท์เซ็นสัญญากับบริษัทเล็ก ๆ ชื่อไทม์โคสต์เร็คคอร์ด และออกอีพีมาในปี 1983 และด้วยความร้อนแรงของกระแสแกลมเมทัล ทำให้วงดนตรีฮาร์ดร็อกจากลอสแอนเจลิสดูดีมีราคาขึ้นมากกว่าเดิมทำให้พวกเขาได้เซ็นสัญญากับบริษัทใหญ่แอทแลนติค และทำอัลบั้มแรก เอาท์ ออฟ เดอะ เซลเลอร์ (Out of the Cellar) ออกมาในปี 1984ในยุคนั้นสมาชิกของวงประกอบด้วย สตีเฟน เพียร์ซี (ร้องนำ), วอเรน เดอมาร์ตินี (กีตาร์) ร็อบบิน ครอสบี (กีตาร์), ฮวน ครูเซียร์ (เบส) และ บ็อบบี บล็อทเซอร์ (กลอง)

เอาท์ ออฟ เดอะ เซลเลอร์ กลายเป็นอัลบั้มร้อนแรงด้วยยอดจำหน่ายหลายล้านชุด เอ็มทีวีกระหน่ำเปิดวิดีโอเพลงของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนผสมระหว่างแอโรสมิธ แวนเฮเลน ออกมาเป็นแร็ทท์

เพลง “แบ็ค ฟอร์ มอร์” จากอัลบั้ม เอาท์ ออฟ เดอะ เซลเลอร์ สาวสวยที่เดินมาเล่นตู้เพลงเป็นคนเดียวกับสาวที่ขึ้นหน้าปกอัลบั้ม เธอชื่อทอนนี คีเทน แฟนสาวของร็อบบิน ครอสบีสมัยนั้น

พวกเขาตอกย้ำความสำเร็จด้วยอัลบั้ม อินเวชัน ออฟ ยัวร์ ไพรเวซี (Invasion of Your Privacy) ในปี 1985 เสียงวิจารณ์ออกมาดีมียอดจำหน่ายไม่แพ้อัลบั้มแรก พวกเขายังรักษาสถานะร็อกสตาร์ ออกทัวร์ทั้งอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

สมัยนั้นวงบองโจวียังเป็นแค่วงเปิดให้พวกเขาเท่านั้น…

แต่หลังจากนั้นความนิยมกลับลดลงทีละน้อย อัลบั้ม แดนซิง อันเดอร์คัฟเวอร์ (Dancing Undercover) ออกมาในปี 1986 ยังมียอดจำหน่ายก็ยังแตะหลักล้านแผ่น เช่นเดียวกับ รีช ฟอร์ เดอะ สกาย (Reach for the Sky) ในปี 1988

ปัญหาคือกระแสดนตรีเริ่มเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง แม้จะดูเหมือนว่าตลาดยังอ้าแขนต้อนรับเมทัลจากแอลเอ และบรรดาแกลมเมทัลทั้งหลาย แต่ดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงไปต่อเนื่อง พวกเขาออกอัลบั้ม ดีโทเนเตอร์ (Detonator) ในปี 1990 ยอดจำหน่าย 8 – 9 แสนแผ่น แต่สมาชิกวงเริ่มมีปัญหาส่วนตัว อย่างเช่นระหว่างทัวร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 1991  ร็อบบิน ครอสบี ขึ้นแสดงทั้งที่ไม่มีสติสมบูรณ์ ทำให้วงต้องมาดัดแปลงบทเพลงในส่วนที่เขาต้องเล่นโซโล่ใหม่ และดูเหมือนว่าเขาเองก็ไม่ค่อยตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในวงและการเล่นของเขามากนัก จนกระทั่งมีอยู่ครั้งที่วงเล่นเพลงที่เขาจะต้องใช้กีตาร์ที่ตั้งสายอีกแบบที่ไม่ใช่การตั้งสายปกติ ปรากฏว่าเขาไม่ยอมเปลี่ยนกีตาร์เป็นตัวที่เปลี่ยนการตั้งสายไว้แล้ว ทำให้เขาเล่นกีตาร์หลุดคีย์ไปถึง 2 เพลง

หลังจากจบทัวร์ญี่ปุ่น ร็อบบินต้องออกจากวงเพื่อไปรักษาตัว (วงขอให้ ไมเคิล เชงเกอร์ มาช่วยเล่นกีตาร์แทนในช่วงทัวร์ที่เหลือ) และนั่นแทบจะเป็นจุดจบของวงด้วยเช่นกัน เพราะหลังจากนั้นปล่อยอัลบั้มรวมฮิต แร็ทแอนด์โรล 81 – 91 (Ratt N’ Roll 81 – 91) และตัดสินใจแยกย้ายกันไปทำงานคนละทาง

ในปี 1996 พวกเขาเริ่มพูดคุยถึงการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง แต่ว่า ร็อบบิ้น ครอสบี้ ปฎิเสธด้วยเหตุผลว่าป่วยจนไม่สามารถมาเล่นได้  ฮวน ครูเซียร์ มือเบส จึงปฏิเสธที่จะกลับมาร่วมเล่นด้วยเช่นกัน  แต่สมาชิกอีก 3 คนที่เหลือตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อ โดยดึงเอา ร็อบบี้ เครน (อดีตสมาชิกวงของวินซ์ นีล) มาเล่นเบส และ แต่ทางวงก็ไม่ได้กลับมาเต็มตัว เพราะงานชุด Collage ในปี 1997 เป็นการเอาวัตถุดิบเก่าๆ กลับมาใช้ แต่ก็ทำให้ได้เซ็นสัญญากับ Sony และออกอัลบั้ม Ratt มาในปี 1999 ถึงแม้ว่าจะไม่ใกล้เคียงความสำเร็จในอดีต แต่ก็พอใข้ได้เมื่อเทียบกับวงรุ่นราวคราวเดียวกันหลายๆ วง

Ratt ดึงเอา เคอรี่ เคลลี่ เข้ามาเป็นมือกีต้าร์เสริมอีกคนในปี 2000 แต่ว่า เพียร์ซี่ ออกจากวงไป โดยที่ไปตั้งวง Ratt Featuring Stephen Pearcy  ส่วนวง Ratt ได้ จีซซี่ เพิร์ล มาเป็นนักร้องนำ และ จอห์น คอราบี้ มาเป็นมือกีต้าร์แทน เคอรี่ เคลลี่

หลังจากยื้อแย่งกรรมสิทธิ์ชื่อ ในที่สุด Ratt ก็ได้ใช้ชื่อวง Ratt โดยห้ามไม่ให้ เพียร์ซี่เอาคำว่า Ratt ไปใช้เป็นชื่อวงได้สำเร็จ

6 มิถุนายน 2002 ร็อบบิ้น ครอสบี้ เสียชีวิตจากการใช้เฮโรอีน เกินขนาด (ก่อนหน้านั้น 1 ปี เขาประกาศว่าติดเชื้อ HIV

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.