Mike Oldfield: Tubular Bells


เวลาที่นึกถึงอัลบั้มเพลงบรรเลง ส่วนใหญ่จะไปนึกถึงพวกอัลบั้มกีตาร์อย่างของสตีฟ วายหรือว่าโจ แซ็ททรีอานี่เสียมากกว่าจะนึกถึงเครื่องดนตรีอย่างอื่น ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นเครื่องดนตรีที่ออกจะร็อกได้อารมณ์ส่วนตัว

แต่วันนี้มานึกถึงอัลบั้มเพลงบรรเลงอยู่ชุดหนึ่งซึ่งเพิ่งมีอายุครบ 30 ปีในเดือนนี้เอง. เห็นแล้วก็นึกแต่ว่า เอ๊ะ ทำไมไม่เคยเขียนถึงเขาคนนี้เลยนะ?

คนที่กำลังจะเขียนถึงชื่อว่า ไมค์ โอลด์ฟิลด์  บุคคลที่ให้นิยามของมัลติ-มิวสิเชียนเป็นคนแรก ๆ คือออกงานมาก็เหมาเล่นดนตรีเกือบทุกชิ้น งานชุดแรกที่ออกมาก็เหมือนว่าเขาเป็นตัวทดลองของบริษัทเวอร์จิน ที่ต้องการทดสอบตลาด และมันก็กอบโกยเงินและชื่อเสียงให้กับเวอร์จินไปมากทีเดียว แต่มองในมุมกลับกันที่น่าชื่นชมก็คือตัวริชาร์ด แบรนสันผู้ก่อตั้งบริษัทเวอร์จินที่กล้าจะนำเสนอสิ่งที่แตกต่างออกไปในอัลบั้มนี้ คือถ้ามองที่จุดขายของงานชุดนี้คิดว่าหายากมาก ตอนนี้เรารู้แล้วว่าประสบความสำเร็จ แต่ในตอนนั้นยังไม่มีใครมั่นใจ (คิดว่าแม้แต่ริชาร์ด แบรนสันเองก็คงไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้)  เพราะมันก็ไม่ได้เป็นเพลงป็อปที่จะมีเพลงฮิตติดอันดับเรียกคนฟังเหมือนงานทั่วไป

เทอบิวลาร์เบล (Tubular Bells) เป็นอัลบั้มที่ไมค์ โอลด์ฟิลด์แสดงฝีมือเกือบทั้งหมด ทำเพลงเพียงสองเพลงคือ พาร์ต 1 กับ 2 ซึ่งถ้าในสมัยนั้นมีซีดีเกิดขึ้นแล้วคงเป็นเพลงเดียวไปเลย ที่แบ่งเป็นสองภาคนี่ก็คงจะเพราะข้อจำกัดทางเวลาของแผ่นเสียงในยุคนั้นเป็นหลักมากกว่าที่หน้าหนึ่งจะเก็บความยาวของเพลงได้ประมาณ 20 นาทีกว่า ๆ

การทำเพลงยาวเสี่ยงกับคำว่า “น่าเบื่อ” อยู่พอสมควร แต่ว่าไมค์ โอลด์ฟิลด์ก็ฉลาดพอจะผสมเอาสรรพเสียงเข้ามาสร้างความหลากหลายให้คนคนฟัง ซึ่งในแง่มุมนี้ เขาสร้างจุดเด่นด้วยการการเรียบเรียงสียงให้มีความหลากหลาย คือจากไลน์เพียงไลน์เดียว เอาไปแตกย่อย ทั้ง ริธึ่ม ทั้งการประสาน และฉุดเอาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเสียง ออกมาวางเข้ากันอย่างกลมกลืนลื่นไหล อีกทั้งยังรู้จักการใช้เทมโป้อย่างชาญฉลาด ผสมกับการวางเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีแต่ละชนิดที่มีเท็กซ์เจอร์เท็กซ์เจอร์แตกต่างกัน

คืออันนี้ยากจะอธิบายเป็นตัวอักษร โดยคนอ่านไม่ได้ฟัง แต่ลองเปิดดูแล้วลองฟังช่วงกลางที่เสียงแมนโดลินกับกีตาร์แบบฟลาเมนโก้ มาเจอกับเสียงออร์แกนแบบขลัง สนับสนุนกันให้โดดเด่นได้อย่างไม่มีเครื่องดนตรีชนิดไหนสูญเสียเอกลักษณ์ของเสียงไปเลย ช่วงเวลาที่น่าสนใจกลายเป็นไฮไลท์ในเวลาต่อมาก็คือการแนะนำเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นในช่วงใกล้จบเพลงพาร์ต 1 โดย วิเวียน สแตนเชลล์ เป็นเครื่องแสดงให้รับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่า “รสนิยม” มันเป็นสิ่งที่ศิลปินต้องมี  ถึงสร้างสรรค์งานแบบนี้ออกมาได้.

ต่อมาเพลงนี้ก็เป็นที่คุ้นหูของคนชอบดูหนังอีก เพราะว่าในหนังหนังสยองขวัญสุดขั้วดิเอ็กซ์โซซิสต์ เอาท่อนต้นเพลงไปใช้เป็นธีม ยิ่งทำให้เพลงในอัลบั้มนี้เป็นที่จดจำกันมากขึ้น ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้ คงจะรู้สึกว่าเพลงมันดู “มุ่งร้าย” และ “เร้นลับ” แต่มาฟังในอัลบั้มนี้แล้วไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย

หลังจากนี้เขา ก็ยังคงหากินกับรูปแบบเดิมอย่างในเฮอร์เจสต์ริดจ์และอีกหลายอัลบั้ม ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหลีกหนีความสำเร็จเดิม จนกระทั่งเข้าทศวรรษแปดสิบเขาก็กลายเป็นพวกเมนสตรีมไปอย่างน่าเสียดาย ทำเพลงสั้นลง ทำเพลงมีเสียงร้องก่อนจะย้อนไปสู่แนวคิดเดิมใน อะมาร็อก และหันกลับมาหากินกับ เทอบิวลาร์เบลอย่างเป็นล่ำเป็นสันช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่ถ้าจะหาอัลบั้มไหนที่จะแสดงตัวตนของ ไมค์ โอลด์ฟิลด์ ได้ดีที่สุด ก็ต้องงานชุดนี้ล่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.