Blues


ภาพพจน์แรกของดนตรีบลูส์ในความทรงจำคือความโศกเศร้า อาจจะเป็นเพราะชีวิตของผู้ให้กำเนิดมันเป็นชาวอัฟริกาที่โดนกวาดต้อนมาเป็นทาสในสหรัฐอเมริกา ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมชวนรันทด ถึงจะพยายามรังสรรค์ดนตรีเพื่อความบันเทิงให้ลืมเลือนความยากแค้นแสนเข็ญในชีวิตประจำวันก็ไม่อาจซ่อนความเศร้าที่แฝงเร้นอยู่ได้

คำว่า “บลูส์” แฝงความหมายถึงอารมณ์โศกเศร้ารันทดมานานแล้ว เคยมีศัพท์ว่าบลูเดวิลส์ (Blue Devils) หมายถึงความเศร้าและปัญหาเกี่ยวเนื่องกับพิษสุรามาเนิ่นนานย้อนกลับไปถึงต้นศตวรรษ 17 และเมื่อวอชิงตัน เออร์วิง (Washington Irving) ได้ใช้คำว่า “บลูส์” ในความหมายของอารมณ์โศกเศร้าในเรื่องสั้นของเขาเมื่อปีค.ศ. 1807 คำว่าบลูส์ก็มีความหมายอย่างที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน และกลายเป็นชื่อดนตรีของชาวอเมริกัน-อัฟริกัน ที่อยู่ในฐานะทาส

4 แต่กว่าคำว่าบลูส์จะกลายเป็นชื่อเรียกดนตรีแนวนี้ ก็ล่วงเข้าไปทศวรรษ 1910 ซึ่งเพลงที่พอจะค้นหาได้ว่าเก่าแก่และทำให้บลูส์โด่งดังมากยิ่งขึ้นก็คือ “เมมฟิสบลูส์” (1912)  และ”เซนต์หลุยส์บลูส์” (1914) จากฝีมือการประพันธ์ของดับเบิลยู ซี แฮนดี (W.C. Handy) นักแต่งเพลงผิวดำที่มีชื่อเสียงในช่วงทศวรรษ 1910

ก่อนหน้าที่จะมีบลูส์ เป็นช่วงของแร็กไทม์ (ragtime) ซึ่งนักแต่งเพลงเด่นในยุคนี้คือสก็อตต์ จอปลิน (Scott Joplin) นับเป็นช่วงที่คนผิวขาวยอมรับว่าดนตรีของคนผิวดำมีตัวตนอยู่จริง แร็กไทม์รุ่งเรืองมากในช่วงทศวรรษ 1890 และจางหายไปในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นช่วงที่ดนตรีบลูส์วางรากฐานของตัวเองเอาไว้จนแข็งแกร่งและเติบโตเต็มที่

ลักษณะเด่นของดนตรีบลูส์ก็คือการร้องแบบซ้ำคำเดิมเป็นวลี อันเป็นต้นแบบของวิธีถามและตอบ หรือ call & response ที่ดนตรีหลากหลายสายพันธุ์นำไปใช้ ช่วงแรก บลูส์จะเล่นเรียบง่ายกับกีตาร์ตัวเดียว ทางเดินคอร์ดที่มีอยู่เพียงสามคอร์ด เนื้อหาเปิดกว้างหลากหลาย บรรเลงตามแหล่งบันเทิงราคาถูกที่หาได้ง่ายในแหล่งชุมนุมของผู้ใช้แรงงานทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะตั้งเป็นแคมป์ใหญ่ เรียกกันว่าจุ้กจอยต์ (juke joint) บทเพลงที่บรรเลงจึงมักขับขานเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงในชีวิต ไม่ว่าจากการทำงานอันหนักเหนื่อยจนถึงการเต้นรำแสนสนุกรื่นเริงราวกับไม่เคยมีทุกข์ใดใดเข้ามาเยี่ยมกราย

ชีวิตของพวกเขาช่วงนั้นคงไม่สนุกมากนัก ตัวอย่างที่เด่นชัดก็คือภาพยนตร์ ซาวน์เดอร์ (Sounder, 1972) ของเด็กชายวัยรุ่นที่พบกับวิกฤติในช่วงเวลายากลำบากแร้นแค้นของพวกชนผิวดำทศวรรษนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้คงเป็นเรื่องแรก (เท่าที่ค้นเจอ) ที่แสดงถึงชีวิตครอบครัวคนผิวดำในทศวรรษ 1930 ได้อย่างถึงอารมณ์และความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเพลงประกอบภาพยนตร์นั้นมาจากฝีมือของ ทัจ มาฮาล (Taj Mahal) ที่ทำดนตรีโดยแฝงเร้นเดลตาบลูส์เอาไว้อย่างน่าสนใจ เพราะถ้าพูดถึงคนผิวดำในแถบมิสซิสซิปปีก็จะมีดนตรีเดลตาบลูส์โดดเด่นขึ้นมา เพราะบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปีเป็นแหล่งไร่ฝ้ายและมีคนงานผิวดำเป็นจำนวนมาก ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นที่ชุมนุมของนักดนตรีผิวดำไปโดยปริยาย และนักดนตรีเหล่านี้จะเล่นอะไรล่ะถ้าไม่ใช่ดนตรีของคนผิวดำ จึงเหมือนว่าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi Delta) คือจุดกำเนิดของดนตรีบลูส์

บลูส์แมน (นักดนตรีบลูส์) มากฝีมือที่กลายเป็นต้นแบบให้กับเดลตาบลูส์ก็มี ชาร์ลี แพ็ตตัน (Charley Patton) และซัน เฮาส์ (Son House) สองคนนี้เป็นต้นแบบให้บรรดาบลูส์แมนรุ่นถัดมารับแนวคิด วิธีการตั้งสาย การเล่นริธึม และการใช้สไลด์กีตาร์มาเป็นแบบอย่างจนก่อให้เกิดเป็นรูปแบบเฉพาะตัวของ เตาบลูส์ขึ้นมา นอกจากสองคนนี้แล้วยังมี ไบลด์ เลมอน เจฟเฟอสัน (Blind Lemon Jefferson) อีกคนที่ผสมผสานบลูส์กับแรกไทม์โดยเล่นฮาร์โมนิกระดับเสียงล้อไปกับเสียงร้องของเขา ซึ่งมีอิทธิพลต่อวงการดนตรีรุ่นต่อไปใด้แตกแขนงต่อยอดจากเขามากมาย

แต่ว่าดาวรุ่งที่สุดแห่งยุคเดลตาบลูส์ก็ต้องยกให้โรเบิร์ต จอห์นสัน ผู้กลายเป็นตำนานวงการบลูส์ ด้วยเรื่องเล่าประกอบหลากสีสัน โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าเขาขายวิญญาณให้ปิศาจเพื่อแลกกับความเป็นเลิศทางด้านดนตรีก็เป็นมนต์เสน่ห์ที่ต้องพูดถึงทุกครั้งที่เอ่ยชื่อเขา เพราะโรเบิร์ตใช้เวลาไม่ถึง 1 ปีพัฒนาตัวเองจากเด็กอ่อนหัดขนาดที่ซัน เฮาส์ยังแนะนำให้เขาเลิกเล่นกีตาร์ มาสู่ผีมือระดับปรมาจารย์ที่ไม่มีใครตามเขาทัน  นอกจากนี้บทเพลงของเขายังเกี่ยวพันถึงวิญญาณ พูดถึงปิศาจและซาตาน เมื่อเขาตายไปก่อนเวลาอันสมควรในวัยเพียง 27 ปี เสียงเล่าลือว่าเขาขายวิญญาณให้ปิศาจจึงเริ่มต้น ทั้งที่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงสาเหตุง่าย ๆ ที่หลายคนมองเอาไว้ก็คือน่าจะเป็นสามีขี้หึงของสาวคนไหนสักคนที่โรเบิร์ตไปเกี่ยวข้องด้วยเป็นคนวางยาในขวดเหล้าของเขา

ความมหัศจรรย์ของโรเบิร์ต จอห์นสันอยู่ที่วิธีการเล่นกีตาร์อันร้อนแรงดุเดือดเกินบลูส์แมนคนอื่น นอกจากนี้เทคนิคการเล่นยังหลายหลากจนคนที่คิดจะเล่นให้ได้อย่างที่เขาเล่นต้องคิดหนัก แม้แต่อิริก แคลปตันที่ไม่นานมานี้หยิบเอาบทเพลงของโรเบิร์ตมาบรรเลงสดุดี ยังไม่อาจสร้างอารมณ์ดิบและก้าวร้าวได้แบบต้นฉบับ ทั้งที่ในอดีตสมัยอีริกร่วมงานกับวงครีมได้ชื่อว่าเป็นมือกีตาร์เล่นรุนแรงและก้าวร้าวมากคนหนึ่ง ใครสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับโรเบิร์ต จอห์นสันจะมีภาพยนตร์สารคดีของโรเบิร์ต มักก์ (Robert Mugge) ชื่อเฮลฮาวนดส์ออนมายเทล: เดอะอาฟเตอร์ไลฟ์ออฟโรเบิร์ต จอห์นสัน (Hellhounds on My Trail: The Afterlife of Robert Johnson) ซึ่งมีบทสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องและคนใกล้ชิดรวมทั้งโรเบิร์จ ล็อกวู้ดบุตรบุญธรรมของโรเบิร์ต จอห์นสันด้วย

ทุกวันนี้มีบทเพลงต้นฉบับจากการบรรเลงของโรเบิร์ต จอห์นสันเพียง 29 เพลงที่เหลือรอดมาเป็นประจักษ์พยานถึงความล้ำเลิศทางด้านดนตรีของโรเบิร์ต จอห์นสันแต่ก็ยังมีตำนานเล่าขานกันว่ายังมีเพลงที่ 30 ที่สูญหายและได้มีการลองพยายามสืบหากันอยู่ ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง ครอสโรดส์ (Crossroads, 1986) ก็จับเอาประเด็นเรื่องการตามหาเพลงที่ 30 ของโรเบิร์ด จอห์นสันและเรื่องการขายวิญญาณให้ปิศาจมาใช้เป็นตัวดำเนินเรื่องให้น่าสนใจ หรือถ้าจะเอาเวอร์ชั่นที่เบาสมองหน่อยก็น่าจะเป็น โอบราเธอร์, แวร์อาร์ตโธร (O Brother, Where Art Thou, 2000) เรื่องที่ดูเหมือนว่าจะน่างงอยู่ที่มันเอาเรื่องการขายวิญญาณมามั่วในเรื่องได้แบบตลกสนุกสนาน เพลงประกอบภาพยนตร์อยู่ในระดับเยี่ยม

ยุคเดลตาบลูส์เป็นยุคที่ดนตรีบลูส์หยั่งรากฝังลึกและเติบโตขึ้นมาก แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทำให้เดลตาบลูส์ค่อย ๆ ลดบทบาทตัวเองไป โดยมีบลูส์แมนอย่าง ลอนนี จอห์นสัน เทมปา เรดนำดนตรี บลูส์ไปปักหลักยังถิ่นใหม่ในนครชิคาโก กลุ่มบลูส์แมนเหล่านี้เปลี่ยนดนตรีบลูส์แบบชนบทมาสู่บลูส์แบบคนเมือง หรือเออร์บานบลูส์ (urban blues) หรือไม่อิเล็กทริกบลูส์ แต่สไตล์การเล่นยังคงเป็นแบบเดลตาบลูส์ ทำให้บางทีเรียกแบบแผนการเล่นของกลุ่มนี้ว่าอิเล็กทริกเดลตาสไตล์ ได้แก่พวก จอห์น ลี ฮุกเกอร์ ฮาวลิง วูล์ฟ และ บีบี คิง เป็นต้นต่อมาก็พัฒนาเป็นริธึมแอนด์บลูส์

ริธึมแอนด์บลูส์ในช่วงแรกไม่มีอะไรมากไปกว่าดนตรีบลูส์แบบ “คนเมือง” ที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีไฟฟ้า ก่อนจะแตกแขนงหลากหลายทิศทางกลายเป็นฟังก์ กอสเปล โซล แต่บลูส์ก็ยังพัฒนาตัวเองต่อไป โดยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดนตรีบลูส์ก็เจริญเติบโตอยู่ที่มหานครชิคาโก้

ช่วงทศวรรษ 1940 – 50 เหล่านี้เองที่เป็นตัวจักรสำคัญทำให้บลูส์กลายเป็นที่สนใจของคนผิวขาว ไม่ว่าจะเป็นเอลวิส เพรสลีย์ที่นำไปประยุกต์จนเป็นดนตรีร็อกแอนด์โรล ยิ่งเมื่อเข้ามาสู่ทศวรรษ 1960 หรือยุคบริทิชอินเวชัน (British Invasion) ก็จะเห็นมีอกีตาร์ผิวขาวหลายคนหันมาเล่นดนตรีบลูส์ของคนผิวดำยกตัวอย่างเช่น โรลลิงสโตนส์ เดอะยาร์ดเบิร์ดส์ จอห์น มายอลและวงบลูเบรกเกอร์ ครีม เป็นต้น และบริทิชบลูส์ก็เป็นอีกสายหนึ่งที่ผสมผสานเข้ากับดนตรีร็อก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิมี เฮนดริกซ์ที่เดินทางมาอังกฤษและสร้างตัวเองกลายเป็นผู้คุมกีตาร์ไว้ได้อย่างเชื่องมือด้วยเทคนิคสารพัน และทำให้เทคนิคการเล่นกีตาร์กระโดดก้าวไกลมาก

อย่างไรก็ดี ดนตรีบลูส์ออกจะเงียบเหงาในช่วงเวลาหลังจากนั้น ทศวรรษ 1970 นั้นแทบจะหาบลูส์แมนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นออกมาไม่ค่อยจะได้ มีแต่หน้าเก่าที่ยังรักษามาตรฐานเดิมของตัวพวกเขาเองเอาไว้ จนกระทั่งทศวรรษ 80 จึงมีดาราดวงใหม่ทอแสงขึ้นมา ได้แก่ สตีวี เรย์ วอห์นซึ่งจับดนตรีบลูส์ร้อนแรงแบบเท็กซัสเข้ามาผสมกับบลูส์ร็อก นอกจากนี้ยังมีโรเบิร์ต เครย์ ที่โดดเด่นมาก ตามด้วยรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างเคนนี เวนย์ เชฟเพิร์ด และจอห์นนี แลงก์

ถึงแม้ว่าดนตรีบลูส์จะยังอยู่ได้สบายในสมัยนี้ มีแฟนเพลงติดตามเป็นกลุ่มก้อนอาศัยการออกทัวร์เล่นตามสถานที่ต่าง ๆ พวกหน้าใหม่ที่พยายามจะเล่นบลูส์ก็ต้องดิ้นรนกันไป อย่างในภาพยนตร์ตลกเรื่อง บลูส์ บราเธอรส์ ที่ดูเหมือนว่าการมาร่วมงานกันทำเป็นวงดนตรีไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่แต่ก็จบตามสไตล์อิ่มใจ ไม่มีอะไรค้างคากันมากนัก หรือภาพยนตร์อีกเรื่องที่อาจไม่เกี่ยวกับบลูส์มากนัก แต่เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของวงดนตรี คือเดอะคอมมิตเมนตส์ (The Commitments) ของอลัน ปาร์กเกอร์ก็น่าจะเป็นตัวอย่างของคนที่มีใจรักดนตรี และพยายามฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อดนตรี

แนะนำภาพยนตร์เกี่ยวกับดนตรีบลูส์

ซาวน์เดอร์

Sounder (1972)

กำกับ: มาร์ติน ริตต์

ภาพยนตร์สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของวิลเลียม เฮช อาร์มสตรอง (William H. Armstrong) นิยายตีพิมพ์เมื่อปีค.ศ. 1969 และได้รับรางวัลนิวเบอรีอะวอร์ดเมื่อปีค.ศ. 1970 ต่อมาจึงได้สร้างเป็นภาพยนตร์ โดยเนื้อหาหลักของเรื่องเป็นแนวก้าวข้ามผ่านวัย (coming of age) ของเด็กหนุ่มผิวดำวัย 11 ปี ที่แม่ส่งไปเยี่ยมพ่อที่ติดคุกเพราะว่าไปขโมยอาหารมาเลี้ยงครอบครัว ระหว่างทางเขาต้องพบอะไรมากมาย ฉากหลังของเรื่องเป็นปีค.ศ. 1933 ฐานะของคนผิวดำส่วนใหญ่ยังทำงานหนักเพื่อเอาชีวิตรอด เรื่องนี้จะช่วยให้เข้าใจชีวิตของคนผิวดำในยุคเดลตาบลูส์ได้ดีถึงความแร้นแค้นทุกข์ระทม บวกกับดนตรีประกอบจากฝีมือทัจ มาฮาลที่ออกอารมณ์เดลตาบลูส์อย่างเหมาะสมกลมกลืนไปกับเนื้อเรื่อง

ครอสโรดส์

Crossroads (1986)

กำกับ: วอลเตอร์ ฮิลล์

ครอสโรดส์เป็นภาพยนตร์เรื่องโปรดของมือกีตาร์หลายคน ตัวเอกเป็นมือกีตาร์วัยเยาว์ที่เล่นกีตาร์คลาสสิกได้ยอดเยี่ยม แต่แล้วกลับมาหลงใหลดนตรีบลูส์ และพยายามสืบหาบทเพลงที่ 30 ของโรเบิร์ต จอห์นสันถึงขนาดลงทุนช่วยวิลเลียม บราวน์ออกจากคุก เพื่อจะได้ร่ำเรียนบทเพลงที่ 30 ของโรเบิร์ต สุดท้ายเขาก็พบว่าวิลเลียมก็เป็นคนที่ขายวิญญาณให้ปิศาจเหมือนกัน

ฉากที่น่าจดจำที่สุดก็คือการดวลกีตาร์ระหว่างราล์ฟ แมกชิโอกับสตีฟ ไวในช่วงสุดท้ายยังอยู่ในใจของมือกีตาร์หลายคน

โอบราเธอร์แวร์อาร์ตโธ

O Brother Where Art Thou (2000)

กำกับ: โจ โคเอน

เรื่องนี้ พี่น้องตระกูลโคเอนย้อนรอยมหากาพย์ยูลิซิสในรูปแบบใหม่ เมื่อสามสหายต้องร่วมผจญภัยไปด้วยกัน เจอผู้คนแปลก ๆ รวมทั้งมือกีตาร์ที่ขายวิญญาณให้ปิศาจ!! ด้วยฉากหลังเป็นถิ่นมิซซิสซิปปีกับเนื้อหาที่ออกจะแปลกหน่อย แต่เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยบลูส์มากมายจนเต็มอิ่ม

บลูส์บราเธอรส์

Blues Brothers(1980)

กำกับ: จอห์น แลนดิส

ภาพยนตร์เบาสมองของสองพี่น้องที่คิดจะรวบรวมสมาชิกมาทำวงบลูส์เพื่อ “ภารกิจของพระเจ้า” คาดว่าภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับดนตรีบลูส์จะหาที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดภาพยนตร์เรื่องนี้คงยากเต็มที ถึงแม้ว่าดนตรีประกอบบางส่วนจะออกไปทางแจ๊ส/โซลอยู่บ้าง ไม่ใช่บลูส์เพียงอย่างเดียว ทว่าการได้เห็นศิลปินระดับตำนานมาร่วมฝากรอยเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยทำให้มันดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก

ส่วนภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ บลูส์บราเธอรส์ 2000 ยังคงเป็นภาคต่อที่เหมือนกับอีกหลายเรื่องคือ “ดูได้ แต่ไม่ประทับใจเท่าที่ควร”

ดีพบลูส์

Deep Blues (1991)

ถ้าเป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับดนตรีส่วนใหญ่มันจะนำเสนอศิลปินแล้วก็การแสดงบนเวทีเล็ก ๆน้อย ๆ แต่ดีพบลูส์เกิดจากความตั้งใจและหลงใหลบลูส์อย่างลึกซึ้งและเข้าใจในจังหวะการนำเสนอ โดยโรเบิร์ต มักจ์ กำกับภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับดนตรีมาหลายเรื่อง ซึ่งในเรื่องนี้คุณจะได้สัมผัสกับดนตรีบลูส์ที่เริ่มมาตั้งแต่เดลตาบลูส์ ได้ไปรุ้จักกับจู้กจอยต์ ได้เห็นบรรยากาศผู้คน ได้ไปเยือนคลาร์กเดลและอีกหลายแห่งที่มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์บลูส์

ดีพบลูส์ เป็นเรื่องที่ครอบคลุมเรื่องราวของดนตรีมากกว่าเฮลฮาวนด์ออนมายเทรลสารคดีอีกเรื่องที่โรเบิร์ตกำกับซึ่งเจาะไปที่โรเบิร์ต จอห์นสันเพียงคนเดียว แต่ถ้าได้ดูทั้งสองเรื่องจะช่วยเติมภาพรวมของดนตรีบลูส์ได้มากทีเดียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.