The Concept Album


ปัจจุบันคอนเซ็ปต์อัลบั้มกลายเป็นสิ่งสามัญที่อยู่ในดนตรีทุกสาขา ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับคอนเซ็ปต์อัลบั้มกันเท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินว่าจะมีใครทำคอนเซ็ปต์อัลบั้มก็อดสนใจไม่ได้ทุกที

ในขณะที่ปัจจุบันตลาดดนตรีนิยมขายแค่เพลงฮิต ซึ่งด้วยวิวัฒนาการของเอ็มพีทรีที่เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย บวกกับไอพอดและไอจูนส์เปลี่ยนวิธีการขายเพลงไปอีกแบบ แทนที่จะโดนบังคับซื้อทั้งอัลบั้มเพื่อจะเอาเพลงเพียงเพลงเดียว (หากเพลงนั้นไม่ได้ออกเป็นซิงเกิ้ล) ปัจจุบันเลือกเพลงที่ต้องการได้เลย

แต่ในบางช่วงอารมณ์ก็อยากฟังเพลงที่ต่อเนื่องเป็นเรื่องราว…

สิ่งที่ทำให้คอนเซ็ปต์อัลบั้มน่าสนใจนั้นก็คงจะอยู่ที่มันทำให้บทเพลงทุกเพลงมีความเกี่ยวเนื่อง มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในตัวมันเอง หมายถึงทุกเพลงในอัลบั้มจะเรียงร้อยกันเป็นเรื่องเดียว ซึ่งผู้จุดประกายให้เกิดคอนเซ็ปต์อัลบั้มจากจุดแรกน่าจะเป็นแฟรงก์ สินาตรา ผู้ซึ่งออกงานหลายอัลบั้มโดยที่แต่ละอัลบั้มจะมี “หัวข้อ” เดียว ถึงแม้ว่าแต่ละเพลงจะไม่ได้เรียงร้อยต่อกัน แต่การที่ทุกเพลงในอัลบั้มมีเกิดขึ้นภายใต้ความคิดแบบเดียวกัน จึงทำให้เกิดคำว่า “คอนเซ็ปต์อัลบั้ม” และผู้ที่ทำให้คำว่า “คอนเซ็ปต์อัลบั้ม” กลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นก็คือบีชบอยส์ด้วยผลงานชุด ลิตเติลดูซคูเป (Lttle Deuce Coupe) ซึ่งมีเพลง 12 เพลงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมหลังอานจักรยานยนต์ของชาวอเมริกัน

สิ่งเหล่านี้พัฒนาต่อเนื่อง อย่างอัลบั้ม ฟรีกเอาต์! (Freak Out!) ของเดอะมาเธอร์สออฟอินเวนชัน ในปีค.ศ. 1966 (หรือจะบอกว่าเป็นผลงานของแฟรงก์ แซปปาก็ไม่ผิดนัก) เป็นการเปิดตัวเองอย่างสวยงามในสายอาร์ตร็อก/อะวองต์-การ์ด แต่ถ้าจะถามว่าอัลบั้มไหนที่เป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มแรกส่วนใหญ่จะยกให้กับอัลบั้มเซเจนต์เปปเปอรส์โลนลีฮาร์ตส์คลับแบนด์ ของเดอะบีตเทิลส์

อัลบั้ม เซเจนต์เปปเปอรส์โลนลีฮาร์ตส์คลับแบนด์ ออกในปีค.ศ. 1967 ได้ชื่อว่าคอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดแรกของโลก ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ยังสงสัยกันอยู่ว่าควรหรือไม่ที่จะนับ เซเจนต์เปปเปอรส์โลนลีฮาร์ตส์คลับแบนด์ เป็นงานคอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดแรก เพราะถ้าเทียบกับงานที่กล่าวมาก่อนข้างต้นแล้วจะเห็นว่า เซเจนต์เปปเปอรส์โลนลีฮาร์ตส์คลับแบนด์ ยังไม่มีความต่อเนื่องมากเพียงพอ แต่ด้วยเหตุผลว่างานชุดนี้ได้สร้างตัวละครและเรื่องราวขึ้นมา และมีการย้ำถึง “โลนลีฮาร์ตส์คลับแบนด์” และมีเรื่องสั้นแยกเป็นตอนอยู่ในแต่ละเพลงทำให้มีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่งในจุดนี้จึงยังมีข้อถกเถียงว่างานชุดนี้ไม่มีความต่อเนื่องทางดนตรีมากพอจะเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้ม

นอกจากนี้ยังมีอัลบั้ม เอสเอฟซอร์โรว์ (S.F. Sorrow) ของเดอะพรีตตีธิงส์ซึ่งบรรยายชีวิตของตัวละครที่กลายเป็นคนวิกลจริต กับอัลบั้ม เดย์ออฟฟิวเจอร์พาสด์ (Day of Future Passed) ของเดอะมูดีบลูส์ ที่ออกมาในปีค.ศ. 1967 ทั้งสองอัลบั้ม ตามมาด้วย ทอมมี ของเดอะฮูในรูปแบบร็อกโอเปราที่ทำออกมาได้อย่างน่าทึ่ง น่าจะเป็นงานคอนเซ็ปต์อัลบั้มครบเครื่องทุกความหมาย

ต่อมางานคอนเซ็ปต์อัลบั้มกลับไปฝังตัวอยู่กับดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกอย่างคิงคริมสันทำอัลบั้มถึงธาตุทั้งสี่เชิงนามธรรมที่สัมผัสได้ยาก ได้แก่ “ลม” ใน อินเดอะคอร์ตออฟเดอะคริมสันคิง  (In the Court of the Crimson King) “น้ำ” ใน อินเดอะเวกออฟโพไซดอน (In the Wake of Poseidon) “ไฟ” ใน ลิซาร์ด(Lizard) และ “ดิน” ใน ไอส์แลนด์ส (Islands) ส่วนวงเยสนำเสนอคอนเซ็ปต์เป็นรูปธรรมมากกว่าใน เทลส์ออฟโทโปกราฟิกโอเชียนส์ (Tales of Topographic Oceans) และที่โด่งดังมาก็คือ ดาร์กไซด์ออฟเดอะมูน (Dark Side of the Moon) และ เดอะวอลล์ (The Wall) ของพิงก์ฟรอยด์

แต่ก็ใช่ว่าคอนเซ็ปต์อัลบั้มจะโดนผูกขาดอยู่กับโปรเกรสซีฟร็อกเพียงอย่างเดียว ทางสายร็อกและ แกลมร็อกก็มีงานคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่โดดเด่นอยู่เหมือนกันอย่างในงานของเดวิด โบวี ในช่วงทศวรรษ 70

แนะนำ คอนเซ็ปต์ อัลบั้ม ที่น่าสนใจ

เรื่องราวของคนแปลกแยก ปัจเจก และร็อกสตาร์

สำหรับ “ปัจเจก” นี้ก็คืออัลบั้มที่เน้นเจาะไปที่ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งที่แปลกแยก หลุดจากสังคม อย่างอัลบั้ม อาเธอร์ (Arthur) ของเดอะคิงส์เล่าเรื่องของใครบางคนในชนชั้นกลางที่กำลังจะ หลุดไปจากการคบหาสมาคม แต่ที่เด่นที่สุดก็คือ ดาร์กไซด์ออฟเดอะมูน (Dark Side of the Moon) ของพิงก์ฟรอยด์ที่กล่าวถึงการใช้ชีวิตไปในสังคมที่ทำให้ใครบางคนบ้าเอาง่าย ๆ หรืองานชุด เดอะเดย์ออฟฟิวเจอร์พาสด์ (The Day of Future Passed) ของเดอะมูดีบลูส์ ก็เข้าข่ายเดียวกันนี้เช่นกัน คือเป็นเรื่องเล่าของ “ใครบางคน” ที่ใช้เวลาผ่านไปวัน ๆ  หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเป็นอย่าง มิสเพลสด์ไชล์ดฮู้ด (Misplaced Childhood) ของ มาริลเลียนที่ตามหาความบริสุทธ์ใสที่หายไปในวัยเด็กของตัวละครตัวหนึ่ง

สำหรับด้านเมทัลที่โดดเด่นหน่อยก็มี เดอะดาวน์วอร์ดสไปรัล (The Downward Spiral) ของ ไนน์อินช์เนลส์ เนื้อหาค่อนข้างสุดขั้วเกี่ยวกับเซ็กซ์ ความรุนแรง การฆ่าตัวตาย โหดตามแบบฉบับอินดัสเทรียลและ เดอะเวกออฟแมกเจลแลน (The Wake of Magellan) ของซาเวตจ์ที่สร้างตัวละคร เฮกเตอร์ เดล-ฟูเอโก แมกเจลแลน ผู้ซึ่งต้องการเดินเรือตามเฟอดินานด์ แม็กเจลแลน ซึ่งมีตัวตนจริง แถมอ้างอิงจากเรื่องจริงเข้ามาผสมด้วย แต่เมื่อเทียบกับ สตรีต: อะร็อกโอเปรา แล้วงานนี้มันด้อยลงไปหน่อย

บางทีเรื่องราวของร็อกสตาร์อาจจะใกล้กับตัวศิลปินผู้สร้างผลงานที่สุดก็เป็นได้ แต่ที่ไม่ค่อยเข้าใจก็คือทุกงานที่จะเขียนถึงนี้ล้วนแล้วแต่รันทดหดหู่กันทั้งนั้น เหมือนจะบอกเราว่าคนเป็นร็อกสตาร์นี่โคตรจะระทมทุกข์เลย…

อัลบั้มแรกที่อยากแนะนำ เดวิด โบวี ชุด ซิกกี สตาร์ดัสต์ แอนด์เดอะสไปเดอร์ฟรอมมาร์ส (Ziggy Stardust and the Spider From Mars) งานสุดแสนระทมของร็อกสตาร์ผู้ตกลงมาจากอวกาศ งานนี้น่าทึ่งเพราะว่าเดวิดสวมบทบาทของซิกกี สตาร์ดัสต์ตลอดเวลา

อัลบั้มต่อมาก็คือ เดอะวอล (The Wall) ของพิงก์ฟรอยด์ที่สร้างพิงก์ ร็อกสตาร์ผู้มีบุคลิกภาพแปรปรวนขังตัวเองอยู่ในกำแพง ไม่กล้าออกมาพบโลกที่แท้จริง

ทั้งพิงก์และซิกกี สตาร์ดัสต์ ต่างเป็นพวกแปลกแยกจากสังคม สร้างสถานะแตกต่างระหว่างร็อกสตาร์กับคนทั่วไปชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทั้งสองอัลบั้มจะขึ้นหิ้งในฐานะอัลบั้มสุดคลาสสิกของวงการร็อก

แนวคิดเรื่องร็อกสตาร์ที่มีความแปรปรวนทางจิตในยุคหลังที่น่าสนใจก็มีงานชุด มาคีนา (Machina) ของสแมชชิงพัมป์กิน เรื่องราวของร็อกสตาร์ที่คิดว่าตัวเองได้ยินเสียงพระเจ้าสุดท้ายก็วิกลจริตไป (แต่ถ้าเอาไปเทียบกับงานเก่าของสแมชชิงพัมป์กิน แล้วด้อยลงไปเห็นได้ชัด) แต่ถ้าจะฟังแบบหมดหวังหน่อย อัลบั้ม ไซโคเดเรลิกต์ (Psychoderelict) ของพีต ทาวน์เชนด์ก็เป็นอีกอัลบั้มที่น่าลองฟัง และถ้าเป็นแฟนเพลงพีตมานานหน่อยอาจรู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องราวส่วนตัวของเขาเลย คือเป็นเรื่องของร็อกสตาร์ที่พยายามหาแรงบันดาลใจแบบวัยหนุ่มเพื่อที่จะได้กลับมาดังอีกรอบ!!!

สำหรับชาวเมทัลขอแนะนำสองอัลบั้ม คือ คริมสันไอดอล (Crimson Idol) ของวอสปซึ่งถือว่าเป็นงานมาสเตอร์พีซของแบล็กกี ลอเลสส์ ซึ่งขณะนั้นวงวอสปถึงคราวคับขันเพราะ คริส โฮล์มมือกีตาร์คู่หูก็แยกตัวจากไปทำให้แบล็กกีต้องแบกรับภาระหนักอึ้งคนเดียว และเขาก็ทำออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ทว่า แป้กในด้านยอดจำหน่าย

ส่วนอีกอัลบั้มที่แนะนำ สตรีต: อะร็อกโอเปรา (Streets : A Rock Opera) ของวงซาเวตจ์งานนี้ออกมาก่อน เดอะคริมสันไอดอล ของวอสปประมาณ 2 ปี ทั้งสองอัลบั้มเป็นเรื่องราวของร็อกสตาร์ผู้โด่งดังและตกต่ำจากนั้นก็พยายามหาทางออกให้กับชีวิต (อีกแล้ว) แต่ถ้าเทียบกันแล้วซาเวตจ์ทำออกมาได้ลงตัวกว่า อาจจะเป็นเพราะอาศัยคนช่วยจากภายนอกอย่างพอล โอนีล ช่วยวางโครงเรื่องและดูแลการผลิต

สำหรับผู้ที่อยากทำคอนเซ็ปต์อัลบั้มหลายรายอาจจะประสบปัญหาไม่รู้จะหาพล็อตเรื่องจากที่ไหน ก็จงไปคว้าเอาหนังสือที่คุณชื่อชอบแล้วก็ทำอัลบั้มจากหนังสือเรื่องที่คุณชอบ

ทีเห็นได้ชัดก็คือดิ อลัน พาร์สัน โปรเจคต์ อัลบั้มแรกของพวกเขาคือ เทลส์ออฟมิสเทอรีแอนด์อิเมจิเนชัน (Tales of Mystery and Imagination) เอาเนื้อหามาจากเรื่องสั้นในหนังสือชื่อเดียวกันของเอ็ดการ์ อัลเลน โป ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกนิยายสยองขวัญและสืบส่วนสอบสวน นอกจากนี้พวกเขายังมีอัลบั้ม ไอ โรบอต (I Robot) นำมากจากนิยายวิทยาศาสตร์ของไอแซ็ก อสิมอฟด้วย

นิยายมหากาพย์เรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริง (The Lord of the Ring) ของเจอาร์อาร์ ทอลคีน นั้นสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคน ยกตัวอย่างเช่น เจอนีออฟดูนาดัน (Journey of the Dunadun) ของวงกลาสแฮมเมอร์ (Glass Hammer วงโปรเกรสซีฟร็อกคณะนี้ดูจะนิยมทำคอนเซ็ปต์อัลบั้มมากเป็นพิเศษ) แต่ที่คุ้นกว่าน่าจะเป็นอัลบั้ม ไนต์ฟอลอินมิดเดิลเอิร์ธ (Nightfall in Middle Earth) ของไบล์ดการ์เดียน (Blind Guardian)

หรือที่คุ้นเคยกันมากที่สุดคือนิยายเรื่อง 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เดวิด โบวี่ทำงานชุด ไดมอนด์ด็อกส์ (Diamond Dogs) ออกมา เช่นเดียวกับริค เวคแมน ที่ออกงานชุด 1984 มาเหมือนกัน ต่างกันที่ริก เวคแมนได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการให้ใช้ชื่อ 1984 แต่เดวิด โบวี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้

หลายคนคงคุ้นชื่อนิยาย 1984 เพราะว่ารายการเรียลลิตีโชว์รายการหนึ่งใช้ชื่อว่า บิ๊กบราเธอร์ ได้มาจากนิยายเรื่อง 1984 นี่เอง (เป็นเรื่องของรัฐบาลที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ) แวนเฮเลนก็มีอัลบั้มชื่อ 1984 แต่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้

แรงแนวไซไฟดูน่าสนใจ อย่าง โอเปอเรชันไมนด์ไคร์ม (Operation: Mindcrime) ของควีนสไรซ์ เป็นเรื่องราวขององค์กรใต้ดินที่ครอบคลุมชักใยรัฐบาล และตัวเอกของเรื่องเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมนั้น การนำเสนอด้วยภาพแบบฟิล์มนัวร์กับดนตรีอันทรงพลังทำให้งานชุดนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานโปรเกรสซีฟเมทัลเน้นคอนเซ็ปต์ออกตามมาอีกมากมาย

ถ้าชอบเรื่องราวแบบไซไฟ-แฟนตาซีแนะนำให้คุณหางานของวง อายรีออน (Ayreon) มาฟัง ในอัลบั้ม อินทูเดอะอิเล็กทริกคาสเซิล (Into the Electric Castle) จะเป็นเรื่องราวของผู้ชายและผู้หญิงที่ต้องมาอยู่ในสภาพแววล้อมมหัศจรรย์ หรืองานชุด เดอะไฟนอลเอ็กซ์เพอริเมนต์ (The Final Experiment) เรื่องราวในอดีตเมื่อชายตาบอดคนหนึ่งเห็นนิมิตจากอนาคตเรื่องราวแบบแฟนตาซีเช่นนี้คุณหาได้จากวงดนตรีแนว เมโลดิกเพาเวอร์เมทัลนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นแรปโซดีกับงานชุด ลีเจนดารีเทลส์ (Legendary Tales) ไอออนเมดเดนกับงานชุด เซเวนธ์ซันออฟเดอะเซเวนธ์ซัน (Seventh Son of the Seventh Son) อะแวนตาเซีย  กับงาน เดอะเมทัลโอเปรา (The Metal Opera) ทั้งสองภาค

แต่ที่อยากจะแนะนำเป็นพิเศษก็คืองานของคิงไดมอนด์ซึ่งทำเป็นเรื่องเป็นราวสยองขวัญสั่นประสาทได้ทุกชุด!!!

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.