Pink Floyd: The Wall


ความรู้สึกแปลกแยกเป็นเรื่องราวหนึ่งที่ถ่ายทอดผ่านศิลปะหลายแขนง สื่อความหมายหลากหลายตั้งแต่เย้ายวนชวนหลงใหลไปจนถึงน่าสมเพชเวทนา อย่างเช่นแฮมเลตของเช็คสเปียร์ ฟอลเลนแองเจิลส์ของหว่องกาไว มอร์นิงซันของเอ็ดเวิร์ด ฮอปเปอร์

และ เดอะวอลล์ ของพิงก์ฟรอยด์

เพลงของพิงก์ฟรอยด์มีความแปลกแยกแฝงในเนื้อหามาตลอดตั้งแต่แรกสมัยที่ ซิด บาร์เร็ทท์ ยังเป็นผู้นำวงอยู่ แต่ยังไม่เด่นชัดเป็นรูปธรรมจนกระทั่งใช้ “กำแพง” มากีดกั้นตัวเองออกจากผู้คน

กำแพง หรือ The Wall เป็นสัญลักษณ์เรียบง่ายและเห็นภาพชัดเจน เมื่อใครคนหนึ่งใช้ความหวาดกลัวและความอ่อนแอก่อกำแพงป้องกันตัวเองจากภายนอก

เหมือนสะท้อนตัวตนของโรเจอร์ วอเทอร์ส (Roger Waters) ผู้ให้กำเนิดตัวละคร พิงก์ (Pink) ขึ้นมา เขาให้กำเนิดอัลบั้มเดอะวอลล์พร้อมกับสร้างกำแพงกั้นกลางระหว่างตัวเขากับสมาชิกที่เหลือด้วยในขณะเดียวกัน

ย้อนกลับไปในปี ๒๕๒๐ (ค.ศ. ๑๙๗๗ ) ระหว่างการออกทัวร์สนับสนุนอัลบั้ม อนิมอล (Animal) เค้าร่างของเดอะวอลล์เริ่มเกิดขึ้นทีละน้อย จากมันสมองของโรเจอร์ วอร์เทอร์สเพียงผู้เดียว

๑๘ เดือนต่อมา โรเจอร์เรียกบ็อบ เอซริน (Bob Ezrin) ให้มาดูผลงานตัวอย่างของเขาและเริ่มวางรูปแบบการทำงาน ก่อนที่จะเรียกสมาชิกที่เหลือมารวมตัวกันในสตูดิโอ ซึ่งในเวลานั้นโรเจอร์ได้นำเสนอต้นร่างอัลบั้มใหม่ให้สมาชิกอีกสามคนฟังสองรูปแบบ แบบหนึ่งคือสิ่งที่เป็นต้นร่างของ เดอะวอลล์ และอีกแบบหนึ่งมันคือต้นร่างของงานเดี่ยวชุดแรกของเขา  ไม่ต้องสงสัย สมาชิกที่เหลืออีก ๓ คนตัดสินเลือกโปรเจ็คท์ เดอะวอลล์ ท่ามกลางความแปลกแยกและไม่พอใจครุกรุ่นอยู่ภายในใจของสมาชิกบางคน

ริค ไรท์ (Rick Wright) สะสมความไม่พอใจเงียบ ๆ ในช่วงแรก เขามองว่าเรื่องราวใน เดอะวอลล์ เป็นเรื่องราวเฉพาะตัวแบบเดิม ๆ เกี่ยวกับสงคราม เกี่ยวกับแม่ เกี่ยวกับพ่อที่สูญหายไป มิหนำซ้ำเขายังมองว่าบทเพลงล้วนแล้วแต่เหมือนกันไปหมด ทั้งเทมโป้ คีย์ และอื่น ๆ ซึ่งเรื่องนี้บ็อบ เอซรินให้สัมภาษณ์ภายหลัง คิดตรงกับริคว่าเมื่อตอนที่ได้ฟังเดโมชุดนี้ครั้งแรกคิดว่าทั้งหมดเป็นเพลงเดียวที่ยาวต่อเนื่อง แต่ในความเหมือนจนคล้ายเพลงเดียวนั้นมีบางอย่างที่หลายคนเห็นพ้องว่ามันมีแนวคิดน่าสนใจเปล่งประกายอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน บ็อบ เอซรินสะดุดใจกับประโยค “…We don’t need no education” และประทับใจเพลง “Mother” ที่เขาบอกว่าเป็นเพลงที่ดีที่สุดของเดโมที่ได้ฟัง

เมื่อต้นร่างผ่านการขัดเกลาจาก บ็อบ เอซริน, นิค เมสัน (Nick Mason) เดวิด กิลมัวร์  (David Gilmour)  และ ริค ไรท์ จนเปลี่ยนรูปร่างจากบทเพลงที่ดูเหมือนกันไปหมด กลายเป็นบทเพลงที่มีลักษณะเฉพาะตัว แต่ในระหว่างนั้นรอยร้าวเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะการทำงานร่วมกันกลับไม่ได้แบ่งปันกันทำอย่างเท่าเทียม โรเจอร์กุมอำนาจการตัดสินใจและเป็นคนฟูมฟักงานชุดนี้ด้วยตัวเขาเอง

วิธีการทำงาน “ร่วมกัน” ในแบบของพิงก์ฟรอยด์ในช่วงนั้นคือ เมื่อใครคนใดคนหนึ่งไม่ชอบใจสิ่งที่ได้ยินจากบทเพลงนั้น โรเจอร์จะเป็นคนกลับไปแก้ไขแล้วเอามาให้คนอื่นฟังใหม่ คนอื่นทำได้เพียงแค่เสนอความคิดเห็นต่อบทเพลงที่ได้ฟังเท่านั้น

เมื่อเดวิดคิดไลน์เพลง “Comfortably Numb” ขึ้นมาระหว่างบันทึกเสียง โรเจอร์ปฏิเสธที่จะนำไปใช้เพราะไม่ต้องการให้มีชื่อคนอื่นเข้ามาปนเปื้อนงานของเขา ทว่าบ็อบ เอซรินเห็นว่าสิ่งที่เดวิดทำดนตรีออกมาดีเกินกว่าจะปล่อยให้สูญไปเปล่า ๆ  จึงขอร้องแกมบังคับให้โรเจอร์หันมาทบทวนความคิดเสียใหม่ ซึ่งก็ได้ผล เพราะในเวลาไม่นานนักโรเจอร์ก็เขียนเนื้อเพลงให้กับบทเพลงนี้

โรเจอร์ยังมีความเกรงใจบ็อบ เอซรินอยู่บ้างตามสมควร เพราะบ็อบคุ้นเคยกับการทำงานศิลปะที่ผสมผสานระหว่างการแสดงกับดนตรีมาก่อน เขาเป็นคนอยู่เบื้องหลังงานระดับคลาสสิคของอลิส คูเปอร์ (Alice Cooper) และลู รี้ด (Lou Reed) มาแล้ว เขาเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสร้างทิศทางของเสียงในงานชุดนี้ อย่างเช่นรับเอาบีทแบบดิสโก้เข้ามาใช้กับเพลงของพิงก์ฟรอยด์ ทั้งที่แต่แรกเริ่มเดิมทีพิงก์ฟรอยด์ไม่เคยสนใจดนตรีแบบนั้น ทว่า บ็อบชี้นำให้เดวิดและโรเจอร์มองโลกภายนอกและออกไปสัมผัสกับดนตรีที่กำลังครองโลกอยู่ในเวลานั้นดูบ้าง เราจึงได้ยินบีทดิสโก้ใน “Another Brick in the Wall” และ “Run Like Hell”  และบ็อบยังเป็นต้นคิดให้เด็ก ๆ มาร้องในเพลง “Another Brick in the Wall” ด้วย

ท่ามกลางการทำงานที่ปราศจากความเท่าเทียมนั้น ความตึงเครียดระหว่างสมาชิกแต่ละคนเริ่มก่อตัว และกลายเป็นกำแพงที่กั้นกลางระหว่างสมาชิกแต่ละคน ริคมีปัญหากับโรเจอร์มากที่สุด แม้แต่คนนอกอย่างบ็อบ ยังจับสังเกตได้ ดูเหมือนว่าเรื่องมันเริ่มจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เพราะในช่วงนั้นริค (และสมาชิกคนอื่น) เจอปัญหาทางด้านภาษี (ไม่ใช่แค่พิงก์ฟรอยด์ แม้แต่เลด เซพพลิน โรลลิงสโตนส์ ในช่วงนั้นก็โดนภาษีเล่นงานจนต้องย้ายไปปักหลักประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงภาษีในอังกฤษที่โหดร้ายเอาเรื่อง)   โรเจอร์เปลี่ยนจากการแบ่งเครดิต (และเงิน) ในแบบที่หาร ๔ มาเป็นเพียงว่าใครทำงานส่วนไหนจะได้ส่วนนั้น ด้วยเหตุนี้เดวิดและโรเจอร์จะได้ในภาคการผลิตเพิ่ม ซึ่งนิค เมสันยอมรับโดยดุษฎี แต่ริค ไรท์มองว่าเขาเองก็มีส่วนในการทำงานไม่น้อยไปกว่าคนอื่นทำไมจึงได้ไม่เท่าคนอื่น

แต่ดูเหมือนว่าคนอื่นจะไม่เห็นด้วยในเรื่องนั้น

ริค ไรท์เข้าสตูดิโอบ่อยก็จริง แต่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันและสร้างความอึดอัดให้คนอื่น ในที่สุดบ็อบ เอซรินเป็นฝ่ายที่เข้าไปพูดอะไรบางอย่างกับริค เป็นผลให้ริคไม่ย่างกรายมาสตูดิโออีกเลยนอกจากจะต้องมาเล่นคีย์บอร์ดเท่านั้น และหลังจากเล่นไปแล้วเขาก็ไม่สนใจที่จะมาเก็บงานที่เหลือว่าต้องมีการแก้ไข ทำให้เสียงคีย์บอร์ดในงานชุดนี้ มาจากฝีมือของ เดวิด, วอเตอร์, บ็อบ, ไมเคิล คาเมน (Michael Kaman) และ เฟรดดี้ แมนเดลล์ (Freddie Mandell) มากกว่าจะเป็นฝีมือของริค

จากเรื่องราวเหล่านี้ เปิดช่องให้โรเจอร์ใช้เป็นข้ออ้างไล่ริคออกจากวง แต่ด้วยข้อหาที่เผยแพร่ “อย่างเป็นทางการ” ว่าริคมีปัญหาส่วนตัวด้านยาเสพติด

แต่ถึงอย่างนั้นพิงก์ฟรอยด์ยังจ้างริคต่อในฐานะนักดนตรีรับจ้าง (แต่ในสายตาของแฟนเพลงยังคงมองว่า ริคเป็นสมาชิกของวงอยู่)  ภายหลังเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องดีสำหรับริคเพราะเขาได้เงินค่าจ้างเป็นกอบเป็นกำ แต่สมาชิกของพิงก์ฟรอยด์หมดเงินไปกับการออกแบบตกแต่งก่อสร้างเวทีจนไม่ได้อะไรเลย เวที เดอะวอลล์ จะมีตุ๊กตายักษ์สูงมากกว่า ๒๕ ฟุต ๓ ตัว และที่ขาดไม่ได้ก็คืออิฐแต่ละก้อนที่จะนำมาก่อเป็นกำแพงสูง กั้นระหว่าง พิงก์ฟรอยด์กับคนดู และจะถล่มลงมาในช่วยท้าย อีกทั้งเวทีต้องแบ่งเป็นสองระดับ ประกอบกับแสงสีและระบบเสียงอันยิ่งใหญ่ ทำให้พิงก์ฟรอยด์ต้องจ่ายเงินจำนวนมากไปกับการสร้างเวทีแบบนั้น.

เรื่องราวของ เดอะวอลล์ มีจุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ พิงก์ ร็อกสตาร์ผู้โดดเดี่ยวและเก็บตัว (ซึ่งในบางเรื่องแล้วทำให้นึกถึง ซิกกี สตาร์ดัสท์ (Ziggy Stardust)  ของ เดวิด โบวี่ (David Bowie) ขึ้นมาจาง ๆ และถ้าดูดี ๆ จะพบรอยเชื่อมต่อระหว่างงานชุด The Wall, The Final Cut  และ The Pros and Cons of HitchHiking  ซึ่งเป็นงานเดี่ยวชุดแรกของ โรเจอร์ วอเทอร์ส ซึ่งหมายความว่าโรเจอร์หมกมุ่นและขังตัวเองเองไว้ในกำแพงความคิดจนไม่คิดไปเสาะหาหนทางอื่นเหมือนกัน

หากได้ชมภาพยนตร์เรื่อง เดอะวอลล์ ของ อลัน ปาร์กเกอร์ (Alan Parker) จะช่วยในเรื่องการเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น พิงก์เก็บตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัวซึ่ง ณ ที่แห่งนั้น เขาสวมบทบาทเป็นจอมเผด็จการ ด้วยภาพที่ออกมาพอจะบอกได้ว่าหยิบยืมเอาลักษณะของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolph Hitler) จอมเผด็จการนาซีมาใช้

ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่าสะท้อนตัวตนของโรเจอร์ วอเทอร์ส  ผู้ให้กำเนิดตัวละครนี้ขึ้นมา

สิ่งที่น่าทึ่ง (และเป็นผลมาจากการทำงาน “ร่วมกัน” คือแต่ละบทเพลงมีลักษณะเฉพาะตัว ถ้าแยกกันฟังเฉพาะบทเพลงใดบทเพลงหนึ่ง คนฟังเอาตัวเองสวมเข้าไปในเหตุการณ์ได้สบาย เพราะแต่ละเพลงถ่ายทอดมุมมองความรู้สึกแต่ละอย่างที่แตกต่างกันออกมา และเมื่อนำมาเรียงร้อยต่อกันแล้วจึงเป็นเรื่องราวของพิงก์

สำหรับการออกแบบปกอัลบั้ม เดอะวอลล์ นี้เป็นครั้งแรกที่ไม่ใช้บริการของ สตอร์ม (Storm Thorgerson) กลายเป็นการออกแบบของ เจอราร์ด สคาฟ (Gerard Scafe) ซึ่งออกแบบ คาแร็กเตอร์ ของตัวละครแต่ละตัวในภาพยนตร์ด้วย และถ้าใครมีปกแผ่นเสียงดั้งเดิม จะเห็นชื่อเพลง “What Shall We Do Now” พร้อมกับเนื้อร้องอยู่ระหว่างเพลง “Goodbye Blue Sky” กับ “Empty Spaces” แต่เพลงนี้โดนตัดออกจากอัลบั้มไปในช่วงท้ายสุด เพราะมีเวลาเหลือไม่พอ (สมัยนั้นยังเป็นแผ่นเสียงอยู่ ไม่ใช่ซีดีอย่างปัจจุบันจึงโดนจำกัดความยาวของอัลบั้ม)

ขณะที่ ดาร์กไซด์ออฟเดอะมูน (Dark Side of the Moon)  เป็นงานชิ้นสุดท้ายของพิงก์ฟรอยด์ที่สมาชิกทั้ง ๔ ร่วมแรงสร้างสรรค์อย่างเท่าเทียมและมหัศจรรย์ แต่ใน เดอะวอลล์ แสดงงานจากมันสมองของ โรเจอร์ วอเทอร์สที่ผ่านการคัดกรองและตกแต่งอย่างประณีตจากสมาชิกที่เหลือ ถ้าหากงานนี้ออกมาจากสมองของโรเจอร์เพียงคนเดียว คงเป็นงานที่ฟังแล้ว “แห้ง” อย่างใน เดอะไฟนอลคัท (The Final Cut)

เมื่อได้รับการช่วยเหลือในด้านดนตรีและการผลิตจากสมาชิกคนอื่นทำให้ เดอะวอลล์ กลายเป็น ร็อกโอเปรางดงามสมบูรณ์ชุดหนึ่งของวงการโปรเกรสซีฟร็อก

Published by Friday I am in Rock

Lover and Hater, A profound liar of all time.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: