ข้ามไปยังเนื้อหา

Def Leppard: Hysteria


Hysteria – ฮีสทีเรีย เป็นผลงานลำดับที่ 4 ของวงเมทัลจากเกาะอังกฤษ เดพเลพเพิร์ด (Def Leppard) วางจำหน่ายวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1987 ทำยอดจำหน่าย12 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกา (ยอดจำหน่ายทั่วโลกประมาณ 20 ล้านชุด)

ดนตรีป็อปเมทัลอาจจะเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับคนที่เรียกตัวเองว่า “คอเมทัลตัวจริงเสียงจริง”  แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือการประณีประนอมระหว่างโลกของดนตรีที่หนักแน่นจริงจังเข้ากับท่วงทำนองอันรื่นหู ท่อนฮุคที่ติดหูซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน

ปัญหาก็คือ จะรักษาสมดุลระหว่างดนตรีป็อปกับดนตรีเมทัลได้อย่างไรโดยไม่เสียศูนย์ เหมือนอย่างวงป็อปเมทัลรุ่นปลายทศวรรษแปดสิบ ที่ออกป็อปเกินหน้าเกินตาจนก่อเกิดความระอาไปทั่ว การรักษาสมดุลอย่างที่เดฟเลพเพิร์ดได้ทำเอาไว้ในช่วงอัลบั้ม ไพโรมาเนีย (Pyromania) ร่วมกับ โรเบิร์ต จอห์น “มัตต์” แลงก์ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับดนตรีป็อปเมทัลที่ไม่อ่อนด้อยเกินไป

เดฟเลพเพิร์ดตั้งวงในช่วงปลายทศวรรษเจ็ดสิบ เป็นวงดนตรีร่วมรุ่นนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัล อย่างเช่น ไอออนเมเดน แซ็กซัน โดยในช่วงแรกพวกเขาเล่นดนตรีคล้ายฮาร์ดร็อกรุ่นพี่เช่น เอซี/ดีซี  (โดยเฉพาะในส่วนของริธึมกีตาร์) แต่การได้ร่วมงานกับ จอห์น มัตต์ แลงก์ (Robert John “Mutt” Lange) ทำให้พวกเขาค่อยพัฒนาเสียงที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของเดฟเลพเพิร์ดได้ในที่สุด

ถ้าจะชี้เฉพาะเจาะจงว่า “เสียงแบบเดฟเลพเพิร์ด” เป็นอย่างไร น่าจะลองหาอัลบั้ม ไพโรมาเนีย มาฟัง เพราะจะได้ยินการเล่นดนตรีที่ออกจะเนี้ยบในด้านการประสานเสียง ถ้าฟังในระบบสเตริโอเต็มรูปแบบจะได้อารมณ์มาก ท่อนริฟฟ์ไม่หนักและไม่ดุ แต่วางหนุนเนื่องต่อกันดี เนื้อหาของเพลงก็เอามันส์เข้าว่า อัลบั้ม ไพโรมาเนีย ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ส่งให้เดฟเลพเพิร์ดขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าของวงการดนตรี และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดนตรีป็อปเมทัลเริ่มตื่นตัวมากยิ่งขึ้น

เฉพาะอเมริกาเพียงแห่งเดียว อัลบั้ม ไพโรมาเนีย ขายได้ถึง 6 ล้านแผ่น (ในเวลาที่พวกเขาเริ่มทำอัลบั้ม ฮีสทีเรีย ปัจจุบันมียอดจำหน่ายราว 10 ล้านแผ่นในอเมริกา) เป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นแรงกดดันทั้งจากแฟนเพลงที่คาดหวัง และจากบริษัทต้นสังกัดที่คิดว่พวกเขาควรเป็นตัวทำเงินต่อ และความกดดันของตัวพวกเขาเองที่จะรักษาชื่อเสียงและความสำเร็จให้อยู่ยั่งยืนนาน นั่นคือสิ่งที่เดพเลพเพิร์ดต้องเผชิญเมื่อพวกเขาเริ่มทำอัลบั้มใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984

“เรากลัว” โจ เอลเลียตบอก “เราไม่มีไอเดียอะไรในการทำเพลงเลย เรารู้ว่าเราเขียนเพลงระหว่างออกทัวร์ไม่ได้ เพราะเราต้องเล่นบนเวที ให้สัมภาษณ์ ออกโชว์ตัว และกำลังดื่มด่ำความสำเร็จมากกว่าจะถามตัวเองว่าจะทำอะไรต่อไป ถ้าคิดอะไรดี ๆ ได้ อีกสองเดือนถัดมาก็จะนึกไม่ออกแล้วว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ในหัว นอกจากนี้เรากำลังมีความสุขกับ ไพโรมาเนีย และเราก็ต้องอยู่กับมันเกือบสองปี เราไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไปยังไง”

และพวกเขาก็เริ่มต้นงานโดยเขียนเพลงร่วมกับ มัตต์ แลงก์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลการผลิตให้กับเดพเลพเพิร์ดมาตั้งแต่อัลบั้ม ไฮแอนด์ดราย (High & Dry) ในปีค.ศ. 1981 “ปกติวงส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้โปรดิวเซอร์มาก้าวก่ายเรื่องนี้ (เขียนเพลง) แต่เดฟเลพเพิร์ดให้ผมเข้ามาทำตรงนี้ด้วย” มัตต์ แลงค์ กล่าว

โจ เอลเลียตบอกว่าโรเบิร์ตแนะนำให้เขาเปิดกว้าง อย่ารับอิทธิพลจากวงแนวเดียวกัน ให้เปิดใจรับสิ่งที่น่าสนใจจากดนตรีแนวอื่นด้วย และเพลงแรกที่พวกเขาลงมือเขียนก็คือ “แอนิมอล” ฟิล คอลเลน กับ สตีฟ คลาร์ก ออกไอเดียค้นหาการสร้างริฟฟ์ติดหู ฟังยิ่งใหญ่ มีโครงสร้างซับซ้อน เสียงเบสที่มีจังหวะของ ริก ซาเวจ และกลองของริก อัลเลน สร้างท่อนเครียด ท่อนฮุก และท่อนประสานเสียงที่แฟนเพลงจะร้องตามได้

เล่ากันว่าเมื่อตัวแทนบริษัทได้ยินเพลง “แอนิมอล” พวกเขาก็วางใจว่าทุกสิ่งจะไปได้สวยไม่แพ้ ไพโรมาเนีย

เดิมทีอัลบั้มนี้ตั้งใจจะใช้ชื่อว่า สัญชาตญาณสัตว์ (Animal Instinct) แต่ไม่ได้ใช้และกลายเป็นชื่อหนังสือที่ออกมาในปีเดียวกับอัลบั้ม ฮีสทีเรีย วางจำหน่าย

ตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าอัลบั้มนี้จะใช้เวลาทำงานนานกว่าที่คิด…

เดฟเลพพาร์ดย้ายไปฮิลเวอซัม ประเทศฮอลแลนด์ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1984 เพื่อบันทึกเสียง แต่ตอนนั้น มัตต์ แลงค์ เพิ่งทำงานชุด ฮาร์ตบีตซิตี ของเดอะคาร์ส เขารู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะมาร่วมงานกับวงได้ ทางวงจึงเลือก จิม สไตน์แมน (Jim Steinman) ซึ่งโด่งดังจากการร่วมงานกับ มีต โลฟ ในอัลบั้ม แบตเอาต์ออฟเฮล (Bat Out of Hell) มาทำหน้าที่แทน

ในเวลานั้น จิมประสบความสำเร็จจากการดูแลการผลิตอัลบั้ม แฟสเตอร์แดนเดอะสปีดออฟไลต์ ของ บอนนี ไทเลอร์ และมีส่วนร่วมในอัลบั้มป็อปที่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลานั้น เช่น แอร์ซัพพลาย บราบรา สไตร์แซนด์ เป็นต้น เดฟเลพเพิร์ดมองว่าเขาน่าจะช่วยดึงความเป็นป็อปร็อกของวงในทิศทางออกห่างจากเฮฟวีเมทัลได้ เพื่อให้วงก้าวไปข้างหน้าอีกระดับหนึ่ง

 แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่ดี เพราะทัศนคติการทำงานไม่ตรงกัน จิม อยากให้เสียงในอัลบั้มออกมาสด ดิบ มีพลัง เก็บอารมณ์ของเพลง ในขณะที่เดพเลพเพิร์ดอยากไปต่อกับการสร้างกำแพงเสียงที่หนาแน่น ซับซ้อน มีการจัดวางดนตรีที่เนี้ยบ และเมื่อร่วมงานกันได้สักพัก โจก็ตระหนักว่าเขาคงทำงานร่วมกับจิมไม่ได้แล้ว

“แบตเอาต์ออฟเฮลดูแลการผลิตโดย ท็อด รันด์เกรน เราจะต้องการ จิม สไตน์แมน ไปทำไม?” โจ เอลเลียตเริ่มคิดได้ว่า จิมเป็นคนเขียนเพลงมากกว่าโปรดิวเซอร์ และเมื่อจิมขอให้เปลี่ยนพื้นพรมเพราะไม่ชอบสี และนั่นคือฟางเส้นสุดท้าย

“แนวทางการทำงานของเขาผิดไปหมด เรามาสตูดิโอตอน 11 นาฬิกา หลังจากดื่มกาแฟกันเราก็เริ่มต้นทำงาน ส่วนเขาจะเข้าสักบ่ายสอง แล้วบอกให้ฟิลลองเล่นบางอย่างที่ “ฉุ่มช่ำ” ฟิลก็จะถามกลับว่า คุณหมายถึงอะไร จากนั้นเขาก็เดินออกไปประมาณห้าทุ่ม เพื่อเขียน แบ็ตเอาท์ออฟเฮลทู พวกเราพยายามตั้งสมาธิ แต่เขากลับไม่สนใจเพราะกำลังคิดแต่เรื่องอัลบั้มใหม่ของ มีต โลฟ เราจ่ายเงินให้เขานะ แล้วพอเขาพยายามเปลี่ยนพรมใหม่เพราะเขาไม่ชอบสี มันก็จบกันตรงนั้นแหละ”

“เขาอาจจะดีสำหรับคนอื่น แต่หมดหวังกับพวกเรา” โจ เอลเลียตให้สัมภาษณ์โตรอนโตสตาร์ในปีค.ศ. 1987 “เรามีแนวความคิดห่างกันเป็นล้านไมล์ ทั้งเรื่องเสียง รูปแบบ จังหวะ และเขาก็ไม่สามารถปรับตัวเขากับวงได้ มันเข้ากันไม่ได้เลยตั้งแต่แรก”

เดพเลพเพิร์ดให้จิมออกจากหน้าที่ดูแลการผลิตในเดือนพฤศจิกายน ตอนนั้นพวกเขาบันทึกเสียงไปแล้ว 8 เพลง แต่ไม่มีเพลงไหนสำเร็จสมบูรณ์  มัตต์แนะนำให้เรียกใช้ ไนเจล กรีน (Nigel Green) ที่เคยเป็นวิศวกรเสียงให้กับเดพเลพเพิร์ดในสองอัลบั้มที่ผ่านมาเข้ามาช่วยดูแลการผลิตร่วมกับวง ซึ่งเริ่มต้นทำงานกันเองในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1984

แต่ช่วงคืนก่อนข้ามเข้าปีค.ศ. 1985 ริก อัลเลนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในยอร์คไชร์ รถคอร์เวตต์สติงเรย์ของเขาแฉลบออกข้างทางจนแขนซ้ายขาด โชคที่ที่คนที่พบเห็นอุบัติเหตุเป็นพยาบาล จึงพยายามปฐมพยาบาลอย่างดีที่สุด และเอาแขนข้างที่ขาดเก็บในถังน้ำแข็งด้วยหวังว่าแพทย์จะช่วยได้

ริก ซาเวจ ซึ่งอยู่ที่เชฟฟิลด์ เป็นคนแรกที่มาถึงโรงพยาบาล และได้รับข่าวร้ายจาก ปีเตอร์ เมนช์ (Peter Mensch) ผู้จัดการวงว่ามือกลองของวงแขนขาด “มันต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าผมจะประมวลผลได้ว่าเขาพูดอะไร ผมมึนไปหมด” ริก ซาเวจบอก “ปฏิกิริยาแรกของผมคือ เขาจบสิ้นแล้ว…”

เมื่อโจมาถึง ริกออกจากห้องผ่าตัดแล้ว สตีฟ คลาร์ก กับ ฟิล คอเลน ซึ่งในเวลานั้นอยู่ปารีส ฝรั่งเศส บินกลับมาทันทีที่ทำได้ “มันเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตของผม” โจเล่า เขาพยายามคุมสติว่ามันอาจจะแย่กว่านั้นเพราะริกเจ็บเจียนตาย และในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังอุบัติเหตุ ริกมีความเสี่ยงที่จะเสียแขนทั้งสองข้าง

และในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1985 พวกเขาก็ได้รับข่าวร้ายว่าแพทย์ตรวจพบว่าแขนข้างที่ต่อให้เกิดติดเชื้อจนตัดสินใจว่าต้องตัดทิ้ง “เราอาจจะยุบวง แต่วงเราอายุเพิ่งไม่เท่าไหร่และกำลังประสบความสำเร็จ หรือ เราจะหามือกลองคนใหม่ มันไม่ใช่ทางเลือกที่เราต้องการทั้งสองทาง” ริก ซาเวจเล่า

ในวันนั้น ริก อัลเลน เพิ่งมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์เป็นครั้งแรก เขาพูดกับโจว่า “ผมสบายดี” แต่สารภาพภายหลังว่าเขาโกหก เพราะรู้ตัวดีว่าเขาอาจจะไม่อาจตีกลองได้อีกแล้ว แต่ริกก็ขอให้สมาชิกวงกลับไปทำอัลบั้มใหม่กันต่อ

วันต่อมา สมาชิกวงกลับไปทำงานกันที่วิสเซลลูร์ดสตูดิโอใน ฮิลเวอซัม ประเทศฮอลแลนด์ และสองวันถัดมาพวกเขาได้รับการติดต่อจากมือกลองจำนวนมากที่อยากมาทดสอบฝีมือเข้าร่วมวง

กลางเดือนมกราคม มัตต์ไปเยี่ยมริกที่โรงพยาบาล และพูดคุยกันถึงเรื่องการรักษาตัวและการจะตีกลองต่อไปอย่างไร และมัตต์เสนอให้ริกใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เขาอาจจะตีกลองแบบเดิมไม่ได้ แต่กลองไฟฟ้าจะช่วยให้เขาสร้างรูปแบบการเล่นโดยใช้มือข้างเดียวได้

ริกออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1985 เขาต้องหัดเดิน หัดผูกเชือกรองเท้า “ผมเปลี่ยนเป็นคนละคน” ริก อัลเลนบอก “เหมือนเปลี่ยนถ่ายวิญญาณเข้าสู่ร่างใหม่ ช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านเป็นช่วงที่ยากลำบาก” และในเวลานั้น ริกเพิ่งจะอายุ 21 ปีเท่านั้นเอง และสำหรับมือกลองวงร็อกแล้ว การเหลือมือเพียงข้างเดียวแทบจะเป็นการปิดฉากอาชีพของตัวเองไปเลย ถ้าเป็นวงอื่นริกคงต้องระเห็จจากวงไปแล้ว แต่สำหรับเดฟเลพเพิร์ดกลับให้โอกาสที่จะมาคุมริธึมเหมือนเดิม โดยใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์กับเสียงกลองของริก

ฟิล คอลเลน กล่าวถึงเรื่องนี้ในนิตยสารกีตาร์เวิลด์ ค.ศ. 2012 ว่า “ต้องยอมรับว่าตอนนั้นริกทำอะไรไม่ได้เลย เขาผูกเชือกรองเท้าเองไม่ได้ เขาตัดขนมปังเองไม่ได้ แค่ยืนให้ตรงเขายังทำไม่ได้เลย เขาทรงตัวเองไม่อยู่ แต่เขาซ้อม ซ้อม และก็ซ้อม พยายามจัดการเรื่องขาซ้ายกับมือขวาให้ทำงานเข้าที่”

ริก อัลเลน กลับมาทำงานที่วิสเซลลูร์ดสตูดิโอในฮอลแลนด์ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ และร่วมมือกับซิมมอนส์ บริษัทผู้ผลิตกลองอิเล็คทรอนิกผลิตกลองที่จะช่วยให้เขาตีกลองต่อด้วยเท้าสองเท้าและแขนหนึ่งแขนในอีกห้องหนึ่ง ในขณะที่เพื่อนร่วมวงอีกห้องหนึ่ง วันหนึ่งเขาได้เรียกเพื่อนมาดูเขาเล่นเพลงเลดเซพพลินเพื่อให้รู้ว่าพร้อมแล้ว

“วันหนึ่งเขาก็บอกเราว่า ฟังนี่สิ แล้วเขาก็เล่นเพลง เดอะเลวีเบรกส์ (ของเลดเซพพลิน) ให้เราฟัง เราน้ำตาร่วง ตอนนั้นผมคิดว่าเราเริ่มมีความหวังกันแล้ว”

แต่การทำอัลบั้มก็ยังไม่สำเร็จ และสิ่งที่สำคัญคือ พวกเขาเริ่มหมดหนทาง “เรารู้ว่าเรามีเพลง เรารู้ว่าเราอยากให้เพลงออกมาแบบไหน แต่เราทำออกมาอย่างที่คิดไม่ได้” โจ เอลเลียตบอก พวกเขาเริ่มปรึกษามัตต์อีกครั้งจนในที่สุด มัตต์ต้องกลับมาทำหน้าที่ดูแลการผลิตอัลบั้มเต็มตัว พร้อมกับฝันร้ายเพราะเดฟเลพเพิร์ดต้องบันทึกเสียงใหม่ “สิ่งที่เราทำมันดีแล้ว ดีเท่ากับ ไพโรมาเนีย แต่มัตต์บอกว่า ทำไมต้องทำไพโรมาเนีย 2 ล่ะ ตอนนั้นเรากระโดดก้าวใหญ่จากไฮแอนด์ดราย ตอนนี้เราต้องกระโดดออกจากไพโรมาเนีย เราได้แต่คิดว่า เราจะทำได้เหรอ…แต่เราก็ทำมันได้”

นั่นหมายถึงว่า เดพเลพพาร์ดต้องใช้เวลาอีกถึง 16 เดือนเพื่อบันทึกเสียงใหม่ มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลง หลายอย่าง เช่น เมื่อตอนบันทึกเสียงอัลบั้ม ไพโรมาเนีย สมาชิกจะมาบันทึกเสียงพร้อมหน้ากันในสตูดิโอ แต่สำหรับ ฮีสทีเรีย พวกเขาแยกกันบันทึกเสียงกันคนละครั้ง เสียงร้องประสานที่บันทึกกันอย่างบรรจงด้วยเทคนิคในห้องบันทึกเสียง เสียงกีตาร์ไม่ได้เน้นการเล่นริฟฟ์ แต่ให้ประสานไปกับท่วงทำนอง ผ่านแอมป์ร็อกแมนตัวเล็กกะทัดรัดซึ่งพัฒนาโดย ทอม โชลซ์ จากวงบอสตัน ไมก์ ชิปลีย์ วิศวกรเสียงให้ความเห็นว่าตัวเล็กแต่เสียงอัศจรรย์พันลึก และ มัตต์ แลงก์ เห็นว่ามันเหมาะกับอัลบั้มนี้เพราะไม่ได้ให้เสียง “หนัก” อย่างแอมป์ตัวอื่น เขาว่าถ้าใช้แอมป์ตัวนี้กับเทคนิคการบันทึกเสียง จัดวางเสียงของเขาแล้วรับรองว่าจะได้เสียงที่ “ขาย” ได้ ใช้แซมเปลอร์และเทคโนโลยีในห้องบันทึกเสียงเข้ามาช่วย ลองการอัดเสียงร้องทับหลายชั้น อย่างในเพลง “ร็อกเก็ต” “เลิฟไบต์” “เอ็กไซเทเบิล” “ก็อดออฟวอร์”

สำหรับเสียงกลองนั้น ไมก์ ชีปลีย์ บอกว่าการจัดวางเหมือนกับตอนทำ ไพโรมาเนีย แต่เล่นกับเทคนิคการบันทึกเสียงต่าง ๆ นานา เช่น บันทึกเสียงที่ความเร็วครึ่งหนึ่ง เพื่อมาเร่งความเร็วให้เป็นปกติอีกทีเพื่อให้เสียงสแนร์และเบสดรัมที่แตกต่างไป และกลายเป็นว่าเสียงกลองเป็นสิ่งที่บันทึกเสียงท้ายสุดเพราะเทคนิคยากกว่าอย่างอื่น และขณะเดียวกัน โจ เอลเลียต ก็ตระหนักว่าการตีกลองของริก เพื่อนร่วมวงเปลี่ยนไปด้วยว่ามันเกินวิสัยที่จะทำได้ ลูกเล่นลูกฟิลที่เคยมีโดนข้ามไปบ้าง หรือเปลี่ยนไปบ้างเพื่อให้ริกตีได้สะดวกขึ้นโดยไม่เสียจังหวะ แต่ริกก็ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนให้เขาสามารถตีกลองได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

“เพื่อนมือกีตาร์คนหนึ่งมาหาผมตอนบันทึกเสียงในสตูดิโอเพื่อทักทาย ตอนนั้นผมนั่งเล่น..บิง บิง บิง ด้วยโน้ตเดียว แล้วผมก็บันทึกเสียงอีกรอบ เล่นอีกโน้ต ดิง ดิง ดิง แล้วก็บันทึกเสียงมัน เขาก็ถามว่า เฮ้ย คุณกำลังทำอะไรอยู่น่ะ เราก็บอก รอเดี๋ยว รอฟังตอนมันเสร็จก่อน” ฟิล คอลเลนให้สัมภาษณ์นิตยสารโกลด์มายน์ในปีค.ศ. 2013 “มันได้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์มาก และไม่ใช่เสียงพื้น ๆ เพราะเราทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทุกครั้งที่เราใส่อะไรใหม่ ๆ ลงไปเราจะตื่นเต้นกับมันมาก เราต้องเล่นสิ่งนั้นสิ่งนี้เพื่อช่วยสนับสนุนเพลงโดยไม่กระทบจังหวะและท่วงทำนอง ซึ่งมันเสียเวลาไปมากทีเดียว จนบางครั้งมันเป็นการทรมานตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันมันคือมาตรฐารการทำงานใหม่ซึ่งน่าตื่นเต้นมากทีเดียว”

ต้นปีค.ศ. 1986 สมาชิกทุกคนเริ่มเหนื่อยล้ากับการทำงานให้ห้องบันทึกเสียงที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเสร็จสิ้น พวกเขาหาทางออกด้วยการแสดงสดแบบเล็ก ๆ ในไอร์แลนด์ ต่อด้วยการเดินทางไปเล่นตามที่ต่าง ๆ ในยุโรป แถมด้วยการวางแผนสำรองให้ เจฟฟ์ ริช (Jeff Rich) ซึ่งในเวลานั้นตีกลองอยู่กับวง สเตตัสคัว มาเป็นมือกลองเสริม เผื่อว่าริกมีปัญหากับการตีกลองบนเวที

แต่เจฟฟ์มีคิวการแสดงกับวงสเตตัสคัวซึ่งเป็นวงหลักของเขาด้วย การเดินทางระหว่างเกาะอังกฤษมายังไอร์แลนด์แทบทุกวันเป็นเรื่องที่เหนื่อยพอสมควร และมาถึงวันหนึ่ง เดฟเลพเพิร์ดมาเล่นที่เบลลีบูเนียน ในไอร์แลนด์ เขามาสายไปถึง 40 นาที แต่ในทางกลับกัน เหตุการณ์วันนั้นทำให้ ริก อัลเลน เกิดความมั่นใจว่าเขาสามารถคุมทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ริกเล่าในรายการบีไฮด์เดอะมิวสิกว่า “เจฟฟ์เข้ามาหาผมหลังเวทีในคืนนั้น แล้วบอกว่า ดีใจที่ได้รู้จักคุณนะ ผมคิดว่าคุณพร้อมแล้วที่จะเล่นคนเดียว”

ในคืนต่อมา เจฟฟ์จึงเป็นผู้นั่งดูอยู่ห่าง ๆ ปล่อยให้ริกตีกลองเพียงผู้เดียว

และเดฟเลพเพิร์ดก็พิสูจน์ตัวเองว่า มือกลองแขนเดียวของพวกเขาพร้อมแล้วสำหรับโลกของร็อกและเมทัล ด้วยการเล่นในเทศกาลดนตรีมอนสเตอร์ออฟร็อก ในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1986 ซึ่งแฟนเพลงตอบรับเป็นอย่างดี

“เรากลับมาแล้ว” โจ เอลเลียตบอก “มันทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น เรากลับเข้าห้องบันทึกเสียงด้วยความรู้สึกต่างไปจากเดิม การทำอัลบั้มให้เสร็จเป็นเรื่องที่ยากที่สุด นั่นคือพลังใจที่เราต้องการเพื่อจะให้ผ่านมันไปให้ได้”

มัตต์ แลงก์ ใช้เวลาถึง 5 เดือนในการผสมเสียงอัลบั้มนี้ในขั้นตอนสุดท้าย โดยมีเสียงนินทาว่าเขาใช้เวลาไปกับการทำให้ “อารมณ์” ในอัลบั้มต่อเนื่องกัน ในที่สุด ต้นปี ค.ศ. 1987 อัลบั้มก็เสร็จเรียบร้อย มีเพลงทั้งหมด 12 เพลง ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นยุคของแผ่นเสียง ส่วนใหญ่นิยมทำเพลงแค่ 10 เพลงเท่านั้น

 “เรามีเพลงสิบเพลง (พอจะทำอัลบั้มได้แล้ว) แต่ว่าเราเขียนเพลงใหม่กันตลอด ด้วยเวลาที่ยาวนานที่เราใช้ไปในการทำอัลบั้มทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูจะเก่าไป เราเขียนอะไรใหม่ ๆ เพื่อให้มีความสด และเมื่อเรามี 12 เพลง และไม่มีใครอยากจะเอาเพลงไหนออก เราก็เลยคิดว่าเราจะเพิ่มเพลงไปอีก 2 เพลง ให้คนรู้สึกคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป” ริก ซาเวจ บอก

เดพเลพเพิร์ดใช้เวลาในการทำอัลบั้มนี้เกือบ 4 ปี หรือจะให้เจาะจงลงไปคือ 43 เดือน ระหว่างนั้นพวกเขาต้องเผชิญปัญหาจากอุบัติเหตุของ ริก อัลเลน โรคติดเชื้องคางทูมของ โจ เอลเลียต ที่ต้องพักรักษาตัว มัตต์ แลงก์ เกิดอุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล 3 สัปดาห์ การใช้งานห้องบันทึกเสียงเพื่อค้นหาเสียงที่ต้องการก็เสียเวลาไม่น้อย

“สิ่งที่ทำให้การทำอัลบั้มนั้นยาวนานก็เพราะภาคการผลิตนั่นแหละ” ริก ซาเวจกล่าวในปีค.ศ. 2002 “วิธีการที่เราบันทึกเสียงอัลบั้มนั้นได้สร้างสิ่งใหม่ให้กับเทคโนโลยีการบันทึกเสียง ซึ่งตอนนี้คุณอาจจะใช้เวลาในการบันทึกเสียงอะไรสักอย่างแบบนั้นโดยใช้เวลาเพียงแค่ช่วงบ่าย แต่ถ้าย้อนกลับไปสมัยนั้นเราต้องใช้เวลาถึงสามเดือน”

 “ตอนที่เราใส่เสียงร้องแบบย้อนหลังใน ก็อดออฟวอร์ คุณต้องเอาเทปรีลออกมาจัดการพันเทปกลับหลังแล้วก็บันทึกเสียงมันสู่อีกม้วนหนึ่ง แล้วก็เอาเทปมากลับด้านอีกที แต่ถ้าเป็นตอนนี้คุณแค่เลือกส่วนที่ต้องการเล่นย้อนหลัง กดปุ่มย้อนหลัง แค่นั้นเอง” โจ เอลเลียตกล่าว

ทางบริษัทคำนวณค่าใช้จ่ายแล้วแจ้งตัวเลขกับทีมบริหารวงว่า อัลบั้มนี้ต้องขาย 6 ล้านแผ่น เงินถึงจะเข้ากระเป๋าเดพเลพเพิร์ด ซึ่งถ้าพิจารณาจากยอดจำหน่ายของ ไพโรมาเนีย  จำนวน 6 ล้านแผ่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก  แต่ผลที่ออกมาในช่วงแรกมันไม่ได้ขายดีอย่างที่หวัง

เดฟเลพเพิร์ดปล่อยเพลง “แอนิมอล” ออกมาเป็นซิงเกิลแรกและเป็นเพลงฮิตในสหราชอาณาจักร (แต่ในอเมริกาพวกเขาเลือกปล่อยเพลง “วีแมน”) “แอนิมอล” เป็นเพลงที่เริ่มต้นทำตั้งแต่ปีค.ศ. 1984 แต่ผ่านการทำงานถึงสามปีกว่าจะเป็นรูปร่างอย่างที่ต้องการ และก็ประสบความสำเร็จเป็นซิงเกิลนำร่องปล่อยมาเป็นแผ่นแรกในอังกฤษและขึ้นถึงอันดับ 6 ในสหราชอาณาจักร ในขณะที่เพลง “วีแมน” ที่วงคิดว่าน่าจะเป็นซิงเกิล เหมาะกับตลาดอเมริกา กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ผ่านไปเกือบปี ฮีสทีเรีย ทำยอดจำหน่ายได้ถึง 3 ล้านแผ่นในสหรัฐอเมริกา (รวมทั่วโลกราว 5 ล้านแผ่น) ซึ่งสำหรับวงดนตรีคณะอื่นคงเป็นสำเร็จที่ต้องเฉลิมฉลองกัน แต่สำหรับเดพเลพเพิร์ดมันยังไม่พอจะจ่ายค่าผลิตอัลบั้มด้วยซ้ำท่าทางพวกเขาจะประสบความสำเร็จแต่ไม่ได้เงินกลับเข้ากระเป๋า

แต่แล้วโชคก็เข้าข้างเขาบ้าง คลับเปลื้องผ้าหลายแห่งเริ่มใช้เพลง “พัวร์ซัมชูการ์ออนมี” เป็นเพลงประกอบการเต้นรำของสาว ๆ เดพเลพเพิร์ดเคยปล่อย “พัวร์ซัมชูการ์ออนมี” เป็นซิงเกิลในสหราชอาณาจักรตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1987 แต่ไม่ได้ปล่อยในสหรัฐอเมริกา ผลจากความนิยมในเพลงนี้แบบปากต่อจนสถานีวิทยุนำไปเปิด และเดพเลพเพิร์ดตัดสินใจปล่อยเป็นซิงเกิลในสหรัฐอเมริกาในต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1988 ขึ้นถึงอันดับ 2 ในสหรัฐอเมริกา แรงกระเพื่อมส่งไปถึงให้ยอดจำหน่ายอัลบั้มที่เริ่มนิ่งสนิทกลับมาขายได้อีกครั้งจนถึงประมาณหมื่นแผ่นต่อวัน! และในที่สุดยอดจำหน่ายอัลบั้มก็สูงถึง 12 ล้านแผ่น ในสหรัฐอเมริกา

“พัวร์ซัมชูการ์ออนมี” เป็นเพลงที่ทำตอนใกล้เสร็จอัลบั้มและมีเพลงถึง 11 เพลงแล้ว แต่มัตต์ยังคิดว่ามันไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขณะที่ทีมบริหารเริ่มกังวลเรื่องงบประมาณและอยากปล่อยอัลบั้มออกมาเร็ว ๆ โจ เอลเลียตก็ค่อนข้างกังวลว่าสมาชิกร่วมวงจะไม่ค่อยมีความสุขเพราะเหนื่อยล้ากับการทำเพลงมาถึงสองปีต่อเนื่องกัน

ในช่วงระหว่างพักผ่อนขณะทำงานในห้องบันทึกเสียง มัตต์ได้ยินโจเล่นกีตาร์โปร่ง แล้วเกิดชอบใจท่อนริฟฟ์ มัตต์บอกกับโจว่า “นี่เป็นท่อนฮุกที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี” โจจึงจัดการปรับแต่งแก้ไขและเขียนเป็นเพลงขึ้นมาโดยเล่าแรงบันดาลว่าในขณะนั้น เพลง “วอล์กดิสเวย์” ที่แอโรสมิธทำร่วมกับรันดีเอ็มซีกำลังดังมาก เขาจึงเขียนโดยอาศัยจังหวะแบบนั้น

ชื่อเพลงมาตอนที่เขาอยู่ในบ้านตัวเองในลอนดอน เขาเอ่ยปากขอให้ มัตต์ แลงส์ ใส่น้ำตาลลงในน้ำชาของเขาหน่อย เมื่อ มัตต์ถามว่า จะเอาก้อนหรือสองก้อน เขาตอบว่า “ยังไงก็ได้ แค่ใส่น้ำตาลให้ผมหน่อย (just pour some sugar on me) และประโยคนี้ก็ติดอยู่ในหัวเขาตั้งแต่นั้นมา เดพเลพเพิร์ดทำเพลงนี้เสร็จในสองสัปดาห์และเป็นเพลงสุดท้ายที่บันทึกเสียงในอัลบั้ม ฮีสทีเรีย

“พัวร์ซัมชูการ์ออนมี” เป็นเพลงที่แสดงความเป็นเดพเลพเพิร์ดได้ยอดเยี่ยม มันเรียบง่าย แต่มีการเคลื่อนไหว มีพลัง เนื้อหาแบบพลิ้วไหวและให้ความบันเทิลกระฉับกระเฉง การใส่เสียงกีตาร์ การวางเสียงประสาน การวางท่วงทำนอง และมีท่อนฮุก 

ในอัลบั้มนี้ มัตต์พยายามหาอะไรบางอย่างให้ติดหูในแต่ละเพลง ยกตัวอย่างเพลง “ร็อกเก็ต” โจได้จังหวะกลองแบบชนเผ่าอัฟริกา แล้วลองดัดแปลงให้เป็นเพลงขึ้นมา โดยเขียนเนื้อเพลงรำลึกความหลังตั้งแต่ซิกกี สตาร์ดัสต์ เดอะบีเทิลส์ เอลตัน จอห์น ควีน

เพลง “ร็อกเก็ต” เป็นหนึ่งในเพลงที่สร้างแนวทางใหม่ให้กับวงการฮาร์ดร็อก ด้านเทคโนโลยีการบันทึกเสียง ในตอนนั้น โจ เอลเลียต นักร้องนำเริ่มหมดความสนใจกับดนตรีเมทัลหรือฮาร์ดร็อก เขาอยากทำเพลงป็อปร็อกร่วมสมัยมากกว่า เขาได้ฟังเพลงของ อดัมแอนด์ดิแอนต์  บาววาววาว หรือบรรดานิวเวฟ แล้วเกิดสนใจความเป็นไปของริธึมของพวกนิวเวฟ จึงลองสร้างริธึมแบบนั้นบ้าง ซึ่งตอนแรกเกือบจะเป็นเพลงบรรเลง ที่มีเนื้อร้องสั้น ๆ เพียงแค่ “ร็อกเกต เย่ห์” แบบเดียวกับเพลง “ร็อกแอนด์โรลพาร์ตทู” ของ แกรี กลิตเตอร์ แล้ว แต่ก็ได้เขียนเนื้อเพลงต่อมาในภายหลังจนเป็นรูปร่างในที่สุด

(เล่ากันว่า โจ เอาเพลง “บูรุนดีแบล็ก” ของ ไมก์ สตีเฟนสัน มาเป็นตัวตั้งขณะแต่งเพลงนี้)

หลังจากพักการทำงานไปพักใหญ่ เมื่อสมาชิกวงกลับมาอีกครั้ง มัตต์ แลงก์จัดการเพิ่มท่อนเบรกเข้าไปในเพลง รวมทั้งบรรดาเสียวแซมปลิงต่าง ๆ เสียงช่วงต้นเลียนแบบคำพูดจากปฏิบัติการอพอลโล 11 รวมทั้งการให้สมาชิกวงร้องประสานในช่วงกลางและการโซโลกีตาร์ช่วงเบรกดาวน์

เล่ากันว่า มัตต์ แลงก์ ต้องการจะทำอัลบั้ม “ธรินเลอร์” ภาคฮาร์ดร็อก เขาอยากให้ทุกเพลงมีศักยภาพที่จะเป็นซิงเกิลฮิต ทุกเพลงที่เขียนสำหรับอัลบั้มนี้จะมีแนวคิดนี้ฝังอยู่ก่อนเขียนทุกเพลง อย่างเพลง “เลิฟไบต์” เพลงแรกและเพลงเดียวที่ขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา เดิมทีมัตต์เขียนเพลงนี้คันทรีบัลลาดมาก่อน สมาชิกวงช่วยกันเพิ่มท่อนคอรัสร้องประสานดัดแปลงจนเป็นเพลงร็อกสไตล์เดพเลพเพิร์ดในที่สุด

(เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ก่อนหน้าเพลง “เลิฟไบตส์” ที่เราได้ยินเพลงนี้ เดพเลพเพิร์ดเคยเขียนเพลงหนึ่งชื่อ “เลิฟไบตส์” มาก่อน แต่เมื่อทำเพลง “เลิฟไบตส์” ที่เราได้ยินกันนี้แล้ว เพลงนั้นจึงกลายมาเป็นเพลง “ไอวอนนาบียัวร์ฮีโร”  ซึ่งต่อมากลายเป็นเพลงหน้าบีของซิงเกิล “เลิฟไบตส์” นี่เอง)

ฟิล คอลเลน เคยบอกว่าตอนที่เริ่มทำอัลบั้ม มัตต์ แลงก์ บอกว่าเขาอยากให้อัลบั้มนี้เป็นเสมือนธริลเลอร์ (ของไมเคิล แจ็กสัน) ในภาคร็อก ซึ่งพวกเขาก็ทำมันออกมาได้จริง ๆ ความป็อป ร็อก และมีเมทัลประปรายทำให้ดนตรีป็อปเมทัลแจ้งเกิดเต็มตัว

ทุกวันนี้ โจ เอลเลียตยอมรับว่าพวกเขาคงไม่สามารถผลิตผลงานซ้ำรอย ฮีสทีเรีย ได้อีก “เรายังหนุ่มอยู่ ผมแค่ 24 ริกเพิ่ง 20 (วันที่เริ่มทำอัลบั้ม) เรารับมือกับสิ่งแบบนั้นในแบบที่เป็น ซึ่งไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้อีก พิงก์ฟรอยด์ก็เคยพูดว่าคงไม่สามารถทำเดอะวอลล์ 2 ออกมาได้ และมันก็คงไม่มีทางจะมีฮีสทีเรีย 2 แน่นอน”

ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด 14 เมษายน พ.ศ. 2563

Line Up

  • Joe Elliot: Vocal
  • Steve Clark: Guitar
  • Phil Collen: Guitar
  • Rick Savage: Bass
  • Rick Allan: Drums

Track List:

  1. Women [5:41]
  2. Rocket [6:34]
  3. Animal [4:02]
  4. Love Bites [5:46]
  5. Pour Some Sugar on Me [4:25]
  6. Armageddon It [5:21]
  7. Gods of War [6:32]
  8. Don’t Shoot Shotgun [4:10]
  9. Run Riot [4:38]
  10. Hyteria [5:49]
  11. Excitable [4:19]
  12. Love and Affection [4:35]

1 ความเห็น »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: