Pantera


หลายคนคงเสียดายกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับก่อนวัยอันสมควรของไดม์แบ็ค ดาร์เรน (Dimebag Darrell) และมันก็เป็นการปิดฉาก Pantera อย่างแท้จริง และปิดความหวังที่หลายๆ คนลุ้นให้พวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง  เหตุการณ์ครั้งนั้นนับว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการเมทัล เพราะคนที่น่าจะทำอะไรกับกีต้าร์ได้อีกหลายอย่าง ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นอีกแล้วหลังจากเหตุการณ์ในวันที่ 8 ธันวาคม 2004 

นาธาน เกล (Nathan Gale) ยิงไดม์แบ็ค ที่อัลโรซ่า วิลล่าในโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ้ (Alrosa Villa, Columbus, Ohio) ขณะที่วง Damageplan กำลังแสดงบนเวที ตัวนาธาน เกลเองก็โดนตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ถ้าจะถามว่าความยิ่งใหญ่ของไดม์แบ็คมันขนาดไหน? ลองนึกง่ายๆ ถ้าเป็นช่วงกลางทศวรรษ 80s มือกีต้าร์ทั้งหลายลอกเลียนการเล่นของเอ็ดดี้ แวน ฮาเลน (Edward Van Halen) แห่งวง Van Halen กันยกใหญ่ (และไม่อยากจะบอกเลยว่าไดม์แบ็คก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย) พอเข้ามาช่วงปลายๆทศวรรษ 80s มือกีต้าร์ที่เล่นเมทัลกระเดียดไปทางแธรช ก็จะลอกแบบเจมส์ แฮ็ทฟิลด์ (James Hatfield) แห่ง Metallica  และเหตุการณ์แบบนั้นก็เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางๆทศวรรษ 90s เมื่อมือกีต้าร์รุ่นเยาว์พยายามเล่นริฟฟ์มหากาฬแบบไดม์แบ็ค  นั่นละความยิ่งใหญ่ของ Pantera ที่ทำให้พวกเขาก้าวมาเป็นวงหัวแถวอย่างเต็มตัวหลังจากออกอัลบั้มแรก Cowboy From Hell ในปี 1990  แค่อัลบั้มเดียวเท่านั้น

แต่…มันเป็นอัลบั้มแรกจริงๆ หรือ? แฟนเพลงของ Pantera รู้ดีว่ามันไม่ใช่อัลบั้มแรก ถึงแม้ว่าพวกเขาปฎิเสธที่จะเอ่ยอ้างถึงอัลบั้มทั้งหลายที่ออกก่อนหน้านั้น แต่มันก็ลบอดีตไม่ได้ คล้ายๆ กับ Judas Priest ที่ปฎิเสธอัลบั้มแรก จนถึงขั้นบอกแฟนเพลงว่าอย่าเสียเงินไปซื้อเลย  และ Pantera ก็เช่นกัน ในเว็บไซท์ทางการของคณะ(http://www.officialpantera.com/) ไม่ได้กล่าวถึงอัลบั้มก่อนหน้า Cowboy From Hell แม้แต่น้อย ในส่วน bio ก็ให้ข้อมูลสั้นๆ ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา…ไม่มีก่อนหน้านั้น

ย้อนกลับไปในปี 1981 สองพี่น้อง วินนี่ พอล แอ็บบอทท์ (Vinnie Paul Abbott) กับ ดาร์เรน แอ็บบอทท์ (Darrell Abbott ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Diamond Darrell) ตั้งวงร่วมกับ ทอมมี่ แบร็ดฟอร์ด (Tommy Bradford – มือเบส) เทอรี่ แกลส (Terry Glaze – กีต้าร์) และ ดอนนี่ ฮาท (Donnie Hart –นักร้องนำ) เล่นเพลงของ Van Halen หรือไม่ก็ Kiss เป็นหลัก  แน่นอนว่าพวกเขาก็เป็นพวกที่ออกมาในกระแส Hair Metal, Glam Metal ที่กำลังพุ่งแรงในสมัยนั้น ปี 1982  ดอนนี่ ฮาท กับ ทอมมี่ แบร็ดฟอร์ด ลาออกไป เทอรี่ แกลส ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เทอร์เร้นซ์ ลี (Terrence Lee) จึงต้องมาเป็นนักร้องนำแทน  และได้ เร็คส์ ร๊อคเก้อร์ (Rexx Rocker) มาเป็นมือเบสแทน

พวกเขาตั้งชื่อวงว่า Pantera ซึ่งในภาษาอิตาเลี่ยนและสแปนิช หมายถึงเสือประเภทหนึ่ง (panther) แต่วินนี่ พอลมีกลองรูปงามอวบอ้วนสมบูรณ์เคยให้สัมภาษณ์ว่ามันมีแนวคิดคำมาจาก Pantego บ้านเกิดในเท็กซัส

เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับสองพี่น้องไดม์แบ็คและวินนี่ เพราะว่าเจอรี่ (Jerry Abbott) พ่อของพวกเขาเห็นดีเห็นงามที่จะให้ลูกเติบโตในเส้นทางดนตรี  และที่สำคัญ เขามาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับงานของลูกๆ ด้วย  อัลบั้มแรก Metal Magic (1983) เป็นแกลม เมทั่ลออกจะดาดๆ แต่ว่าถ้าพิจารณาจากพื้นฐานทางดนตรี งานนี้มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก แต่ว่าบันทึกเสียงแย่มากๆ เสียงแตกพร่า แล้วอย่าไปหวังว่าเสียงกีต้าร์จะโดดเด่นมากมายนัก นึกถึงวงดนตรีที่รับอิทธิพลมาจากพวก Judas Priest เป็นหลัก บอกตรงๆ เลยว่าได้ไม่ปะหน้ามาว่าเป็น Pantera จะไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดว่านี่คืองานของ Pantera เสียงกีต้าร์ไม่ใช่ในแบบที่ทุกคนจะคุ้นการเล่นจากปลายนิ้วของไดม์แบ็ค มันธรรมดาสามัญไร้ความน่าสนใจโดยสิ้นเชิง

งานต่อมา Project in the Jungle [1984] ถึงแม้ว่ามันยังไม่ดีนัก แต่เทียบกับ Metal Magic แล้วก็ยังถือว่ามีการพัฒนาอยู่บ้าง การแต่งเพลงดูจะมีจังหวะจะโคนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ Pantera ดนตรีมันจะคล้ายๆ กับวงอย่างพวก W.A.S.P. หรือว่าแกลม เมทัลที่ออกมาในแนวที่หนักอยู่หน่อย คือเริ่มจะได้รับอิทธิพลของพวก Thrash Metal มามากเอาการ และ I am the Night [1985] อาจจะดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาหน่อย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะกลับไปอยู่กับ Hair Band อีกรอบ  ตอนนั้นพวกเขาทำท่าว่าจะไปได้สวยเมื่อ จีนส์ ซิมม่อน (Gene Simmons) มือเบสอสูรลิ้นยาวแห่ง Kiss สนใจงานของพวกเขาอยู่ไม่น้อย แต่ว่ายังไม่ทันที่จะมีอะไรเกิดขึ้น เทอเร้นท์ ลี ก็โดนไล่ออกจากวงไปเสียก่อน

งานในช่วงนี้จะไปว่าอะไร Pantera ก็ลำบาก เพราะพวกเขาก็เหมือนกับวงดนตรีอีกเป็นล้านคณะที่เล่นดนตรีตามแรงบันดาลใจที่ได้รับ อย่างไดม์แบ็ค เขาจะได้เปรียบเด็กคนอื่นๆ ก็ตรงที่พ่อของเขาเป็นทั้งนักแต่งเพลงและเป็นโปรดิวเซอร์ รวมไปถึงมีสตูดิโอของตัวเองอีกด้วย (แต่ส่วนใหญ่พ่อของเขาจะทำงานกับนักดนตรีบลูส์ไม่ใช่เมทัล) ถึงงานจะออกมาไม่โดดเด่นนัก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการพัฒนาตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปของพวกเขา

หลังจากงานชุดนี้ เทอรี่ก็ออกไป เดวิด พีค๊อก (David Peacock)มาเป็นนักร้องนำแทนอยู่หลายเดือน ก่อนที่จะเสียตำแหน่งให้กับคนใหม่ที่มาจากนิวออลีนส์; ฟิล อันเซลโม (Phil Anselmo) ออกงานชุด Power Metal มากระแทกหูแฟนเพลงเป็นการชิมลางก่อน อัลบั้มนี้เริ่มได้เนื้อได้หนังมากขึ้น เสียงกีต้าร์ออกจะไปในทางแทรชซะมากเหมือนกัน เสียงร้องยังไม่ถึงแบบ Cowboy from Hell แต่มันเข้ากับดนตรีมากกว่าสมัยเทอเร้นท์มาก “Over and Out” และ “We’ll Meet Again” นี่ทำเอาหัวสั่นหัวคลอน โผล่มากับเพลง “Rock the World” นี่ก็ทำให้คนฟังหัวสั่นหัวคลอนกันแล้ว ลีลาแทรชกึ่งเพาเวอร์ เมทัล ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมบริษัทใหญ่ถึงได้สนใจพวกเขา ยิ่งเพลง “Power Metal” ที่กีต้าร์สับคอร์ดไม่ยั้ง แล้วกลองเบิ้ลแบบไม่กลัวตายควบเร็วจี๋ฝ่านรก  สุดยอดผลงานของพวกเขาจริงๆ

เรื่องราวหลังจากนั้นก็คงเป็นที่รับรู้กันดี เมื่อพวกเขาออกงานสุดฮิต Cowboy From Hell งานที่ทำให้พวกเขาก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า อัลบั้มนี้สไตล์มีการพัฒนาจาก Power Metal อย่างก้าวกระโดด จนน่าเชื่อได้ว่าการเข้ามาของฟิล มาผลต่อการทำเพลงของวงไม่น้อยเลย เพราะในอัลบั้ม Power Metal ถึงแม้ว่าจะมีบางอย่างเป็นร่องรอยนำทางมาสู่ Cowboy From Hell ได้ก็จริง แต่มันยังเป็นลักษณะของวงที่ยึดเอา Judas Priest เป็นแม่แบบ แต่สไตล์การเล่นกีต้าร์ของไดม์แบ็ค และการตีกลองของวินนี่ พอล มันมีรายละเอียดยิบย่อยน่าค้นหาเกินกว่าระดับมาตรฐานเฉลี่ยของดนตรีเมทัลทั่วๆ ไปในสมัยนั้น

ยิ่งเพลง “Cemetery Gate” ที่ช้าๆ แล้วเร่งจังหวะหนักแน่นรุนแรง เป็นตัวเสริมให้พวกเขามีเพลงฮิตติดหูชาวกะโหลกเหล็กในเวลาไม่นาน ยิ่งในอัลบั้ม Vulgar Display of Power ยิ่งแสดงศักยภาพให้คนทั่วไปได้ประจักษ์ถึงความดุเดือดที่เกินเมทัลทั่วๆ ไป มีลักษณะของฮาร์ดคอร์มาเจือจาง  หลังจากนั้น Far Beyond Driven ก็ออกมาแล้วประสบความสำเร็จทันที เป็นหนึ่งในอัลบั้มเมทัลจำนวนน้อยที่จะออกมาแล้วขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ทบิลบอร์ดในสัปดาห์แรก และพวกเขาก็ตัดสินใจเร่งความแรงให้มากขึ้นใน Great southern Trendkill

แต่พอช่วงปี 2001 ฟิล ก็เริ่มปลีกตัวออกไปทำงานอื่นๆ เช่นวง Down ส่วนสองพี่น้องตระกูลแอ๊บบอร์ท ก็หันไปทำโปรเจ็คท์ New Found Power (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Damageplan แต่ยังใช้เป็นชื่ออัลบั้ม)  ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีใครคิดว่าจะเป็นจุดจบของ Pantera เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวสักพักฟิลก็คงจะกลับมาร่วมงานกับทางคณะเหมือนเดิม  แต่แล้วฟิล ก็ประกาศออกมาว่าเขาต้องการทำงานเต็มเวลากับ Superjoint Ritual นั้นหมายความว่าวง Pantera กลายเป็นอดีตไปแล้วสำหรับเขา

หลังจากนั้น ก็เกิดสงครามปากระหว่างสองคนนี้เรื่อยมา…จนเหมือนว่าจะมีทางคืนดีกันได้อีก สองวงนี้ก็มีการให้สัมภาษณ์แขวะกันไปแขวะกันมาอยู่เสมอๆ ทาง Damageplan มักจะบอกว่าฟิล เอาแต่ใจตัวเองและติดยาจนเสียงานเสียการ  ฟิลก็สวนกลับด้วยเรื่องราวไม่ต่างกัน  ส่วน เร็คส์ มือเบส ดูจะเงียบเชียบไป เขาไปร่วมงานกับฟิล ในโปรเจ็ค Down II และปีที่ผ่านมาก็ไปร่วมงานกับ Crowbar

สำหรับนักสะสม งานสี่ชุดแรกของ Pantera ตอนนี้ลดราคาลงมาค่อนข้างมาก บางช่วงคุณสามารถซื้อได้ในราคาประมาณ 14 – 35 ดอลล่าร์ โดยเฉลี่ย จะอยู่ประมาณ 25 ดอลล่าร์(และบวกเพิ่มประมาณ 6 – 10 ดอลล่าร์สำหรับค่าส่ง + ลงทะเบียนรับประกัน)  มันขึ้นอยู่กับจังหวะด้วย  แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวแล้ว  คิดว่า งานชุด Power Metal ยังโอเคอยู่บ้าง แต่ต้องทำใจกับระบบเสียงเล็กน้อย ส่วนงานชุดแรก เรียกได้ว่าห่วยเต็มปากเต็มคำ คนที่จะซื้อสามชุดแรกน่าจะเป็นพวกนักสะสมที่ชอบ Pantera มากกว่า

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.