ข้ามไปยังเนื้อหา

Free: Fire and Water


ใครเติบโตมากับดนตรีแบบไหนก็จะซึมซับเอาดนตรีในแบบนั้นเข้าเป็นมาตรฐานส่วนตัว คนที่โตมากับทศวรรษ 2000 ก็จะมองว่าเพลงยุคนี้ดี ในขณะที่คนที่ฟังเพลงจากทศวรรษอื่นมองว่าเพลงในทศวรรษนี้มันไม่ได้เรื่อง และในทางกลับกันคนที่ฟังเพลงยุคนี้ถ้าย้อนกลับไปฟังเพลงจากบางยุคสมัยก็อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าฟังเพลงแบบนี้กันเข้าไปได้ยังไง

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก อาจจะเป็นเพราะว่าวิถีการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมาก สภาพแวดล้อมก็ไม่เหมือนกันจะให้คนเราชอบในสิ่งที่ย่ำอยู่กับที่ได้อย่างไร? อย่างเช่นสอง – สามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ใช้เวลาหมดไปกับการเล่นเกมส์ แล้วก็หาอัลบั้มเก่าๆ ยุค 70 มาฟัง จนได้รู้ซึ้งว่าการฟังเพลงยุค 70 ไปพร้อมกับเล่นเกมส์สมัยนี้ไม่เข้ากันและเสียสมาธิในการเล่นเกมส์เปล่า ๆ ยิ่งถ้าฟังเพลงในยุคปลายไซคีเดลิบางคณะแล้วไม่ไหว อารมณ์มันกระเจิงไปคนละทางกับเกมส์ที่เล่นเลย แต่ถ้าเอาเกมส์พวกนี้มาเล่นตอนที่ฟังเพลงนูเมทัลก็เข้ากันดี จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากเด็กสมัยนี้คิดว่าเพลงในช่วงทศวรรษ 70 เป็นเพลงที่น่าเบื่อ

ความรู้สึก “เบื่อ” นี่ไม่ดีต่อการฟังเพลงเป็นที่ยิ่ง แต่ถ้าอยู่กับความน่าเบื่อนานพอจะสัมผัสถึงคุณค่าของสิ่งที่คิดว่ามันน่าเบื่ออย่างเช่นเมื่อฟังงานชุดไฟร์แอนด์วอเทอร์ (Fire & Water) ของวงฟรีชุดนี้ครั้งแรกบอกตรง ๆ เลยว่านี่คืองานที่น่าเบื่ออิ๊บอ๋าย ฟรีเป็นวงดนตรีที่เกิดมาในยุคปลายไซคีเดลิกก่อนจะมีดนตรีเฮฟวีเมทัลเกิดตามมา ช่วงนั้นวงดนตรีหลายวงจะทำดนตรีกันคล้ายแบบนี้ คือรักษาฐานบลูส์เป็นหลักแล้วบรรเลงให้หนักขึ้น หลายคณะขยับดีกรีความแรงขึ้นไปเป็นวงดนตรีบุกเบิกเฮฟวีเมทัล แต่สำหรับฟรียังไม่ใช่เมทัลถึงแม้ว่าจะทำดนตรีอยู่ในสายเดียว (หรือใกล้เคียง) กับวงอย่างเลดเซพพลิน แบล็กซับบาธ หรือว่า ดีพเพอเพิล แต่ดนตรีจะแตกต่างกันในวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไป

กล่าวสำหรับฟรีแล้ว พวกเขายืนหยัดที่จะเล่นในรอยอนุรักษ์บริติชบลูส์ รับอิทธิพลมาจากพวกเดลตา บลูส์ (อย่าง โรเบิร์ต จอห์นสัน ) และชิคาโกบลูส์ (อย่าง มัดดี วอเตอร์ ) เป็นหลัก และต่อเนื่องด้วยดนตรีไซคีเดลิกเจือปนมาบางเบาพอให้เข้ากระแสดนตรีในยุคนั้น.

งานสองอัลบั้มแรกคือ ทันส์ออฟซอบส์ (Tons of Sobs) กับ ฟรี (Free) ทีออกมาในปี 1969 ไม่ค่อยจะได้รับความนิยมในวงกว้างมากนัก ถึงแม้ว่างานสองชุดนั้นจะได้รับคำชื่นชมในภายหลัง แต่ช่วงที่ออกมาถือว่ายังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ปัญหาเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็คือ ถึงแม้พวกเขาจะมีวิญญาณนักดนตรีแบบถึงแก่นแต่ก็ไม่ได้มีเพลงที่จะเป็นจุดขายที่แข็งพอจะให้คนมาสนใจในวงกว้างได้

จนกระทั่งเพลง “ออลไรท์นาว” ออกมาถึงได้เป็นการเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา และเพราะว่าเพลงนี้เพลงเดียวแท้ ๆ ทำให้ยอมเสียเงินซื้อแผ่นนี้มาเก็บไว้ทั้งที่ไม่ได้ชอบเพลงอื่นเลย (ในตอนนั้นคิดว่าเพลงอื่นมันน่าเบื่อมาก แต่ก็อย่างที่เขียนไว้ข้างบน “อยู่กับความน่าเบื่อนานพอจะสัมผัสถึงคุณค่าของสิ่งที่คิดว่ามันน่าเบื่อ” ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วประโยคนี้ใช้ได้กับงานชุดนี้ เพราะเมื่อฟังงานชุดนี้แบบ “ปล่อยวาง” ก็รู้สึกว่าเพลงของฟรีมีเสน่ห์ส่วนตัวค่อนข้างสูงมาก

แต่ผู้ที่จะรับรู้ถึงเสน่ห์ของฟรีได้จะต้องเรียนรู้กับภาษาบลูส์มาก่อนเป็นปฐม เพราะหากปราศจากจิตฝักใฝ่ในบลูส์ก็มีหวังได้หลับตั้งแต่เพลงแรก เพราะความราบเรียบของบทเพลงจากฝีมือการบรรเลงของฟรีอันดูเหมือนว่าน่าเบื่อนี้ ถ้าเข้าใจในธรรมชาติของดนตรีที่เกิดขึ้นก็จะรู้สึกว่าบทเพลงในแบบนี้ก็คือลักษณะคล้ายต้นกำเนิดเมทัลอีกหลายคณะในเวลาต่อมา เพียงแต่ว่าพวกเขาอยากจะเน้นความเรียบง่ายแต่ขลังของดนตรีบลูส์ให้มากกว่าความเร่งเร้ารุนแรงสะใจ

ความลงตัวของบทเพลงทำให้ คริส แบล็คเวลส์ เจ้าของบริษัทเอแอนด์เอ็มเล็งเห็นว่าวงฟรีเป็นดาวฤกษ์ที่ส่องประกายในตัวเองได้ จึงปล่อยวางให้ฟรีควบคุมดูแลการผลิตงานของพวกเขาเองโดยไม่พึ่งพาโปรดิวเซอร์คนอื่น ทุกเพลงจึงออกมาในทางเรียบง่ายโดยผ่านการคัดกรองของสมาชิกแต่ละคนเป็นอย่างที่ใจต้องการจริง ๆ คนฟังต้องอาศัยการรับฟังในสภาพผ่อนคลาย หลีกความสับสนวุ่นวายมาฟังจึงจะเสพรับสุนทรียะที่พวกเขาบรรจงสร้างออกมาได้อย่างเต็มที่ การเดินเบสอันไหลลื่น การเล่นริฟฟ์กีตาร์เรียบ จะมีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะเสียงร้องของ พอล ร็อดเจอรส์ที่ลุ่มลึกเต็มที่ ยิ่งเพลง “ออลไรท์นาว” อันลงตัวทั้งเสียงกีตาร์และภาคริธึมที่กำลังเหมาะเจาะพอดี ถึงเนื้อหาจะไม่โดดเด่นแต่ด้วยลีลาที่ออกมาทำให้เพลงนี้ติดหูคนฟังได้ไม่ยาก

แต่ความสำเร็จของ “ออลไรท์นาว” กลับส่งผลให้เกิดรอยร้าวในหมู่สมาชิกเนื่องจากอัตตาปะทะกันจนหลังจากงานชุดนี้ พอล ร็อดเจอรส์ ออกไปทำงานในนามพีซส่วน แอนดี เฟรเซอร์ไปตั้งวงโทบีและไซมอน เคริกส์ กับพอล คอสซอฟฟ์ก็ออกไปทำงานร่วมกัน แต่ว่าก็ไม่มีวงไหนไปรอด จึงกลับมาร่วมงานกันในงานชุดฟรีแอ็ตลาสต์ (Free At Last) ซึ่งได้รับคำชมเชยในคุณค่าของงานชุดนั้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้วงอยู่รอด ต้องแตกแยกไปคนละทาง ทิ้งเพลงงานบางชุดให้เจิดจรัสอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนต่อไป

Line Up

  • Paul Kossoff – Guitar
  • Simon Kirke – Drums
  • Andy Fraser – Bass
  • Paul Rodgers – Vocal

Track List:-

  1. Fire and Water
  2. Oh I Wept
  3. Remember
  4. Heavy Load
  5. Mr. Big
  6. Don’t Say You love Me
  7. All Right Now
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: