ข้ามไปยังเนื้อหา

Where are they now?


ไม่ทราบว่าท่านเคยจินตนาการกันไหมว่าในอนาคตสมาชิกของวงดังอย่างสลิปน็อต ลิมป์บิสกิต หรือว่าอินคิวบัสกำลังทำอะไรอยู่ วงดนตรีของพวกเขาจะยังโด่งดังอย่างในปัจจุบันนี้หรือเปล่า?  พวกเขาจะแตกวงไปหรือยัง? หรือว่าฝ่าฝนผ่านหนาวจนกลายเป็นวงดนตรีระดับขึ้นหิ้งของวงการไปแล้ว?

เปล่า !!! ไม่ได้จะมาเล่นเกมส์ทายอนาคต แต่กำลังจะพูดถึงอดีตย้อนกลับไปยุค 80 ยุคที่ดนตรีแฮร์แบนด์ครองหน้าจอเอ็มทีวีและคลื่นวิทยุ มีหลายวงที่อยู่ในสภานะ “ซูเปอร์สตาร์” แต่พอล่วงมาถึงปัจจุบันกลับหายหัวไปไหนกันหมด? เรื่องนี้เป็นธรรมชาติของวงการดนตรี ไม่ใช่แต่ดนตรีเมทัลเท่านั้น ดนตรีทุกประเภทเป็นเหมือนกันหมด ครั้งหนึ่งในอดีตเมื่อสิบกว่าปีมาแล้วมีแร็ปเปอร์ชื่อเอ็มซี แฮมเมอร์ เป็นคนที่ดังมาก ดังอย่างหาใครเทียบเขาไม่ได้อีกแล้วขายงานได้เกิน 10 ล้านในอเมริกา กวาดรางวัลแกรมมี่เป็นว่าเล่น…แล้วเป็นไง….หลังจากงานชุดนั้นเขาก็หายเงียบไป มีวานิลา ไอซ์ซึ่งโฆษณาว่าเป็นแร็ปเปอร์แท้ ๆ ผิวขาวคนแรกที่มาเบียดเอ็มซี แฮมเมอร์ได้ ความเจิดจ้าของวานิลา ไอซ์ว่ากันถึงขนาดเรียกเป็นเอลวิส เพรสลีย์แห่งวงการแร็ป ยกย่องกันขนาดนั้น แต่ วานิลา ไอซ์ก็ดังแค่งานชุดเดียวแล้วก็เงียบหายไป

สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจธรรมชีวิต

ก่อนจะออกนอกเรื่องไปมากกว่านี้มาพูดถึงวงดนตรีแฮร์แบนด์กันดีกว่า ก็พอดีว่าไปเจอนิตยสารมิวสิกวันฉบับมีนาคม ค.ศ. 2004 พาดหัวตัวเป้งว่า Where Are They Now? – พวกเขาไปอยู่ไหนแล้วตอนนี้ – ก็ซื้อมาอ่านจับใจความแล้วเกิดความคันมือ อยากเขียนมั่ง !!!!

เริ่มเรื่องด้วยกันส์แอนด์โรเซสแต่ว่าเอียนแอ็กเซิล โรสเต็มที เมื่อวันเมษาหน้าโง่ เอพริลฟูลเดย์ที่ผ่านมามีการอำเรื่องกันส์แอนด์โรเซสมากที่สุดในบรรดาเว็บที่เกี่ยวกับดนตรีฮาร์ดร็อก ไล่มาตั้งแต่เรื่องสมาชิกยุคคลาสสิกไลน์อัปกลับมาร่วมงานกันครบทีม พร้อมด้วยรูปประกอบครบครัน ไปจนถึงการวิจารณ์งานชุด ไชนิสเดโมเครซี ที่มีหน้าปกกันงดงามเรียบร้อย เล่นเอาอยากจะบ้าตาย ก็อย่างที่รู้กันว่ากันส์แอนด์โรเซสภายใต้กำมือแอ็กเซิล โรสไม่มีวี่แววจะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ส่วน สแลช ดัฟฟ์ แม็กคาแกน และ แม็ต ซอรัมตัดสินใจตั้งวงเวลเวตรีวอลเวอร์ ร่วมกับสก็อต วีแลนด์อดีตนักร้องนำสโตนเทมเพิลไพล็อต

สำหรับ อิซซี่ สตราดลินมือกีตาร์และนักแต่งเพลงฝีมือดีหลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ กันส์แอนด์โรเซสแล้วกลับตัดสินใจแยกตัวเองออกจากเพื่อนร่วมวง เริ่มจากการแยกเดินทางกันระหว่างออกทัวร์ “ผมมีรถบัสส่วนตัวก็เพราะว่าผมเบื่อหน่ายที่จะต้องเสียเวลารอใครบางคน.” เขาอธิบายอย่างนั้น และใครบางคนที่ว่าก็คงไม่ต้องมองหาใครที่ไหน นอกจากแอ็กเซิล โรส แล้วจะมีใครอีก? “คุณรู้มั้ยว่าเครื่องบินเจ็ทต้องจอดค้างเติ่งบนรันเวย์ตั้งสามชั่วโมงเพื่อรอให้แอ็กเซิล โรสแต่งผมให้เรียบร้อย” เมื่อความเบื่อหน่ายถึงที่สุดเขาก็ตัดสินใจลาออกจากกันส์แอนด์โรเซสหลังจากนั้นเขาก็ออกงานเดี่ยว และร่วมงานกับริ ริชาร์ด (มือกีตาร์วงจอร์เจียแซตเทิลไลตส์) กับเอียน แม็กลาแกน มือคีย์บอร์ดของเดอะเฟซส์ มีข่าวฮือฮาในปีค.ศ. 2002 เมื่อเขามาร่วมแจมกับสแลชและร่วมแต่งเพลงกัน แต่ว่าก็ไม่มีอะไรคืบหน้า เขาปฏิเสธที่จะเข้ามาร่วมทีมเวลเว็ตรีวอลเวอร์และทุกวันนี้ เขาก็ยังเป็นคนที่ตามตัวยากหาตัวไม่ค่อยจะเจอ

แตกต่างจากกิลบี คลาร์กมือกีตาร์ที่เข้ามาร่วมทีมกับกันส์แอนด์โรเซสหลังจากอิซซี่ สตราดลินลาออกไป กิลบีได้ชื่อว่าเป็นคนไม่อยู่นิ่งมีอะไรทำตลอด และไม่ต้องกังวลในเรื่องการเงินเพราะภรรยาของเขาเป็นมหาเศรษฐี และเขาก็เป็นอีกคนที่ปฏิเสธที่จะร่วมงานกับเวลเวตรีวอลเวอร์ เป็นเพราะอะไรกันแน่? เกลียดขี้หน้าสแลชหรือไร? เมื่อถามไปก็ได้รับคำตอบว่า “ยอดเลย ผมมีความสุขกับพวกเขานะ เพราะว่าเราอยู่ในสถานะเดียวกัน คือต่างอยู่ในร่มเงาของชื่อกันส์แอนด์โรเซสซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นเรื่องที่ดีมากที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่ว่าคุณจะไม่มีทางทำอะไรให้มันยิ่งใหญ่กว่านั้นได้อีกแล้ว” ทุกวันนี้กิลบียังคงทำงานดนตรีอยู่ตลอด งานชุด สแว็ก เพิ่งจะออกไปเมื่อปีที่แล้ว และเขาก็มีคิวที่จะทำงานในปีนี้เรียบร้อยทั้งออกทัวร์และงานสตูดิโอ

เรื่องราวความสำเร็จชั่วข้ามคืนแล้วเลือนหายนี่หลายคนคงเปรียบเทียบกับซินเดอเรลลานะ ดังนั้นขอพูดถึงวงซิลเดอเรลลาก็แล้วกัน วงนี้แทบไม่ต่างจากเทพนิยายที่เล่ากันต่อมาที่วันหนึ่งก็ได้พบความสำเร็จชั่วข้ามคืนหลังจากทนทำงานหนัก ต่างจากนิทานที่ว่าหลังจากกลับมาเป็นคนใช้ในครัวเหมือนเดิมแล้ววันหนึ่งเจ้าชายก็ถือรองเท้าแก้วมาตามหาให้กลับไปใช้ชีวิตในพระราชวัง แต่สำหรับวงซินเดอเรลลายังไม่มีทีท่าว่าจะมีวันนั้น!!!  ทอม คีเฟอร์คงจะรำพังรำพันในบางคืนว่าคนซื้ออัลบั้มเดี๋ยวนี้ไม่มีพวกที่รสนิยมชอบวงดนตรีที่มีรากฐานจากบลูส์ที่เป็นเมโลดิกเมทัลกันบ้างหรือไง หรือว่ามันกลายเป็นของตกเมนูไปแล้ว…

ซิลเดอเรลลาเป็นวงดนตรีที่มีพื้นเพมาจากฟิลลาเดเฟีย แต่กลับทำดนตรีไปคล้ายกับวงแอโรสมิธ (จาก บอสตัน) และเอซี/ดีซี (จาก ออสเตรเลีย) “ในตอนแรกที่เราตระเวนเล่นกันตามคลับ เราก็อยากจะนำเสนอเพลงของเราเอง ซึ่งนั้นทำให้เราหาที่เล่นลำบากเพราะว่าพวกคลับเหล่านั้นต้องการวงที่เล่นคัฟเวอร์ มากกว่า” ทอม คีเฟอร์รำลึกความหลังให้เราฟัง

หลังจากต้องทนใช้ชีวิตในครัว…เอ๊ย ในไนต์คลับต่าง ๆ ก็ได้เวลาที่เจ้าชายจอน บอง โจวี  แห่งวงป็อปเมทัลที่โด่งดังพอตัวในตอนนั้นจะเข้ามายื่นมือช่วยเหลือ (สมัยที่เจอกับวงซินเดอเรลลา วงบองโจวีกำลังบันทึกเสียงอัลบั้ม 7800 ฟาเรนไฮห์ ยังไม่ดังที่สุด) เมื่อจอนได้ไปเจอซินเดอเรลลาเล่นในบาร์แห่งหนึ่ง และเขาก็ช่วยเหลือให้ซินเดอเรลลาได้มีโอกาสเซ็นสัญญาทำอัลบั้ม แล้วงานชุดแรก ไนต์ซอง ก็ทำยอดจำหน่ายได้ถึง 3 ล้านแผ่นไปได้สบาย ทอม  คีเฟอร์เล่าให้ถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นให้ฟังว่า “ช่วงนั้นมันเหมือนพายุลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำเข้ามาเร็วมาก นั่นล่ะงานชุดแรก” พูดจบเขาก็หัวเราะ “นั่นคือสิ่งที่เราตั้งความหวังว่ามันจะเกิดหลังจากเราทำงาน และเราก็ได้เห็นมันเกิดขึ้นในชีวิตเราจริง ๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ดีจริง ๆ”

และเมื่องานชุด ลองโคลวินเตอร์ ออกมา พวกเขาก็ได้รับทั้งคำชมและยอดจำหน่ายมหาศาล ดูเหมือนว่าแฟนเพลงจะชอบงานเมทัลที่มีรากฐานมาจากดนตรีบลูส์ พวกเขาเริ่มเป็นตัวเองมากขึ้นพอจะฉีกคำว่าวงเลียนแบบออกไปได้ แต่พอถึงงานชุดที่ 3 ฮาร์ตเบรกสเตชัน พวกเขาได้รับคำชมว่าเติบโตและมีพัฒนาการอันยอดเยี่ยมและทำยอดขายได้เกินล้าน แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะอยู่ในช่วงขาลงเสียแล้ว “หลังจากเราออกงานชุดที่ 4 สติลไคล์มบิง ในปี 1994 ทางเมอคิวรีก็เขี่ยเราทิ้ง” ทอม คีเฟอร์เล่าเหตุการณ์ต่อมา ชีวิตที่น่าเศร้าที่ไม่เพียงแต่ซินเดอเรลลาต้องประสบพบเจอแต่มันหมายถึงวงดนตรีแฮร์แบนด์ทั้งหลายที่ดูเหมือนว่าร้านจำหน่ายซีดีจะไม่มีที่ให้กับดนตรีของพวกเขาไปเสียแล้ว

และด้วยเหตุผลหลายประการทำให้ซินเดอเรลลาเงียบหายไปจากวงการดนตรีเป็นเวลานาน แต่ทอม คีเฟอร์ ก็ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เขาชอบงานของแมตบ็อกทเวนตี เชอรีล โครว์ “สิ่งที่ทำให้ดนตรีของวงดนตรีเหล่านี้โดดเด่นขึ้นมาก็คือการเขียนเพลงที่ยอดเยี่ยม และที่สำคัญก็คือมันเป็นงานที่มี ‘สีสัน’ เมื่อผมได้ฟังงานดนตรีใหม่ ๆ ในทุกวันนี้มันเป็นพวกปราศจากแก่นสารเสียเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะในส่วนของกีตาร์หนัก ๆ ถ้าคุณฟังการเล่นของจิมมี เพจจากงานของเลดเซพพลินคุณจะพบการการเล่นกีตาร์ที่แตกต่างหลากหลายในเพลงหนึ่งเพลง ซึ่งมันสร้างมิติเข้าไปในเพลง และผมก็คิดถึงสิ่งนี้มากในเพลงที่ผมได้ฟังในปัจจุบัน มันเหมือนกับว่านี่เป็นโลกของพวกพังก์และการาจซึ่งบางวงในพวกนี้ทำได้ดีและมีสไตล์ แต่ว่านอกนั้นแล้วมันขาดสีสันและความลุ่มลึก ซึ่งมันจะเก่าเร็ว”

แล้วในปีค.ศ. 1998 บริษัทโซนีก็ให้โอกาสซินเดอเรลลากลับมาออกงานชุดใหม่โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีสมาชิกในยุคโด่งดังมาร่วมงานกัน “เราห่างกันมากหลังจากแยกย้ายกันไปตอนที่บริษัทเดิมบอกเลิกสัญญา และสิ่งนี้ช่วยกระตุ้นให้เรากลับมาเขียนเพลงและเริ่มทำงานอัลบั้มใหม่อีกครั้ง” ทอมบอก แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่อะไรคืบหน้ามากเท่าใดนัก ประการสำคัญที่สุดก็คือข่าวร้ายที่พวกเขาได้รับในปีค.ศ. 2001 “หลังจากที่บริษัทอนุมัติงบประมาณให้เราสำหรับทำงานชุดใหม่เพียงแค่สัปดาห์เดียว พวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่มีอัลบั้มใหม่” เจอเข้าไปแบบนี้เป็นใคร ใครก็คงต้องอึ้ง     “ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกับเราก็คือการแสดงสด ซึ่งมันจะทำให้เรากลับมาเป็นวงดนตรีอย่างเดิมจริง ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากก่อนที่เราจะเริ่มต้นทำอัลบั้ม เราออกทัวร์มาแล้วสามครั้งตั้งแต่ปี 1998 และในปี 2004 นี้เราก็คิดว่าจะออกทัวร์ในช่วงฤดูร้อนอีก แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะร่วมทัวร์กับวงดนตรีคณะใด”  ยังดีอยู่บ้างที่ทางซินเดอเรลลาเป็นเจ้าของเดโมเทปและผลงานที่ทำเอาไว้แต่ยังไม่มีโอกาสออกมา ทุกวันนี้พวกเขากำลังมองหาบริษัทใหม่อยู่

ถ้าจะพูดถึงแฮร์แบนด์/แกลมเมทัลแล้วเราคงละเลยหัวขบวนไปไม่ได้ มอตลีครูเป็นวงดนตรีที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นตัวแทนของแกลมเมทัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลาดกาล แต่พวกเขาก็หนีไม่พ้นสัจธรรมของคำว่า “ขาลง” ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1981 ซึ่งตอนนั้นกระแสแกลมเมทัลกำลังก่อตัว และหนึ่งในพวกบุกเบิกก็คือมอตลีครู

“เพียงแต่การแสดงที่สตาร์วู้ดรอบที่สามเท่านั้น ก็มีคนมายืนรอดูเราเล่นกันเต็มบล็อกถนน และไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเราก็โคตรจะดัง” นายมิก มาร์สมือกีตาร์หน้าสูงวัยคุยโวให้ฟัง “เป็นเพราะว่าเพลงของเราต่างไปจากเพลงที่เปิดกันตามวิทยุ คนฟังพร้อมที่รับสิ่งใหม่จากพวกเรา และพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่” ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง งานชุด ทูแฟสต์ฟอร์เลิฟ กับงานชุด เชาต์แอตเดอะเดวิล กลายเป็นพิมพ์เขียวสำหรับรูปแบบดนตรีแกล็มเมทัลก่อนที่พวกเขาจะคลี่คลายและพัฒนาในงานชุดต่อมาจนถึงระดับสุดยอดในงานชุด ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด “งานนั้นมันงานที่ดีที่สุดของ มอตลีครู และเมื่อเราออกทัวร์ เราก็ระเบิดโลกดนตรีโอลสคูลเมทัลกระจุยไปเลย ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนกับว่าโลกมันอยู่ในอุ้งมือเรา” มิก มาร์สกล่าว

แต่หลังจากงานชุด ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด อันลือลั่น กระแสดนตรีกรั้นจ์ก็เข้าครอบคลุมโลก ในช่วงนั้น แต่การเปลี่ยนแปลงภายในเป็นเรื่องหลักเพราะพวกเขาไล่วินซ์ นีลออกหลังจากเซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลลำดับต้นของวงการร็อกกับทางอิเล็กตรา นักร้องนำคนใหม่และแนวดนตรีที่เปลี่ยนไปแยกพวกเขาออกจากแฟนเพลงดั้งเดิม งานชุด มอตลีครู ขายได้น้อยกว่างานรวมฮิตของพวกเขาที่ออกมาอย่างเทียบกันไม่ได้ มันเหมือนเป็นการบอกว่าแฟนเพลงไม่ต้อนรับจอห์น คอราบีนักร้องนำคนใหม่และแนวทางใหม่ พวกเขาสูญเสียการเป็นวงดนตรีระดับเล่นตามสนามกีฬา โดนต้นสังกัดบอกเลิกสัญญา ถึงแม้ว่าจะได้วินซ์ นีลกลับคืนมาแต่ทอมมี ลีมือกลองก็แยกตัวออกไป พวกเขาได้แรนดี คาสทิลโลมาแทนที่และออกงานชุด นิวแท็ตทู อันยอดเยี่ยมเรียกแฟนเพลงเก่ากลับมาได้บ้าง แต่แรนดีก็จากไปด้วยโรคมะเร็ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูจะไม่เป็นใจให้มอตลีครูกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกเลย และหลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบหายไป เมื่อสมาชิกแต่ละคนตัดสินใจแยกย้ายกันชั่วคราว

ตอนนี้ทางมอตลีครูยังคงหากินกับของเก่าอยู่เรื่อยไป ไม่ว่าจะเป็นการนำเอางานชุดเก่ามาออกใหม่ ล่าสุดคือการออกบ็อกซ์เซ็ตที่ชื่อว่า มิวสิกทูแครชยัวร์คาร์วอลลุม 1 ซึ่งประกอบไปด้วยงานสี่ชุดแรกของทางคณะ ส่วนโครงการต่อไปก็คือการออกงาน วอลลุม 2 และ 3 ตามมา ทางด้านวินซ์ นีล หันไปออกแสดงสดในนามของตัวเอง นิกกี ซิกซ์ก็วุ่นวายกับการทำงานเดี่ยวและแถลงการณ์ออกมาว่าอาจจะมีการรียูเนียนกับทอมมี ลี แต่ว่า มิก มาร์สยอมรับเรื่องนี้ “มันมีการพูดคุยเรื่องการรียูเนียน จริงแต่สิ่งที่ผมบอกได้ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ มันอาจจะเกิดขึ้น เพราะว่ามันมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้…” ก่อนที่เขาจะตบท้ายว่า “การรียูเนียนมันยังเป็นอากาศอยู่” แฟนเพลงได้ยินอย่างนี้ก็อย่าเพิ่งหวังอะไรก็แล้วกัน

ส่วนอีกคณะที่น่าจะพูดถึงก็คือวอแรนต์วงดนตรีที่เรียกได้เต็มปากว่าดังแค่สองอัลบั้มคือ เดอตีร็อตเทนฟิลธีสติงกีริช กับ เชอรีพาย วงดนตรีคณะนี้ทำยอดขายทะลุสองล้านแผ่นต่ออัลบั้มได้ถึงสองชุดต่อกัน ทำให้หลายคนคิดว่าพวกเขาน่าจะไปได้สวย… แต่ในความเป็นจริงก็คือพวกเขาแทบจะหายไปเลย เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?

วอแรนต์ก่อตั้งวงในปีค.ศ. 1984 วนเวียนอยู่ในลอสแอนเจลิสถิ่นแฮร์แบนด์ อยู่ประมาณ 2 ปีก่อนที่เจนี เลนจะกระโดดเข้ามาเป็นนักร้องนำ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของวอแรนต์ โดยเฉพาะความสามารถด้านการแต่งเพลงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะชน ยิ่งในงานแผ่นแรกที่มีชื่อยาวเหยียดนั้นมีเพลงบัลลาดที่บาดใจสาวและหนุ่ม อย่าง “ซัมไทม์ชีครายส์” และอีกเพลงที่โคตรฮิตอย่างที่หลายคณะหมั่นไส้… “เฮฟเวน” กลายเป็นเพลงฮิตที่เอ็มทีวีเปิดจนถึงขั้นใครไม่ชอบเพลงของพวกเขาก็ต้องเคยได้ยิน

อันที่จริงพวกเขาทำซิงเกิ้ลเพลง “ดาวน์บอย” ออกมานำร่องก่อน ซึ่งมันอยู่ในระดับขายได้ดีพอควร เพียงแต่ยังไม่ดังเท่ากับ “เฮฟเวน” คือพวกเขากะว่าจะขายเพลงที่เน้นไปทางปาร์ตี้มากกว่า…หลายเพลงที่อยู่ในงานชุดนั้นเป็นเพลงป็อปเมทัลชั้นดี ยิ่งในงานชุดที่สองคือ เชอรีพาย แล้วต้องบอกว่ามิวสิกวิดีโอเพลง “เชอรีพาย”คงจะถูกใจหนุ่มไม่น้อย ความทะลึ่งตึงตังสนุกสนานทำให้งานชุดนี้ทำยอดขายไม่น้อยหน้าแผ่นแรก ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะไปได้ดี แต่ว่าบางเรื่องมันก็ไม่เป็นไปดังหวัง

เมื่อตอนที่เนอวานาทำ เนเวอไมนด์ ออกมากลายเป็นปรากฏมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนดนตรีไปตลอดกาล ดนตรีป็อปเมทัลถึงกาลล่มสลาย อีริก เทอเนอร์มือกีตาร์ให้สัมภาษณ์ในปีค.ศ. 2004 รำลึกถึงช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ให้ฟังว่า “ในตอนที่เชอรีพายออกมานั้น เจนี่ ได้ไปพบกับประธานบริษัทแผ่นเสียงต้นสังกัดของเรา ปรากฏว่าในห้องทำงานของท่านประธานมีโปสเตอร์โปรโมตอัลบั้มของเราเต็มผนังทั่วห้อง” อีริก เทอเนอร์เล่าให้ฟังอย่างนั้น แต่ว่าหลังจากนั้นหนึ่งปีอะไรต่อมิอะไรก็เปลี่ยนไป “พออัลบั้ม ด็อกอีตด็อก (อัลบั้มที่สามของวอแรนต์) กำลังจะออก เจนี่ต้องไปพบท่านประธานก่อน ปรากฏว่ามีโปสเตอร์ของวงอลิซอินเชนส์ประดับอยู่เหนือโต๊ะเขาเลย”  พูดจบอีริก เทอเนอร์ก็หัวเราะ…เขาหัวเราะได้เพราะมันผ่านมานานเกิน 10 ปี แต่ขณะที่หัวเราะนั้นไม่รู้ว่าในใจจะมีน้ำตาตกบ้างหรือเปล่า…

คิดว่านั่นคงจะเป็นสัญญาณที่พวกเขาจะสำเหนียกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่หลังจากนั้นมันก็เหมือนว่าพวกเขาไปสู่ฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก และวอแรนต์กลายเป็นวงตกกระป๋องไปในพริบตา งานชุด ด็อกอีตด็อก ล้มเหลวทางยอดจำหน่าย “อัลบั้มเนเวอไมนด์ออกมาในช่วงเดียวกับอัลบั้มของเรา มันออกมาผิดจังหวะไปหน่อย” อิริก “ไม่ว่ายังไง ผมก็ยังยืนยันว่าด็อกอีตด็อกเป็นงานที่ดีที่สุดของ วอแรนต์”

เมื่อสอบถามต่อไปว่าเขาคิดถึงธุรกิจดนตรีอย่างไรในวันนี้ คำตอบที่ได้รับก็น่าฟังอยู่เหมือนกัน “ทุกวันนี้มันเหมือนกับว่าประเภทของดนตรีกลายเป็น “ยี่ห้อ” ของสินค้าไปแล้ว เหมือนกับยาสีฟันนั่นแหละ” เขาเปรียบเทียบ “วิธีที่พวกนักธุรกิจในบริษัทแผ่นเสียงทำการตลาดและและขายดนตรีในสมัยนี้ ผมเชื่อว่ามันทำให้การพัฒนาแทบจะนิ่งสนิท ถ้าเป็นในยุค 60 หรือว่า 70 มันจะยังมีความคิดที่ว่า เฮ้ยรอจนถึงงานชุดนี้สามก่อนมันอาจจะดังก็ได้ แต่ทุกวันนี้ถ้าซิงเกิ้ลแรกมันไม่โดน หมายความว่าอัลบั้มของคุณอาจจะเดี้ยงเอาง่าย ๆ” ถึงจะมีความเห็นไม่ค่อยดีกับธุรกิจในปัจจุบัน แต่ว่าอิริก ก็ยังคงยืนยันต่อไปว่า “ผมรักดนตรี ผมเติบโตมากับมัน ผมฟังวงดนตรีตั้งแต่อลิซ คูเปอร์ เลดเซพพลิน จาก ควีนไปจนถึงไอออนเมดเดนและมอเตอร์เฮด ผมคิดว่าแต่ละยุคสมัยจะให้กำเนิดนักดนตรีชั้นยอด และผมก็ชอบดนตรีหลายวงที่ผมได้ฟังในตอนนี้ งานสองชุดที่ผมชอบที่สุดในตอนนี้ก็คืองานของออดิโอสเลฟ และงานชุด เดอะโกลเดนเอจออฟโกรทิสก์ของมาริลีน แมนสัน”

ทุกวันนี้ถึงแม้ว่าหน้าตาของวอแรนต์จะเลือนหายไปจากเอ็มทีวี แต่ว่าทุกฤดูร้อนพวกเขาก็ยังออกแสดงสดและมีแฟนเพลงประจำให้การสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ วงดนตรีที่ร่วมตะเวนแสดงสดทั่วอเมริกากับพวกเขาก็ล้วนแต่เป็นวงที่เคยดังในยุค 80 อย่างเช่นแรตต์ ด็อกเคน พอยสัน ไวต์สเนก  รวมถึงไควเอ็ตไรอัต ที่ประกาศแยกย้ายกันไปเพราะอ่อนแรงสู้วงรุ่นน้องไม่ไหวก็เคยออกแสดงสดไปพร้อมกับพวกเขา

อัลบั้มล่าสุดของวอแรนต์ออกมาในปีค.ศ. 2001 ในชื่อ อันเดอร์เดอะอินฟูเลนซ์ เป็นงานที่เอาเพลงเก่าของวงร็อกรุ่นใหญ่มาเล่น จนกระทั่งถึงวันที่เขียนนี่ยังไม่ได้ข่าวว่าจะมีงานชุดใหม่ออกมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่เจนี่ เลน ลาออกจากทางคณะแล้วเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ ตัว อิริก เทอเนอร์ก็ทำงานเดี่ยว ในชื่อ เดโมส์ฟอร์ดายฮาร์ด เป็นงานประเภททำเองขายเอง ใครสนใจให้ติดต่อกับเขาโดยตรงผ่านทางเว็บไซท์ http://www.erikturner.com ซึ่งเขารับบทบาทเป็นเว็บมาสเตอร์เองด้วย ส่วนอนาคตของวอแรนต์จะเป็นอย่างไรต่อไป? “เราไม่คิดจะทำอัลบั้มต่อไปแล้วล่ะ” พูดจบอิริกก็หัวเราะร่วน “ตอนนี้เราเขียนเพลงกันไว้มากพอสมควรแล้วล่ะ ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้เราก็จะมาดูเพลงและเรียบเรียงกัน หลังจากนั้นจะเริ่มบันทึกเสียง…ถึงตอนนั้นค่อยมาดูกันว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป”

นอกเหนือจากอิริก เทอเนอร์แล้วมือกีตาร์อีกคนของวอแรนต์สมัยที่กำลังรุ่งเรืองก็คือโจอี อัลเลนมือโซโลกีตาร์ที่เล่นออกมาได้จังหวะจะโคน (นายอีริก เทอเนอร์จะเล่นริธึมกีตาร์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยโซโลเท่าใดนัก) หลังจากที่เขาออกจากวอแรนต์ไปในปีค.ศ. 1994 ข่าวคราวเขาก็เงียบหายไปเลย ทุกวันนี้เขาอยู่ไหน และยังติดต่อกับพลพรรคเก่ากันบ้างหรือเปล่า?

“ทุกวันนี้ ผมคงพูดได้ว่า ‘ใช่’ มันเป็นเรื่องยากทีเดียวที่ทำอย่างนั้นในตอนแรก ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมาแล้ว… ทั้งเรื่องส่วนตัวและการตัดสินใจต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวคุณ มันก็เหมือนกับธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องมีหุ้นส่วน 4 หรือว่า 5 คน ที่มีความแตกต่างไปจากคุณ ทุกวันนี้ผมยังยอมรับว่าอีริกเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของผม เจอร์รีก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่ (เจอร์รี ดิกสันมือเบสของวอแรนต์) ส่วนสตีเวนก็ยังติดต่อกันอยู่บ้าง (สตีเวน สวีตเป็นมือกลองของวอแรนต์ ลาออกจากวงก่อนโจอีจะออก) แต่ไม่ค่อยได้ติดต่อกับเจนีมากนักหรอก”

โจอี อัลเลนเป็นมือกีตาร์ที่ร่วมก่อตั้งวอแรนต์ในปีค.ศ. 1984 แต่ในอีก 10 ปีถัดมาเขาก็ลาออกจากคณะไป “ผมตัดสินใจทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ” เขากล่าวถึงเหตุการณ์ที่เขาตัดสินใจลาออกจากวอแรนต์ไว้เท่านั้น หลังจากที่เขาออกจากวงเขาก็ทิ้งถิ่นฐานลอสแอนเจลิสไปสู่เท็กซัส “ตอนนั้นผมหานักร้องนำได้คนหนึ่งและกำลังจะเซ็นสัญญากับทางโคลัมเบีย แต่ว่ากระแส ‘ซีแอ็ตเติ้ล’ มันยิ่งใหญ่มาก ตอนนั้นล่ะมันเป็นตอนผมลาออกจากวอแรนต์ และด้วยรสนิยมทางดนตรีแบบไวต์สเน็ก / วอแรนต์มันก็เลยไม่มีอะไรคืบหน้าต่อจากนั้น”

ถึงอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้สูญเสียความอยากจะทำงานด้านดนตรีต่อ ในปีค.ศ. 1999 เขาออกแสดงในนามของตัวเขาเอง “มันเป็นวงพังก์ /การาจ” แต่ก็เงียบไปจนกระทั่งปีค.ศ. 2002 ก็มีงานในนามฟลัดเดอะวอยด์ (Flood the Void) ออกมา โดยมีนักร้องนำชื่อเจเรมี่ ลูเซโรซึ่งโจอี อัลเลนบอกว่ามันแทบจะเป็นการวิวาห์ทางดนตรีที่มีความสุข “พวกเขาทั้งสี่เฉียบขาด มีความสามารถ ทำงานเหมือนกับผู้ใหญ่แต่ว่าไม่มีเรื่องสุราและยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง” เขายังบอกด้วยว่าการทำงานในวงนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ในการเล่นกีต้าร์ของเขา “ผมรู้จักปล่อยวางและให้ความสำคัญกับการวอยซิงและคอร์ดมากขึ้น เมื่อคุณเป็นมือกีตาร์เพียงคนเดียวในวง แล้วก็ไม่ได้เล่นป็อปร็อก คุณสามารถทดลองเพิ่มเติมได้มากมาย.”

ช่วงที่กำลังรุ่งเรืองอยู่กับวอแรนต์ โจอี อัลเลนได้ชื่อว่าเป็นนักสะสมกีตาร์ด้วยเหมือนกัน เขาเคยครอบครองกีตาร์ถึง 40 ตัว โดยมีตัวหนึ่งทำเป็นรูปถังน้ำมันฮาร์ลีเดวิดสัน แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่กีตาร์ส่วนใหญ่อยู่ในการครอบครองของฮาร์ดร็อกคาเฟ มีบางส่วนที่นำประมูลขายเพื่อการกุศล หรือไม่ก็โดนเก็บเงียบในตู้ “กีตาร์จากยุคนั้นผมเก็บเอาไว้เพียงตัวเดียวเท่านั้น เป็นกีตาร์ไอบาเนซ ตอนนี้ผมใช้กีตาร์ไฟฟ้า 7 ตัว และอคูสติกยี่ห้อเทย์เลอร์”

สำหรับทุกวันนี้ฟลัดเดอะวอยด์กำลังทำเดโมเทป และออกตระเวนแสดงสด “ถ้าผมบอกว่าผมไม่อยากดังและไปในที่ที่วอแรนต์เคยไปมาก่อน ผมก็คงโกหก คุณเองก็คงจะมีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่สูงกว่าเดิม แล้วผมก็ยังมีความสุขในการสร้างงานอิสระ และไปแสดงสดเรื่อย ๆ ผมคิดถึงการแสดงสด แต่ผมก็ต้องการตัดขาดจากวอแรนต์เหมือนกัน ไม่ใช่จะดูหมิ่นอะไรนะ”

แต่ถึงแม้ว่าโจอี อัลเลนจะพูดอย่างนั้นแต่ว่าในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่าเขาเข้ามาร่วมงานกับวอแรนต์อีกครั้ง ซึ่งนอกจากนี้ในเดือนมีนาคมก็ยังมีสตีเวน สวีตอีกคนที่กลับมาร่วมงานด้วย เกือบจะเป็นคลาสสิกไลน์อัปของวอแรนต์เลยทีเดียวขาดไปก็เพียงเจนี่ นักร้องนำ ซึ่งตอนนี้คนที่ทำหน้าที่เป็นนักร้องนำของทางคณะก็คือ เจมส์ เซนต์เจมส์ซึ่งเคยเป็นกระบอกเสียงให้กับวงแบล็กแอนด์บลูส์และกำลังทำงานชุดใหม่ให้ฟังกันอยู่

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: