Beastie Boys: Licensed to Ill


มีบางคนบอกว่าแร็ป/ฮิปฮ็อปคือดนตรีพังก์ของคนผิวดำ อย่างเช่นเนื้อหาสาระความกราดเกรี้ยวของวงรุ่นบุกเบิกเช่น Run-DMC ยิ่งต่อมาเกิดเป็นแร็ปคอร์ก็ยิ่งตอกย้ำว่าทัศนคติแบบพังก์และฮิปฮ็อปไปด้วยกันได้ แม้ว่าช่วงหนึ่งดนตรีฮาร์ดร็อกและแร็ปดูจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน อย่างเช่นเมื่อ Anthrax ทำเพลงร่วมกับวง Public Eneny แล้วขึ้นหน้าปกนิตยสารด้วยกันก็เคยโดนแฟนเพลงโจมตีมาแล้ว

แต่ฮาร์ดคอร์พังก์กับแร็ปไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลกัน ในอดีต เคยมีวงพังก์ของคนผิวขาวเปลี่ยนแนวดนตรีของตัวเองมาเป็นวงแร็ป และเป็นอิทธิพลสำคัญให้เกิดดนตรีแร็ปคอร์ในเวลาต่อมา 

วงดนตรีคณะนั้นชื่อ Beastie Boys

เดิมที ใช้ชื่อว่า The Young Aborigines ตั้งวงกันในปีค.ศ. 1979 ที่นิวยอร์ก ตอนตั้งเป็นวงพังก์ 4 ชิ้น มี Mike D กับ MCA เป็นตัวหลัก มีมือกลองเป็นผู้หญิงชื่อ Kate Schellenbach (ต่อมาอยู่กับวง Luscious Jackson) มือกีตาร์ชื่อ John Berry แต่ไม่นานก็เปลี่ยนชื่อเป็น Beastie Boys และเวียนวนอยู่แถวคลับ CBGB อันโด่งดังของพวกพังก์และฮาร์ดคอร์ในนิวยอร์ก อีพีแผ่นแรกของพวกเขา Polly Wog Stew ก็ยังเป็นพังก์จนพวกเขาทำเพลง “Cooky Puss” เป็นเพลงแร็ปและประสบความสำเร็จ (ในแวดวงใต้ดิน) ทั้งที่เนื้อหาออกจะไร้สาระเน้นฮามากกว่า แต่มันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พวกเขาหันมาเป็นฮิปฮ็อปและแร็ปเต็มตัว

 ถึงแม้ว่าทิศทางดนตรีจะเปลี่ยน แต่แนวทางความคิดทางเนื้อหาสาระยังคงเป็นพังก์ ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะพังก์ไม่ใช่แค่ดนตรี แต่เป็นเรื่องของแนวคิดและ Beastie Boys ยังคงเป็นพังก์อยู่ ต่อมาพวกเขาได้พบริก รูบินและรัซเซล ซิมมอนส์ สองผู้ก่อตั้ง Def Jam และได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินกลุ่มบุกเบิกของบริษัท

เดิมที รัสเซล ซิมมอนส์ ตั้งใจทำบริษัท Def Jam เพื่อรองรับศิลปินฮิปฮ็อปโดยเฉพาะ (เขาเป็นพี่ชายของ Rev Run แห่ง Run-DMC ) แต่ว่า ริก รูบิน เป็นคนที่เปิดกว้างกับดนตรีร็อกและเมทัล เขาเป็นคนดึง Slayer วงแธรชเมทัลเข้าบริษัท (แต่สุดท้ายก็ริกก็ต้องแยกบริษัทไปทำ Def American แทน)

Beastie Boys ใช้ซิงเกิล “Rock Hard” ออกมาทดสอบตลาด โดยแซมปลิงเพลง “Back in Black” ของ AC/DC และทำให้เกิดปัญหาภายหลังเพราะ AC/DC ไม่อนุญาตให้เอาเพลงของพวกเขาไปใช้

หลังจากนั้นพวกเขาก็เพาะบ่มประสบการณ์กันมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งอัลบั้ม License to Ill ก็ออกมา โดยที่ตอนแรกไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จในระดับนั้น ยกเว้น รัสเซล ซิมมอนส์ ซึ่งเล็งว่าคนผิวขาวยังมีอคติกับสีผิว ถ้าเอาคนขาวมาเป็นแร็ปเปอร์คงจะเจาะตลาดนี้ได้ เหมือนกรณีที่ เอลวิส เพรสลีย์ นำริธึมแอนด์บลูส์มาเล่นแต่เขากลายเป็นราชาแห่งร็อกแอนด์โรล

ความสำเร็จนั้นมหาศาลขนาดคนผิวดำเจ้าของวัฒนธรรมฮิปฮ็อปยังไม่อาจเข็นอัลบั้มให้ขายถล่มทลายได้มากเท่าที่ License to Ill ทำได้ ณ ปีนั้น อย่างเช่นอัลบั้ม Raising Hell ของ Run-DMC ทำได้เพียงอันดับ 6 แต่ License to Ill ทะลุขึ้นไปถึงอันดับ 1 และกลายเป็นอัลบั้มแร็ปที่ทำยอดขายได้มากที่สุด (นับจนถึงปีที่อัลบั้มนี้ออกมา)

แต่บทเพลงของพวกเขา เป็นจุดแข็งที่ขายได้ เพราะไม่วิพากษ์สังคมรุนแรงนัก พวกเขาแฝงอารมณ์ขันและเรื่องราวที่ใกล้ตัววัยรุ่นมากกว่า เช่นเพลง “(You Gotta) Fight for Your Right (To Party)” เพลงนี้ดูผ่านเป็นเพลงเมามันส์กับการปาร์ตี้ แต่จริง ๆ แล้ว Beastie Boys ทำเพลงล้อเลียนภาพยนตร์เกี่ยวกับวันรุ่นที่ออกมามากมายในช่วงนั้น  หรืออย่าง “No Sleep Till Brooklyn” ที่แซมปลิงริฟฟ์เพลง “TNT” ของ AC/DC และได้เคอรี คิง มือกีตาร์ของ Slayer มาช่วยเล่นกีตาร์ เพลงนี้ก็ล้อเลียนชื่ออัลบั้ม No Sleep Till Hammersmith อันโด่งดังของ Motorhead

ดนตรีแร็ปของคนผิวดำกับร็อกและเมทัลของคนผิวขาวเริ่มมาผสมกันเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ (จะว่าไปมันก็มีรากมาจากแหล่งเดียวกัน)  แต่อย่างน้อย อัลบั้ม License to Ill ก็ได้ทำลายกำแพงแยกว่าแร็ปเป็นดนตรีของคนผิวดำออกไปได้ และเป็นจุดเริ่มต้นการผสมผสานระหว่างร็อกและฮิปฮ็อปที่ชัดเจน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

ตัวอักษร  3MTA3 ที่อยู่หางเครื่องบินหน้าปกอัลบั้ม License to Ill นี้ไม่ได้เป็นรหัสลับอะไร เป็นแค่คำว่า EAT ME เมื่อดูผ่านกระจกเงาเท่านั้นเอง

ชื่อวง Beastie Boys ตั้งใจจะตั้งชื่อโดยให้ขึ้นต้นด้วยตัว B โดยได้แรงบันดาลใจมาจากชื่อวง Bad Brian และคำว่า Beastie นั้นว่ากันว่าเป็นคำย่อของ Boys Entering Anarchistic States Towards Inner Evolution แต่ Ad-Rock เคยบอกว่ามันดูไร้สาระไปหน่อย เพราะคำว่า Boys ก็อยู่ในชื่อวงอยู่แล้ว

Label: Columbia

Years: 1986

Producer:     Rick Rubin  / Beastie Boys

Line Up:    

  • Mike D
  • MCA
  • Ad-Rock

Track List:

  1. “Rhymin’ & Stealin'”– 4:08
  2. “The New Style”  – 4:36
  3. “She’s Crafty” – 3:35
  4. “Posse in Effect”  – 2:27
  5. “Slow Ride”  – 2:56
  6. “Girls”  – 3:14
  7. “(You Gotta) Fight for Your Right (To Party)” – 3:28
  8. “No Sleep Till Brooklyn”  – 4:07
  9. “Paul Revere”  – 3:41
  10. “Hold It Now, Hit It”  – 3:26
  11. “Brass Monkey”  – 2:37
  12. “Slow and Low”  – 3:38
  13. “Time to Get Ill”  – 3:37

0 Comments

ให้ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.