การจำกัดสิทธิ์: ลิดรอนศิลปะหน้าปกอัลบั้ม


มีคนบอกว่าการเซ็นเซอร์จะไม่มีวันสูญสลายเด็ดขาด ค่อนข้างเห็นด้วยอย่างมากเรื่องนี้ต้องหาเหตุผลมาแย้งกันต่อไป ใครอยากจะยกคำว่าศิลปะมาอ้างก็ยกไป ใครอยากจะยกศีลธรรมมาอ้างก็ยกไป และได้โปรดอย่าถามว่าเข้าข้างฝ่ายไหน 

ต้องบอกแหล่งที่มากันหน่อย หนังสือเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ที่ใช้อยู่เป็นประจำมีสองเล่ม คือ Parental Advisory: Music Censorship in America ของอีริก ดี นูซัม (Eric D Nuzum) กับอีกเล่มก็คือ Taboo Tunes: A History of Banned Bands & Censored Songs ของปีเตอร์ เบลคชา (Peter Blecha) สองเล่มนี้มีเนื้อหาส่วนใหญ่คล้ายกัน ถ้าสนใจจริงจะลองซื้อเพียงเล่มใดเล่มหนึ่งก่อนก็ได้ แต่ถ้าจะเอาอ่านง่ายหน่อย น่าจะเอา Taboo Tunes มาเป็นตัวเลือกแรก รู้สึกว่ามันจัดหน้าอ่านง่ายดี

กฎข้อแรกของการเซ็นเซอร์ : ถ้าคนจัดจำหน่ายไม่คิดจะขายมันเพราะว่าหน้าปก ก็จงเปลี่ยนหน้าปกซะ

หลายครั้ง ผู้จัดจำหน่ายหรือร้านค้าปลึกเป็นคนเซ็นเซอร์ หรือปฏิเสธที่จะนำอัลบั้มชุดนั้นไปจำหน่าย ซึ่งในเรื่องธุรกิจแล้วหากว่าไม่มีผู้จัดจำหน่ายก็ตายเท่านั้นเอง ด้วยเหตุผลง่ายแบบนี้ ศิลปินหลายคนจำเป็นจะต้องยอมอ่อนข้อให้ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

บางเรื่องดูเหมือนว่าไม่น่าจะเกี่ยวแต่ก็เกี่ยวกัน เมื่อผู้จัดจำหน่ายอัลบั้ม (ไม่ใช่บริษัทต้นสังกัด) เกิดไม่ชอบใจหน้าปกอัลบั้ม หรือว่าอาจจะมองว่ามันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ไม่ดีหากมีสินค้าที่ดู “ขัดศีลธรรม” หรือว่า “น่าขยะแขยง” เข้ามาแปดเปื้อนในร้านทำให้ภาพพจน์ร้านเสื่อมเสียไปด้วย ยิ่งร้านที่มีสาขามากมาย เช่น วอล-มาร์ต นี่แหละตัวดี รวมไปถึงพวกกลุ่มผู้จำหน่ายปลีกต่าง ๆ ด้วย

หนึ่งในการปะทะทางความคิดอันสุดแสนคลาสสิกก็น่าจะเป็น เดอะบีตเทิลส์กับผู้แทนจำหน่ายในอเมริกา ช่วงที่เดอะบีตเทิลส์กำลังดังสุดขีด พวกเขาทำอัลบั้มรวมเพลงออกจำหน่ายในชื่อ เยสเทอเดย์แอนด์ทูเดย์ (Yesterday and Today) และดัดสินใจใช้ภาพปกเป็นรูปพวกเขาสวมชุดคนงานชำแหละเนื้อมีอุปกรณ์ประกอบเป็นตุ๊กตาและเนื้อสด ซึ่งแน่นอนว่าด้วยกระแสบีตเทิลส์มาเนียในสมัยนั้นทำให้แคปิตอลเร็คคอร์ดสต้นสังกัด ไม่กล้าปฏิเสธ แม้จะรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าทีนักก็ตาม

แต่ถึงแคปิตอลเร็คคอร์ดสจะยอมรับหน้าปกนี้ ทว่าทางผู้จัดจำหน่ายในอเมริกากลับไม่เห็นด้วย และยื่นคำขาดไปยังแคปิตอลเร็คคอร์ดสว่าถ้าหากยังคิดจะใช้หน้าปกแบบนี้ก็จะไม่จำหน่ายงานชุดนี้ในอเมริกา ทำให้แคปิตอลเร็คคอร์ดสต้องสั่งทำหน้าปกใหม่ ทั้งที่บรรจุหีบห่อเตรียมตัวนำอัลบั้มนี้ไปอเมริกาอยู่แล้วถึง ๗๕๐,๐๐๐ ชุด โดยกลายเป็นรูปเดอะบีตเทิลส์กับกล่องเหลี่ยมประกอบฉากแทน

ภาพนี้ ถ่ายเมื่อต้นปีค.ศ. ๑๙๖๖ โดยโรเบิร์ต วิตเทเกอร์มีแนวคิดเกี่ยวกับ “A Somnambulant Adventure” สมาชิกแต่ละคนสวมชุดคนชำแหละเนื้อมีอุปกรณ์ประกอบฉากเป็นเนื้อและชิ้นส่วนของตุ๊กตาพลาสติก ซึ่งจอห์น เลนนอนประทับใจและผลักดันจนใช้ภาพในชุดนี้เป็นหน้าปกอัลบั้ม

เนื่องจากหน้าปกอัลบั้มดั้งเดิมโดนห้ามจำหน่าย ทำให้ อัลบั้มนี้ที่ใช้หน้าปก “คนชำแหละเนื้อ” หรือบางทีก็เรียกว่า “คนชำแหละเนื้อลิฟวิงสตัน” (Livingston Butchers) มีราคาในหมู่นักสะสมถึง ๔๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน

เหตุการณ์แบบเดียวกับเดอะบีตเทิลส์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ศิลปินจะออกแบบหน้าปกที่คิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว ฝ่ายบริษัทต้นสังกัดก็ไม่คิดว่าภาพที่ออกมามันเสียหายตรงไหน อาจจะเพราะคิดแบบนั้นจริงหรือไม่อยากขัดใจกับศิลปินตัวเงินตัวทองก็ตาม แต่พอออกงานมาแล้วโดนต่อต้านก็ต้องเรียกอัลบั้มคืนไปเปลี่ยนปกใหม่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น ซึ่งศิลปินหลายรายก็ไม่ยอม บางรายก็แก้คืนด้วยการแขวะเล็กน้อย อย่างเช่นเจนส์แอดดิกชัน (Jane’s Addiction) เป็นต้น

เจนส์แอดดิกชันวงร็อกหัวก้าวหน้าที่ทำหน้าปกออกมาให้โดนแบนหลายหน แต่ก็สวยทุกหน เพอร์รี ฟาร์เรลล์ (Perry Farrell) เป็นคนกำกับทิศทางการนำเสนอหน้าปกในแบบศิลป์ได้สวย ตอนทำอัลบั้มแรก น็อตติงส์ช็อกกิง (Nothing’s Shocking) ก็เป็นรูปของสาวสองคนที่เป็นแฝดสยาม พอมาถึงหน้าปกงานชุด ริชวลเดอลาฮาบิชวล (Ritual de lo Habitual) ก็เป็นเรื่องราวสังวาสสามคนซึ่งผ่านการพิจารณาของบริษัทวอเนอร์ ต้นสังกัดไปได้สบาย แต่ทันทีที่เครือข่ายร้านค้าปลีกวอล-มาร์ตแจ้งว่าหน้าปกไม่เหมาะสม ทางวอเนอร์เลยต้องเรียกเจนส์แอดดิกชันมารับรู้และแก้ไขเสียใหม่ ซึ่งพวกเขาก็จัดการแก้ลำด้วยการทำหน้าปกเรียบง่ายพร้อมกับตัวหนังสือเล็ก ๆ มีข้อความยาวเหยียดว่า

Congress shall make no law respecting an establishment of religion, or prohibiting the free exercise thereof; or abridging the freedom of speech, or of the press; or the right of the people peaceably to assemble, and to petition the government for a redress of grievances.

ข้อความข้างต้นคัดจากจากบทบัญญัติแก้ไขครั้งที่ 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งออสซี ออสบอร์น เคยใช้นำมาป้องกันตัวเองตอนโดนฟ้องศาลกรณีเพลง “ซูไซด์โซลูชัน” มาแล้ว (ที่มีผู้ปกครองเด็กฟ้องศาลว่าเพลงนี้ทำให้ลูกหลานของพวกเขาฆ่าตัวตาย) และเจ้าบทบัญญัติแก้ไขครั้งที่ 1 ก็เป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับเรื่องการริดรอนสิทธิ์มาโดยตลอด

แถมด้านหลังยังเขียนว่า

“Hitler’s syphilis-ridden dreams almost came true. How could it happen? By taking control of the media. An entire country was led by a lunatic… We must protect our First Amendment, before sick dreams become law. Nobody made fun of Hitler??!”

แต่ก็มีหลายหนที่บริษัทต้นสังกัดเห็นท่าไม่ดีก็เซ็นเซอร์เองก็มี เช่นหน้าปกงานชุดแอพพิไทท์ฟอร์เดสทรักชัน (Appetite For Destruction) ของกันส์แอนด์โรเซสเดิมใช้ภาพวาดของโรเบิร์ต วิลเลียมส์ (Robert  Williams) ซึ่งโดนมองว่าไม่ค่อยเหมาะสมเลยถอดออกจากปก แล้วย้ายไปอยู่ในบุ๊กเลตข้างในแทน ซึ่งสมัยนั้นกันส์แอนด์โรเซสยังไม่มีชื่อเสียงจึงไม่ได้คัดค้านอะไร ถ้าเป็นทุกวันนี้ก็ไม่แน่เหมือนกัน

มาแยกหัวข้อเป็นหมวดหมู่ว่าหน้าปกที่ผู้จัดจำหน่ายมักไม่ค่อยชอบมีเรื่องอะไรบ้าง?

ไม่เอาภาพเปลือย!!!

ร่างกายของผู้หญิง (ที่ยังสาวและสวย) เป็นที่ต้องตาต้องใจใครต่อใครได้ง่ายมาก ก็เลยดูจะเป็นที่ต้องตาต้องใจของพวกที่จ้องจะเซ็นเซอร์มากด้วยเช่นกัน แต่บางกรณีอาจจะเป็นเพราะตัวนางแบบอายุยังไม่สมควรก็เป็นไปได้ อย่างเช่นหน้าปกอัลบั้มแรกของไบลด์เฟธที่มีเด็กสาวอายุ ๑๑ ยืนเปลือยถือเครื่องบินจำลองอยู่นั่นก็เป็นตัวอย่างอันดี ถ้านางแบบอายุมากกว่านี้อาจจะไม่มีปัญหาก็ได้

แต่บางหน้าปกเซ็นเซอร์ไปก็ดีเหมือนกัน อย่าง ทูเวอร์จินส์ (Two Virgins) ของจอห์น เลนนอน กับโยโกะ โอโนะ ถึงจะมีคนคอนเซ็ปต์ของจอห์นกับโยโกะแต่เห็นภาพแล้วคงเกินกว่าจะรับได้ บริษัทจึงเอากระดาษมาห่อหุ้มอัลบั้มก่อนจำหน่าย

หรือสาววงบอนด์ (Bond) เคยมีข่าวว่าหน้าปกงานชุด บอร์น จะเป็นรูปพวกเธอเปลือย แถมมีรูปออกมายั่วน้ำลายอีกต่างหาก แต่ทางบริษัทเด็คคาได้กลับลำและให้เปลี่ยนหน้าปกไปแล้ว อย่างน่าเสียดายยิ่ง

การเซ็นเซอร์หน้าปกที่มีสาวเปลือยมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย แต่หลายครั้งที่บริษัทต้นสังกัดไม่อยากขัดใจศิลปิน แล้วก็ไม่อยากมีปัญหากับร้านค้าปลีกก็เลยมีหน้าปกสองเวอร์ชั่นออกมาซะเลย

อย่างชุด ซูเปอร์เซ็กซีสะวิงกิ้งซาวนด์ (Supersexy Swingin’ Sounds) ของไวต์ซอมบี ภาพต้นฉบับแม่สาวที่นั่งในเปลจะเปลือยหมด แต่จะมีอีกเวอร์ชั่นสำหรับร้านค้าที่ไม่อยากวางจำหน่ายหน้าปกอัลบั้มที่มีภาพเปลือย ทางบริษัทต้นสังกัดจ้างศิลปินมาเพิ่มชุดว่ายน้ำเข้าไปบนตัวของสาวเจ้า

ซึ่งความจริงไม่ทำชุดว่ายน้ำปิดให้ก็ไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว ตกแต่งภาพเข้าไปดูจะรกตากว่าเสียอีกและไม่ได้ตกแต่งแค่หน้าปกเท่านั้น ลามไปถึงบุ๊กเลตข้างในด้วย

งานชุด เดอะโพรสแอนด์คอนส์ออฟฮิตช์ไฮกิง (The Pros and Cons of Hitchhiking) ของ โรเจอร์ วอเตอร์ก็ยังเคยโดนเซ็นเซอร์ งานนี้พวกเฟมิสิสต์บ้าจี้พอที่จะบอกว่าหน้าปกมันคล้ายจะยั่วยุให้พวกขับรถข่มขืนกระทำชำเรานักโบกสาว บริษัทก็เลยทำเป็นแถบสีดำคาดทับบั้นท้ายอันกลมกลึงเสียเลย เพื่อเป็นการตัดปัญหา

ไอ้เรื่องบั้นท้ายนี่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หน้าปกอัลบั้ม แอสนาสตีแอสเดย์วอนนาบี (As Nasty As They Wanna Be) ของ เดอะทูไลฟ์ครู กลุ่มแร็ปเปอร์ชื่อดังในช่วงปลายทศวรรษ ๘๐ เองก็มีปัญหาเพราะมีคนบอกว่าบั้นท้ายกับชื่ออัลบั้มมันส่อแววมาก แต่ว่าปัญหาที่ทำให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลมันเกิดมาจากเนื้อหาภายในไม่เกี่ยวกับหน้าปกอัลบั้มโดยตรง

ละเมิดเครื่องหมายการค้า

คั่นเรื่อง มีหน้าปกบางชุดโดนขอร้องให้เปลี่ยนเพราะว่าดันไปอิงเข้ากับโลโกของสินค้าระดับโลกเข้า อย่างงานชุด เอนจอยจิมี เฮนดริกซ์ (Enjoy Jimi Hendrix) ของเดอะจิมี เฮนดริกเอ็กซ์พีเรียนส์ นี่แค่ชื่ออัลบั้มก็เร้าใจไปกับสโกแกนคุ้นหูกันแล้ว หน้าปกดันทำออกมาในลวดลายเดียวกันอีก บริษัทโคคาโคลา ก็เลยยื่นหนังสือต่อรับเบอร์ดับเบอร์เร็คคอร์ดว่าเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนเอาไว้เรียบร้อย ทั้งการจัดวางองค์ประกอบเส้นโค้งและสีแบบนี้ งานนี้บริษัทรับเบอร์ดับเบอร์ยอมเปลี่ยน เพราะตัวเองเป็นแค่บริษัททำเทปบู้ตเลกอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่โตแต่อย่างใด

ทางเป็ปซีก็มีเรื่องทำนองนี้กับเขาเหมือนกัน เมื่อวงแท็ดออกซิงเกิลที่ชื่อ “แจ็กเป็บซี” เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม 8-เวย์ซานตา (8-Way Santa) กับบริษัทซับป็อป โดยใช้หน้าปกที่เป็นเครื่องหมายการค้าของเป็ปซี

หน้าปกหยาบคาย

นักปราชญ์ทางนิรุกติศาสตร์บอกไว้ว่า ภาษาที่ยังไม่ตายจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ดังนั้นจงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นราวกับภาษาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว แต่ก็ยังมีคนหลายคนคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของภาษาพยายามจะอนุรักษ์เอาไว้ในกรุ และไอ้คนหัวขบถคิดคดต่อภูมิปัญญาบรรพบุรุษก็ยังคิดภาษาเพื่อใช้ในกลุ่มของตัวเองอย่างเมามันส์ต่อไป และคงไม่เกิดเรื่อง ถ้าภาษานั้นไม่หลุดมาสู่รูโสตสาธารณะ อย่างเช่น เมื่อเซ็กซ์พิสทอลส์ เกิดคันมืออยากจะเขียนว่า Bollocks ไว้บนหน้าปกอัลบั้มของตัวเอง (เป็นคำสแลงของวัยรุ่นยุคนั้น และความหมายไม่ค่อยสุภาพนัก) ผลก็คือร้านค้าใหญ่ไม่ยอมรับงานชุดนี้เอาไว้ในร้าน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาทำเพลงมีเนื้อหารุนแรงสำหรับสังคมด้วย

แต่ที่น่าทึ่งก็คือ ร้านที่ยอมรับอัลบั้มนี้ไปจำหน่ายและเอาหน้าปกอัลบั้มไปโชว์หน้าร้านโดนจับ! ข้อหาที่ตำรวจจับก็คือ บทบัญญัติด้านการโฆษณาไม่เหมาะสม (Indecent Advertising Act) ซึ่งบัญญัติเมื่อปีค.ศ. ๑๘๙๙ !!!

หรือกรณีอัลบั้ม แฟรงเกนคริสต์ (Frankenchrist) ของวงเดดเคนเนดีส์ ซึ่งแถมโปสเตอร์รูป ภูมิทัศน์หมายเลข 20 (Landscape #XX Are We Coming From?”) อันสุดแสนคลาสสิกจากฝีมือของเอช อาร์ กีเกอร์ ปรากฏว่าพีเอ็มอาร์ซี องค์กรเพื่อการดูและความเหมาะสมทางดนตรีให้กับผู้ปกครอง (PMRC – Parent Music Resource Center) เห็นแล้วหัวจิตหัวใจหล่นหายไปถึงตาตุ่ม ผลก็คือเจลโล เบียฟรา เจอข้อหาเผยแพร่สิ่งไม่เหมาะสมสู่ผู้เยาว์เข้าไปเต็ม ๆ

แต่บางที ความหยาบคายก็อาจจะมาจากการไม่ตั้งใจ บางอย่างมันเป็นภาษากายที่หลุดออกไปเอง อย่างเช่นนิ้ว

นิ้ว…จะโชว์นิ้ว “นั้น” หาอะไร

หมายถึงนิ้วมือจริง ๆ การชูนิ้วบางนิ้วดันกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ค่อยน่าประทับใจ ยิ่งถ้าศิลปินชูนิ้วในหน้าปกเลยจะเป็นยังไงหนอ?

คำตอบง่าย ๆ นิ้วไหนร้ายก็ตัดนิ้วนั้น…เอ๊ย แค่ลบไปก็พอ

ตอนที่วงเดอะไฟฟ์คีย์ออกงานชุด ออนสเตจ! (On Stage!) มาช่วงแรกไม่ค่อยมีใครคิดว่าจะมีอะไรพิเศษบนหน้าปก และไม่รู้ว่าคนที่โพสต์ท่านี้ รูดี เวสต์คนยืนซ้ายมือสุดจะคิดหรือว่าไม่คิดอะไรหรือเปล่า (แต่คิดว่าไม่ได้ตั้งใจมากกว่า) ทำให้นิ้วบางนิ้วมันชี้ขึ้นมา ซึ่งถ้าเป็น ๒๐ ปีให้หลังคงไม่มีใครสนใจ แต่ว่าอัลบั้มนั้นมันออกในปีค.ศ. ๑๙๕๗ ซึ่งคำว่าศีลธรรมอันดียังคงเป็นสิ่งน่าชื่นชม นิ้วเจ้าปัญหาเลยก่อให้เกิดความไม่สบายใจต่อคนบางคน การผลิตรุ่นต่อมา ทางแคปิตอลเร็คคอร์ดส์ก็เลยให้คนแต่งภาพลบนิ้วนั้นทิ้งไป ซึ่งจะว่าไปแล้ว คิดว่าหลายคนอาจไม่ทันสังเกตไอ้นิ้วมือนิ้วนั้นก็ได้

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว เพราะหน้าปกอัลบั้มแรกของโมบีเกรป (Moby Grape) ซึ่งเป็นภาพถ่ายสมาชิกทั้งหมด ก็ปรากฏว่ามือกลองของทางคณะ สคิป สเปนซ์ (คนนั่งกลาง) ดันจับกระดานซักผ้าแบบแปลก ๆ คือเจ้านิ้วนั้นดันโผล่มาเสียเฉยๆ แต่ผมมองแล้วคิดว่างานนี้ตั้งใจแหงๆ หลังจากบริษัทต้นสังกัดสังเกตเห็นก็จัดแจงหาคนมาตกแต่งภาพเสียนิดหน่อย

แม้แต่ อลิซ คูเปอร์ ก็มีเรื่องแบบนี้ด้วย ที่ภาพหน้าปกงานชุด เลิฟอิตทูเดธ (Love it to Death) นั้นเป็นภาพถ่ายสมาชิกในวงธรรมดา แต่เอ๊ะ…ดูไป ทำไมอลิซชูนิ้วอะไรของมันหว่า…ผลที่เกิดขึ้นเหมือนกันไม่มีผิด ทางวอเนอร์บราเธอร์จัดการลบนิ้วนั้นทิ้ง

แต่บางทีเวลาเปลี่ยนไปก็อาจทำให้มุมมองต่อหน้าปกอัลบั้มเปลี่ยนไปเหมือนกัน อย่างเช่นหน้าปกอัลบั้มชุด เบกเกอร์สแบนเควสต์ (Beggers Banquet) อันสุดแสนคลาสสิกของเดอะโรลลิงสโตนส์ที่เดิมเป็นรูปพ่นอักษรในห้องน้ำ คิดว่าคนทุกวันนี้คงจะชินตากับอะไรที่เลอะเทอะกว่านี้มาแล้ว แต่สมัยที่อัลบั้มนี้ออกมาใหม่ ๆ ทางลอนดอนเร็คอคอร์ดสเห็นว่ามันไม่ค่อยสุภาพ เลยเปลี่ยนหน้าปกมันเสียใหม่ แต่ว่าเมื่อตอนที่ทำเป็นซีดีช่วงหลังก็ใช้หน้าปกดั้งเดิมที่โดนเซ็นเซอร์ ซึ่งดูกี่ทีก็ไม่เข้าใจว่าหยาบคายตรงไหน

ผลกระทบจากเหตุร้าย

บางครั้ง หากเกิดเหตุร้ายที่กระทบใจคนส่วนใหญ่ก็อาจกระทบต่อหน้าปกอัลบั้มที่ออกในช่วงนั้นด้วยเหมือนกัน อย่างกรณีก่อการร้ายเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ทำให้เกิดความระมัดระวังครั้งใหญ่ในการทำเพลงออกมาในช่วงนั้น มีหลายคณะที่ต้องดึงอัลบั้มกลับเพราะว่าเพลงที่อยู่ข้างในมันล่อแหลมต่อการไปสะกิดความรู้สึกของผู้คนในช่วงนั้น รวมถึงเรื่องหน้าปกอัลบั้มเช่นวง เดอะคูป (The Coup) สองคู่หูดูโอออกอัลบั้ม ปาร์ตีมิวสิก (Party Music) ในเดือนกันยายนก่อนที่จะเกิดโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ไม่กี่วันเท่านั้น แล้วดันเป็นรูปสมาชิกกดระเบิดถล่มตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ เพียง ๒ ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายและตึกเวิร์ลเทรดถล่มราบพนาสูร บริษัทเรียกงานชุดนี้กลับคืนทั้งหมดเพื่อที่จะเปลี่ยนหน้าปกใหม่ ซึ่งจะว่าไปก็ตัดสินใจได้ถูกต้องดีแล้ว

เช่นเดียวกับยอดวงโปรเกรสซีฟเมทัล ดรีมเธียเตอร์ก็ต้องเลื่อนกำหนดการวางจำหน่ายอัลบั้ม ไลฟ์สซีนส์ฟรอมนิวยอร์ก (Live Scenes From New York) เพราะหน้าปกอัลบั้มเป็นรูปตึกสูงในกองไฟ แถมกำหนดวางจำหน่ายในตอนแรกคือวันที่ ๑๑ กันยายน พอดีเสียด้วย บริษัทอิเล็กตราเลยเรียกกลับคืนมาทันควันเพื่อที่จะเปลี่ยนหน้าปกใหม่

อย่าแตะลุงแซม

อีกเหตุผลที่จะโดนเซ็นเซอร์ ก็คือเอาภาพลักษณ์ของประเทศไปใช้ งานที่โดนต่อต้านจากร้านค้าอีกชิ้นที่น่าสนใจก็คืองานชุด เดธเซอร์ติฟิเคต (Death Certificate) ของไอซ์คูบงานชุดนี้เป็นอัลบั้มแรกของ ไอซ์คูบหลังจากแยกตัวออกมาจากเอ็นดับเบิลยูเอ ซึ่งการต่อต้านยังไม่ถึงกับรุนแรงมากนัก เพียงแต่โดนลดระดับการโปรโมทและไม่นำอัลบั้มขึ้นโชว์ การที่เอาลุงแซมมาเล่นว่าตายแล้วอาจทำให้คนที่จงรักภักดีต่อชาติไม่ค่อยพอใจ หาว่าถึงกาลล่มสลายของชาติไปเลยก็มี

อีกงานที่เอาลุงแซมมาเล่นและโดนแบนไปเหมือนกันก็คือร็อกซีบลูวงแนวแฮร์แบนด์ นำลุงแซม มาโอบกอดหญิงสาวในอัลบั้ม วอนต์ซัม? (Want Some?) ก็โดนร้านค้าต่อต้านไปเหมือนกันปัจจุบันกลายเป็นของหายากเพราะว่าไม่มีการนำมาขายใหม่

อัลบั้ม อโมริกา (Amorica) ของแบล็กโครว์สก็ใช้ภาพบิกีนี่ตัวน้อยลายธงชาติสหรัฐที่ปิดแทบไม่มิดมีเส้นขนหยิก ๆ เลยพ้นขอบมาให้จั๊กกะจี้สายตาเสียด้วย ผลก็เลยร้านใหญ่อย่างวอลมาร์ตขอร้องให้เปลี่ยนหน้าปกหรือไม่ก็หาอะไรมาหุ้มหน้าปกอีกชั้นหนึ่ง แต่กรณีนี้ก็น่าสงสัยว่าที่โดนเซ็นเซอร์เป็นเพราะว่าเอาลายธงชาติสหรัฐมาทำเป็นลายบิกินี่ หรือเป็นเพราะเจ้าเส้นขนหยิกหยอยนั้นกันแน่?

แม้แต่อัลบั้ม บอร์นอินเดอะยูเอสเอ (Born in the U.S.A) ของบรูซ สปริงสทีนก็ยังไม่เว้น เพราะ เกือบจะโดนเซ็นเซอร์เพราะบางคนมองว่าเป็นรูปบรูซกำลังปัสสาวะรดธงชาติสหรัฐ แต่โขคดีที่เคลียร์กันได้ว่าไม่ได้เป็นรูปแบบนั้น แถมด้วยอารมณ์ขันของบรูซที่ออกมาบอกว่า “ผมคิดว่าบั้นท้ายของผมมันน่าดูกว่าหน้าผม ก็เลยหันหลังให้เท่านั้นเอง” มันก็เลยคลี่คลายไปอย่างดี

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.