หมวดหมู่
Listening Diary

คืนสุดท้ายของเบโทเฟน


ต้องบอกว่า พอล โอ’นีล “มือถึง” เพียงพอจะเรียบเรียงบทเพลงคลาสสิคต่างๆ ให้เข้ากับดนตรีที่เขานำเสนอ


คืนสุดท้ายของเบโทเฟน

ข้าพเจ้าหมายถึง ลุดวิก ฟาน เบโทเฟน (พยายามสะกดให้ถูกต้อง  แต่ถ้าผิดก็ขออภัย) และคืนสุดท้ายของเบโทเฟนนี้ไม่ใช่เรื่องจริง  แต่เป็นจินตนาการของนักดนตรีกลุ่มหนึ่งในนาม Trans-Siberian Orchestra (ต่อไปจะขอย่อว่า TSO)

TSO เป็นวงดนตรีที่ข้าพเจ้าจับตามองมาตั้งแต่ทราบข่าวการรวมตัวกัน เพราะประทับใจตั้งแต่งานชุด Street: A Rock Opera ของ Savatage แล้ว

อัลบั้มนั้น พอล โอ’ นีล รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์  และเป็นมันสมองในการคิดร่างคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่เกี่ยวกับความรุ่งเรืองและความตกต่ำของร็อกสตาร์นามว่า ดี.ที. จีซัส

จะเรียกว่าร่างก็ไม่ถูกนัก จริงๆ โอ’นีล เขียนเรื่องนี้เอาไว้นานแล้วเพื่อจะทำเป็นละครเพลง  แล้ว คริส โอลิวา มือกีต้าร์ของ Savatage ไปเห็นเข้าเลยเกิดชอบใจเลยขอมาทำ

(ในงานชุดนั้น Savatage ปรับแต่งเนื้อหา  โดยเอาเรื่องราวของ จอน โอลิวา เข้าไปผสมด้วย)

ในช่วงต้นๆ ของชีวิตการทำงานด้านดนตรีของ โอ’นีล เริ่มจากเป็นมือกีต้าร์ในละครเพลงเรื่องยิ่งใหญ่อย่าง Jesus Christ Superstar ของ(แอนดรู ลอยด์ เว็บเบอร์) และ Hair (ละครเพลงเรื่องแรกๆ ที่นำเอาดนตรีร็อกมาใช้) ดังนั้นการทำดนตรีในรูปแบบร็อก-โอเปรา จึงอยู่ในความคิดของ โอ’นีล มาโดยตลอด

และในที่สุดเขาก็คิดโปรเจ็คท์ ของตัวเอง  Trans-Siberian Orchestra เพื่อที่จะทำงานในแบบร็อก-โอเปราให้เต็มที่

ในช่วงแรกที่ทราบข่าวนี้ก็สนใจมาก  แต่เนื่องจากอัลบั้มแรกของ TSO; Christmas Eve and Other Stories เป็นงานเพลงเกี่ยวกับคริสต์มาส  จึงไม่ซาบซึ้งไปกับจิตวิญญาณแบบนั้น

กระทั่งมาถึง Beethoven’s Last Night หรือ คืนสุดท้ายของเบโทเฟน ในปีค.ศ. 2000 เป็นร็อก-โอเปราที่ใช้เรื่องราวของเบโทเฟนมาเรียกความสนใจในจินตนาการแฟนตาซีตามรอยเดียวกับเฟาสท์ ตำนานโบราณของเยอรมันที่เล่าเรื่องการขายวิญญาณให้ปิศาจเพื่อแลกกับอะไรสักอย่างหนึ่ง

“เบโทเฟน เป็นเฮฟวี เมทัลคนแรก…” โอ’นีล บอกอย่างนั้น “…ถ้าคุณนึกถึงธีมของซิมโฟนีหมายเลข 5  ลองคิดสิ ถ้าเป็น Led Zeppelin หรือว่า Black Sabbath เล่นธีมนี้   ไม่ต้องกังขาอะไรอีกแล้ว”

โอ’นีลเล่าต่อว่า เบโทเฟน เป็นคนน่าทึ่ง เขาหูหนวกแต่ยังประพันธ์เพลงได้อย่างสุดยอด และยังมีเรื่องเล่ากันอีกว่าว่าในคืนที่เขาเสียชีวิต ก็เลยมาจินตนาการต่อ สมมติว่าในคืนนั้นเบโทเฟนเขียนซิมโฟนีหมายเลข 10 เสร็จ และปิศาจโผล่มาล่ะ …นั่นคือที่มาของ Beethoven’s Last Night

TSO เลือกที่จะจินตนาการว่าเบโทเฟน (ในอัลบั้มนี้ชื่อของเบโทเฟนใช้ von แทน van) แทน ขายวิญญาณให้ปิศาจเพื่อที่จะได้สอดแทรกวลีทางดนตรีคลาสสิคเข้าไปง่ายๆ เช่นใน “Overture” บทโหมโรงเปิดอัลบั้ม ที่เปิดขึ้นมาด้วยการบรรเลงเปียโน  ที่เรียบเรียงมาจาก 1st movement ของ “Moonlight Sonata” แล้วก็ปรับเข้าหา “Piano Sonata No. 8” วลีฮิตติดหูจากซิมโฟนีหมายเลข 9, ซิมโฟนีหมายเลข 5 และปิดท้ายด้วย  Requiem”ของโมซาร์ท  ทั้งหมดนี้ในเวลาไม่ถึง 3 นาที

เพียงแค่บทโหมโรงนี้ก็บอกให้รู้ว่า ไม่มีอะไรแปลกใหม่  แต่การประพันธ์เพลงโดยสอดแทรกวลีต่างๆ ได้แสดงชั้นเชิงการเรียบเรียงดนตรีที่ผสมผสานความหนักหน่วงของร็อกเข้ากับบรรยากาศอลังการของซิมโฟนี  แต่ถ้าถามกันโดยส่วนตัว มันยังไม่โฆษณาชวนเชื่อเท่าที่ควร

หมายถึงว่ามันเล่นกับการเอาท่อนที่น่าจดจำของเบโทเฟน (และโมซาร์ท)  ซึ่งในจุดนี้ถ้าคนฟังไม่เคยฟังผลงานของเบโทเฟนมาก่อนจะกร่อยไปนิดหน่อย  และดูกระจัดกระจายไปเล็กน้อย (หมายถึงอารมณ์มันไม่ต่อเนื่อง)

ต้องเตือนไหมว่า ข้อความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง จะทำให้เสียอรรถรสในการรับฟัง?

เตือนแล้วนะ

ตามเนื้อเรื่อง  มันเป็นคืนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1827 เมื่อเบโทเฟนเขียนซิมโฟนีหมายเลข 10 เสร็จสิ้นลง ก็มีวิญญาณมาปรากฏให้เห็น เป็นวิญาณของ เฟท (Fate) กับ ทวิสต์ (Twist) ในเพลง “Midnight” เกริ่นถึงเรื่องราวว่ามันเกิดขึ้นในเวลาที่ใกล้เที่ยงคืน  และต่อเข้าเพลง “Fate” แบบเนียนๆ เหมือนเป็นเพลงเดียวกันแต่คนละ movementเจมี ทอร์เซเลนี ผู้รับบท ทวิสต์ เปิดฉากด้วยการปูพื้นหลังขึ้นมาก่อน

และแล้วเจ้าปิศาจ เมฟฟิสโทฟิลิส Mephistopheles ก็ปรากฏตัวในเพลงชื่อเดียวกัน เปียโนที่ใช้โมทีฟของ “Moonlight Sonata” มาสอดแทรกให้อารมณ์ที่สงบ…. เหมือนเป็นความสงบก่อนที่จะมีพายุโหมกระหน่ำ

จอน โอลิวา รับบทจอมปิศาจได้ยอดเยี่ยมกับการให้บทบาทของน้ำเสียง ยิ่งได้ดนตรีที่อลังการแบบคลาสสิคสมัยบาโรค ยิ่งทำให้เนื้อเสียงของเขาน่าเกรงขามมากขึ้น

มันเป็นความดุดันที่ต่างจากเสียงของ โจดี้ แอชเวิร์ธ ผู้รับบทสำคัญคือเบโทเฟน  ที่ออกจะสุขุมมากกว่า (ผิดกับบุคลิคจริงๆ ของเบโทเฟนหรือไม่?-ถ้าหากว่าเบโทเฟนเป็นคนเจ้าอารมณ์)

ถ้าจะบอกแบบลำเอียงนิดๆ ก็ต้องบอกว่า เสียงของแอชเวิร์ธ ดูเรียบกว่าคนอื่นๆ ที่มาฝากเสียงร้องในงานชุดนี้พอสมควร

ไม่ใช่ว่าเสียงของเขาไม่ดี  ตรงกันข้าม เขาเป็นคนที่มีเนื้อเสียงดี และมีเทคนิคการร้องที่ยอดเยี่ยม แต่มันขาดเสน่ห์อย่างไรก็บอกไม่ถูก

หรือจะเป็นเพราะนักร้องคนอื่นๆในงานนี้มีความโดดเด่นเฉพาะตัวอย่างสูงก็เป็นได้ อย่าง แพ็ตตี้ รุสโซ นักร้องสาวที่เคยฝากเสียงไว้กับงานของ Meatloat มารับบทเทรีซา (คนรักของเบโทเฟน)  ก็สามารถขโมยความโดดเด่นในงานชุดนี้ได้ไม่ยาก

ชอบประโยคหนึ่งในเพลง “Mephistopheles” ที่ว่า ‘I’m your god of second chance’  ข้าฯ คือพระเจ้าของโอกาสครั้งที่สอง

เวลาที่คนเราสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป ย่อมอยากได้โอกาสอีกครั้ง นั่นคงเป็นจุดอ่อนของมวลมนุษย์ชาติที่ไม่ค่อยรักษาความเป็นปัจจุบันเอาไว้ให้ดี  แล้วมาเสียใจในภายหลัง เมื่อรู้สึกว่าปล่อยโอกาสหรือว่าไม่ทำให้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น…

จอมปิศาจให้โอกาสกับเบโทเฟนอีกครั้งว่า ถ้าเขายอมแลกดนตรีทุกชิ้นที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นให้จอมปิศาจ เบโทเฟนก็ไม่ต้องเสียวิญญาณให้ปิศาจ

และนั่นก็หมายถึงว่า  มนุษย์ทุกคนจะลืมเลือนบทเพลงของเบโทเฟนไปจนหมดสิ้น และทำให้เบโทเฟนต้องมาคิดคำนึงในบทเพลง “What Is Eternal”  บทเพลงนี้น้ำเสียงของแอชเวิร์ชที่ออกทางสุขุม ให้อารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และเป็นบทเพลงที่เขาสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีที่สุดในงานชุดนี้

ถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ คงยอมแลกอย่างไม่เสียดาย  แต่สำหรับในมุมมองของผู้สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เพราะการที่บทเพลงเขาจะคงอยู่ไปอีกนับร้อยปี หรือหลายร้อยปี จะทำให้คนยังจดจำชื่อของเขา  ทำให้เขาเป็นอมตะ

ใช่แล้ว…ทุกวันนี้ เอลวิส เพรสลีย์ยังไม่ตาย เพราะยังมีคนฟังเพลงของเขา มีคนเลียนแบบเขา…มีคนเอาเพลงของเขามาร้อง?  นี่คงเป็นวิธีการสร้างความอมตะให้กับตัวตนที่คงหาวิธีอื่นมาเทียบได้ยากจริงๆ

ดนตรียังใช้ “Moonlight Sonata” มาสอดแทรก แล้วยังมี “Ode to Joy” เข้ามาช่วยให้อารมณ์ไม่อยู่กับความสุขุมนุ่มลึกจนเกินไป

และแล้ว เฟธ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเบโทเฟน ช่วยพาเขากลับไปหวนรำลึกอดีต ซึ่งในบทเพลงต่างๆ ที่ตามมาจะสอดแทรกวลีทางดนตรีที่เบโทเฟนได้ประพันธ์เอาไว้อย่างแนบเนียนเป็นเนื้อเดียว  อย่างเช่น “The Moment” ใช้ซิมโฟนีหมายเลข 6 เข้ามาผสม

พอมาเพลง “Mozart” ก็ใช้บางส่วนจาก “Le nozze di Figaro” ของโมซาร์ท หรือเข้าเพลง “The Dreams of Candlelight”  ก็ใช้เพลง  Mazurka หมายเลข 3 ของโชแปง  เพลง “Requiem (The Fifth)” ก็ใช้ Requiem ของโมซาร์ท ต่อเข้ากับ ซิมโฟนีหมายเลข 5  หรือเพลง “Für Elise”  ก็คงไม่ต้องบอกว่าใช้เพลงอะไร

เพลงที่น่าจะเป็นไฮไลท์ น่าจะเป็น “A Last Illusion”  ที่รวมเอา Sonata facile ของโมซาร์ท , Ode to Joy  และ “Flight of the Bumblebee “ ของ ริมสกี- คอร์ซาคอฟ

และ ในเพลง “Beethoven”  ก็ใช้  Scherzo  (จากซิมโฟนีหมายเลข 9) กับ  Sonata Pathétique  ซึ่งในเพลงต่อมาคือ “Mephistopheles’ Return”  ก็ยังย้ำอยู่กับ Sonata Pathétique

การนำเรื่องราวของดุริยกวีผู้เป็นตำนานมาเล่น หากไม่เอาผลงานของท่านมาใช้ก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย  และถ้าหากมือไม่ถึงจะน่าเสียดายกว่า

ต้องบอกว่า พอล โอ’นีล  “มือถึง” เพียงพอจะเรียบเรียงบทเพลงคลาสสิคต่างๆ ให้เข้ากับดนตรีที่เขานำเสนอ

ต้องบอกว่า  จุดเด่นประการสำคัญของงานชุดนี้อยู่ที่เสียงร้องที่แต่ละคนมีคุณภาพในด้านเนื้อเสียง  และมีทักษะในด้านการการใช้เสียงที่ยอดเยี่ยมทุกคน  บวกกับการเรียบเรียงดนตรีที่น่าทึ่ง มีรายละเอียดออกไปทาง โอเปรา ชัดเจน คนที่ชอบในความหนักหน่วงรุนแรงอาจจะผิดหวังสักเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะมันไม่ได้มีความรุนแรงในแบบเฮฟวี เมทัลมากนัก  ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่เน้นเรื่องราวสำหรับทำละครเพลงบรอดเวย์มากกว่า

ส่วนตอนจบของเรื่องราว ก็ Happy Ending  ถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่ามันจบง่ายไปหน่อย และเรื่องราวก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่

อีกทั้งต้องยอมรับว่าบ่อยครั้ง หยิบงานชุดนี้มาฟังเพื่อกล่อมตัวเองนอน…

แต่ก็ชื่นชมงานชุดนี้  แม้ไม่ถึงระดับมาสเตอร์พีซ แต่มันก็เป็นผลงานที่งดงามในด้านการเรียบเรียงดนตรีมากชุดหนึ่ง

โดย Friday I am in Rock

Lover and Hater, A profound liar of all time.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.