Iron Butterfly: In-A-Gadda-Da-Vida


ก่อนหน้าที่ดนตรีเฮฟวีเมทัลจะมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ มีวงดนตรีหลายต่อหลายคณะร่วมบุกเบิกสร้างแนวทางเอาไว้อย่างเช่นแบล็กซับบาธ เล็ดเซพพลิน ดีพเพอเพิล ครีม วานิลลาฟัดจ์ บลูเชียรส์ และวงดนตรีที่กำลังแนะนำต่อไปนี้…ไอออนบัตเตอร์ฟลาย

ชื่อวงหมายถึงความหนักแน่นแบบเหล็กกล้าแต่ว่ามีความพลิ้วไหวดุจผีเสื้อ ดนตรีที่พวกเขาเล่นก็ไปตามยุคไซคีเดลิกที่มีพื้นฐานจากดนตรีบลูส์ ร็อก ออกอัลบั้มแรกก็ใช้ชื่อบ่งบอกลักษณะดนตรีที่พวกเขาภูมิใจนำเสนอคือเฮฟวีในปีค.ศ. 1968

เพียงแค่อัลบั้มแรกทางวงก็ต้องเจอปัญหาสำคัญเมื่อสมาชิกสามคนลาออกพร้อมกันหลังจากบันทึกเสียงอัลบั้มแรกเสร็จสิ้นลง เหลือเพียง รอน บัชชี มือกลอง กับ ดั๊ก อิงเกิล นักร้องนำและมือคีย์บอร์ดสองคนที่อยู่ประคับประคองวงต่อไป พร้อมกับคำขาดจากบริษัทแอ็ตโคว่าถ้าพวกเขาไม่สามารถหาสมาชิกมาทำวงต่อได้ก็คงต้องยกเลิกสัญญา

ทั้งคู่มองหาสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมทีมอย่างรวดเร็ว ในตอนนั้นมีชื่อ นีล ยัง เจฟฟ์ เบ็กรวมไปถึง ไมเคิล โมนาร์ช (มือกีตาร์วงสเต็ปเพนวูล์ฟ) ว่าจะเข้ามาร่วมวง แต่ก็แค่ข่าวลือเท่านั้น เพราะในที่สุดสมาชิกที่เข้ามาร่วมวงก็คืออีริค บรานน์ (กีตาร์) กับลี ดอร์แมน (เบส)

สมาชิกทั้งสี่ออกทัวร์เพื่อสนับสนุนอัลบั้มเฮฟวี ตามด้วยการทำอัลบั้ม อิน-อะ-แก็ดดา-ดา-วีดา กันต่อทันที และเมื่องานชุดนี้ออกมากลายเป็นอัลบั้มที่ส่งให้พวกเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ในชั่วข้ามคืน

ถ้าฟังงานโดยรวม  ณ เวลาปัจจุบัน คิดว่ามันเป็นงานในสไตล์ไซคีเดลิกที่เล่นกันแรงหน่อย และอาจจะเป็นเพราะอัลบั้มนี้ออกมาตรงกับยุคสมัยไซคีเดลิกจึงทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นที่นิยม ทั้งการเล่นแบบแจมกันระหว่างเสียงคีย์บอร์ดและเสียงกีตาร์ในสไตล์ริธึมแอนด์บลูส์หนักหน่วง พร้อมกับเนื้อหาที่เข้ากับยุคสมัยอย่างเพลงเปิดอัลบั้ม “โมสต์เอนีธิงยูวอนท์” ที่ได้ฟังครั้งแรกนึกถึงสไตล์ดนตรีของเดอะดอรส์ขึ้นมาเป็นอันดับแรก อาจจะเป็นเพราะสไตล์ของเสียงร้อง การบทบาทของคีย์บอร์ด แต่มันก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว เพราะว่ากันในเรื่องความหนักหน่วงของไอออนบัตเตอร์ฟลายจะนำเสนอได้ชัดเจน และวิธีการเล่นคีย์บอร์ดจะได้อิทธิพลของดนตรีในยุคบาโรกมามากพอสมควร ส่วนกีตาร์จะแทรกอิทธิพลของแจ๊สมาเป็นระยะ

และที่ทำให้อัลบั้มนี้โดดเด่นและกลายเป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้ อยู่ที่เพลงยาว 17 นาทีเศษที่ชื่อ “อิน-อะ-แก็ดดา-ดา-วีดา” สมัยนั้นการทำเพลงยาวไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ก็ยังไม่แพร่หลายเป็นแฟชั่น พวกเขาเลยตัดเพลงออกทำเป็นซิงเกิลด้วยความยาวประมาณสองนาทีเศษ  และมันกลายเป็นเพลงฮิตทางสถานีวิทยุอย่างรวดเร็วจนกระทั่งสถานีวิทยุนำเอาเวอร์ชั่นเต็มมาเปิด

และนั่นเป็นช่วงเวลาสำคัญของวงการร็อก เมื่อเพลงที่ยาว 17 นาทีได้รับการเปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุและกลายเป็นเพลงฮิต ความยอดเยี่ยมของบทเพลงนี้มาจากความเรียบง่ายติดหู ซึ่งทำให้ตัวบทเพลงกลายเป็นที่จดจำ โดยเฉพาะท่อนริฟฟ์หลักของเพลงที่เรียบง่ายทรงพลัง ฟังแป๊บเดียวก็ฮัมตามได้แล้ว และถึงแม้ว่าบทเพลงจะมีการแจมและแสดงตัวตนของสมาชิกแต่ละคน ทั้งเพลงเป็นการนำเสนอกีตาร์โซโลที่หลุดโลก คีย์บอร์ดที่ให้โมทีฟแบบยุคบาโรก มีเบสค่อนแทรกเป็นระยะและโซโลกลองยาวนานมีชีวิตชีวาเคลื่อนไหวอิสระ (ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครทำ) แต่สุดท้ายจะกลับมาสู่ในร่องในรอยให้คนจำได้ง่ายๆ

สำหรับชื่อ “อิน-อะ-แก็ดดา-ดา-วีดา” ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าหมายถึงอะไร แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันจากคำว่าอินเดอะการ์เดนออฟอีเดน (In the Garden of Eden) แต่ในตอนนั้นรอนกำลังเมา เลยเรียกเพื้ยน แล้วคนอื่นนึกสนุกที่จะตั้งชื่อมันแบบนั้น

น่าเสียดายที่หลังจาก อิน-อะ-แก็ดดา-ดา-วีดา แล้วทางวงไม่สามารถประคองชื่อเสียงให้คงอยู่ต่อเนื่องได้ จนทางวงเลือนหายไปจากความสนใจของคนฟังในเวลาไม่นานนัก แต่สำหรับงานชุดนี้ เป็นงานที่ทำให้ดนตรีไซคีเดลิก (หรือเอซีดร็อก) ขึ้นมาเป็นตัวนำร่องเฮฟวีเมทัลพวกเขาโผล่ขึ้นและจางหายไปพร้อมกับกระแสฤดูร้อนแห่งความรัก ทิ้งไว้เพียงแค่รอยอิทธิพลให้กับวงดนตรีรุ่นต่อมา

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.