The Eagles: Hotel California (Song)


เมื่อมีคนหาว่าโฮเตลแคลิฟอร์เนียเป็นเพลงบูชาซาตาน

ในบรรดาเรื่องเล่าเกี่ยวกับเพลงบูชาซาตานที่ตลกที่สุดคือเคยอ่านมาคือเรื่องที่บอกว่าเพลง “โฮเต็ลแคลิฟอร์เนีย” เป็นเพลงบูชาซาตานนี่ละ

อ๊ะ ไม่แน่ บางทีเพลงซาตานที่แท้จริงคือเพลงที่เราคิดไม่ถึง (ท่านแอนตัน ลาวีย์ผู้ก่อตั้งวิหารซาตานในแคลิฟอร์เนียกล่าวไว้คล้าย ๆ แบบนี้) แต่สำหรับเพลงนี้มีบางคนกล่าวเฉพาะเจาะจงว่า “โฮเต็ลแคลิฟอร์เนีย” เป็นที่พักใกล้ทะเลสาปล็อกเนสของอลิสเตอร์ โคว์ลี พ่อมดผู้มีชื่อเสียง

ลองมาอ่านเนื้อเพลงกันดีกว่า

On a dark desert highway,
Cool wind in my hair,
Warm smell of “colitas”
Rising up through the air,
Up ahead in the distance
I saw a shimmering light,
My head grew heavy and my sight grew dim,
I had to stop for the night.

There she stood in the doorway,
I heard the mission bell
And I was thinkin’ to myself :
“This could be heaven and this could be hell”
Then she lit up a candle,
And she showed me the way,
There were voices down the corridor,
I thought I heard them say

Welcome to the Hotel California,
Such a lovely place, (Such a lovely place) Such a lovely face
Plenty of room at the Hotel California,
Any time of year, (Any time of year) You can find it here

Her mind is Tiffany-twisted,
She got the Mercedes bends
She got a lot of pretty, pretty boys
she calls friends
How they dance in the courtyard,
Sweet summer sweat
Some dance to remember,
Some dance to forget

So I called up the Captain
“Please bring me my wine”
He said, “We haven’t had that spirit here
Since nineteen sixty-nine”
And still those voices are calling from far away,
Wake you up in the middle of the night
Just to hear them say:

Welcome to the Hotel California,
Such a lovely place, (Such a lovely place) Such a lovely face
They’re livin’ it up at the Hotel California,
What a nice surprise, (What a nice surprise) Bring your alibis

Mirrors on the ceiling,
and pink champagne on ice, and she said:
“We are all just prisoners here,
Of our own device”
And in the master’s chambers
They gathered for the feast,
They stabbed it with their steely knives,
But they just can’t kill the beast

Last thing I remember, I was running for the door,
I had to find the passage back to the place I was before,
“Relax,” said the night man, “We are programmed to receive,
You can check out anytime you like… but you can never leave”

พวกที่หาว่าเพลงนี้เกี่ยวพันกับเรื่องบูชาปิศาจอ้างว่า ตรงที่เขียน But they just can’t kill the beast นี้คือประโยคคลี่คลายปมบ่งบอกเนื้อหา เพราะ The Beast คือชื่อหนึ่งของอลิสเตอร์ โคว์ลี

อลิสเตอร์ โคว์ลีเป็นพ่อมดและนักปรัชญาที่อ้างว่าตัวเองคือผู้สืบทอดโดยตรงจากซาตาน มีสัญลักษณ์ 666 ในร่างกายแต่กำเนิด ฯลฯ ผู้ที่ใช้บั้นปลายชีวิตไปกับยาเสพติดและเซ็กซ์ แฟนเพลงออสซี ออสบอร์นคงคุ้นเคยเพลง “มิสเตอร์คราวลี” กันดี เพลงนี้กล่าวถึงอลิสเตอร์ โคว์ลี่แต่ออสซีดันออกเสียงว่า “คราวลี” แต่นามสกุลจริงของเขาเจ้าตัวออกเสียงว่า “โคว์ลี” โดยอธิบายว่าให้ออกเสียงคล้าย โฮลี (Holy)

แสดงว่าออสซีไม่ใช่สาวกโคว์ลีเลยออกเสียงไม่ถูก

กลับมาที่คำว่า the Beast ก่อนจะออกนอกเรื่องไปไกล ความจริงอลิสเตอร์ โคว์ลี เรียกตัวเองว่าเดอะเกรทบีสต์ (The Great Beast) ไม่ใช่เดอะบีสต์ ถ้าเป็นเพลงที่เขียนถึงอลิสเตอร์ โคว์ลีจริง ไม่ควรพลาดเรื่องนี้

บางคนบอกว่า He said, “We haven’t had that spirit here since nineteen sixty-nine” มันบอกชัด ๆ ว่าโฮเต็ลแคลิฟอร์เนียก็คือวิหารซาตานที่แอนตัน ลาวีย์ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1969

เรื่องนี้มั่วชัดเจน แจ่มแจ้ง ศึกษาประวัติศาสตร์กันหน่อยจะรู้ว่าแอนตัน ลาวีย์ก่อตั้งวิหารซาตานเมื่อปีค.ศ. 1966 ไม่ใช่ 1969 ตอนหลังทฤษฎีนี้เลยพลิ้วไปว่าหมายถึงโบสถ์แห่งหนึ่งที่สาวกซาตานซื้อแล้วเอามาดัดแปลงเป็นโรงแรม

บ้างก็ว่าภาพปกตรงเงาดำด้านหน้าโรงแรมให้สังเกตตรงบริเวณประตู (ภาพโรงแรมที่เห็น คือโรงแรมเบเวอลีย์ฮิลโฮเตล) มีเงาดำของปิศาจอยู่

(คาดว่าจริง ๆ คงเป็นแขกที่พักในโรงแรม)

และยังมีคนบอกว่าภาพด้านในปกอัลบั้มจะเห็นแอนตัน ลาวีย์อยู่ในด้านบน โผล่มาจากช่องระเบียงกำลังอ้าแขนแสดงการต้อนรับทุกคน

(ความจริงเป็นนางแบบสาวที่จ้างให้มาทำท่าแบบนั้น)

ถ้าอย่างนั้น “โฮเต็ลแคลิฟอร์เนีย” หมายถึงอะไร? ความหมายของเพลงกำกวม บางคนคิดว่าเพลงนี้หมายถึงโรงแรมแห่งหนึ่งที่ดิอีเกิลส์เคยไปพัก บางคนคิดว่าหมายถึงโรงพยาบาลโรคจิต เนื้อเพลงพูดถึงการต่อสู้ในจิตใจของคนจิตไม่ปกติที่คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ดอน เฮนลีย์ บอกว่าเพลงนี้เกี่ยวกับ “ค่านิยมในการแสวงหาความสุข ความโลภไม่สิ้นสุดในแวดวงดนตรียุค 1970” เขายังเคยให้สัมภาษณ์ต่างกรรมต่างวาระว่าดนตรีคันทรีในยุคนั้นเริ่มสูญเสียความโดดเด่นและตัวตนที่แท้จริง โดนธุรกิจครอบงำจนเกิดความเปลี่ยนแปลง

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.