Johnny Tillotson


ชายร่างสันทันเดินลงจากเวที โดยที่เสียงปรบมือชื่นชมยังไม่จางหายไป ใบหน้าเขายังประดับรอยยิ้มปิติอยู่เหมือนกับภาพที่หลายคนเห็นจนเจนตา เทียบกับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทั่วไปแล้ว จอห์นนี ทิลล็อตสันยังดูหน้าตาอ่อนกว่าอายุจริงอยู่พอสมควร อาจจะเป็นเพราะเขาได้ทำงานที่ตัวเองชอบและงานยังมั่นคงดีอยู่ อย่างในปีค.ศ. 2005 นี้เขามีตารางทัวร์ทั่วสหรัฐอเมริกาถึง 6 เดือน ไม่เลวเลยสำหรับชายที่อายุใกล้เลข 65 ปี ถ้าเป็นทั่วไปวัยขนาดนี้คงเกษียณไปพักผ่อนอยู่กับบ้านแล้ว

สำหรับจอห์นนี ทิลล็อตสัน เขายังคงมีความสุขกับการได้เล่นดนตรีเหมือนที่เขาทำมาเกินครึ่งศตวรรษ ทุกวันนี้เขากลายเป็นนักร้องคันทรีเต็มตัว หลายคนรู้จักเขาในฐานะดาราผู้มีโชว์ประจำในลาสเวกัส แต่สำหรับคนอายุรุ่นเดียวกับเขาจะจำเขาได้ในฐานะของทีนไอดอลที่เคยมีชื่อเสียงในช่วงต้นทศวรรษหกสิบ ซึ่งในปัจจุบันเค้าของความเป็นหนุ่มรูปงาม ขวัญใจสาวในอดีตก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ

ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วงปลายทศวรรษห้าสิบต่อเนื่องเข้าต้นทศวรรษหกสิบ รับรองว่าคนที่ฟังเพลงป็อปทั่วไปต้องได้ยินชื่อ จอห์นนี ทิลล็อตสันแน่นอน เขามีเพลงร็อกอะบิลลีสนุก ๆ อย่าง “โพเอ็ตทรีอินโมชัน” เป็นเพลงฮิตติดชาร์ตที่อันดับสองในปีค.ศ. 1960 มีเด็กวัยรุ่นมากมายที่คลั่งไคล้เขา ได้เห็นเขาไปออกรายการยอดนิยมอย่างอเมริกันแบด์สแตนด์ได้เป็นส่วนหนึ่งของรายการทัวร์คาวาลเคดออฟสตารส์ของดิ๊ก คลาร์ก (รายการทัวร์นี้เป็นการรวมเอานักร้องที่กำลังได้รับความนิยมมาออกตระเวนแสดงสดร่วมกัน) เขาเคยรำลึกถึงความหลังสมัยออกทัวร์กับดิ๊ก คลาร์กว่า

“ทัวร์ครั้งนั้น มันริเริ่มโดยดิ๊ก คลาร์ก เขามีรายการโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมสูงมาก (หมายถึงรายการอเมริกันแบนด์สแตนด์) ซึ่งมันทำให้คนสนใจการทัวร์ครั้งนั้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงที่ออกมาใหม่ ๆ ดิ๊กมาออกทัวร์ร่วมกับเราด้วย เขายังหนุ่มและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น แต่ผมจำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก อย่างที่คุณรู้กันนั่นแหละ ศิลปินที่ต้องเดินทางไกลมาก พอลงจากรถบัสได้เขาก็ต้องการตรงดิ่งไปที่โรงแรมและหลับเอาแรง…”

ถึงแม้จะผ่านมาเนิ่นนาน แต่จอห์นก็ยังคงจดจำเรื่องราวดี ๆ ในสมัยนั้นได้มากมาย โดยเฉพาะความชื่นชมที่เขามีต่อดิ๊ก คลาร์ก

“ตอนนั้นผมเพิ่งอายุแค่ยี่สิบกว่า และเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปออกทัวร์แบบนั้น ดิ๊ก คลาร์กเป็นคนมหัศจรรย์จริง ๆ ตอนนั้นเขายังหนุ่มอยู่ และมีความกระตือรือร้นในการทำงาน เขาจะไปสถานีวิทยุเพื่อที่จะโปรโมทว่าว่าพวกเราอยู่ที่นี่แล้วนะ จีน พิตนีย์ จอห์นนี ทิลล็อตสัน เดอะซูพรีมส์ ชับบี เช็กเกอร์…”

“… ดิ๊กมักจะยุ่งกับการโทรศัพท์ติดต่องานบ้าง ผมมักจะเห็นเขาทำนู่นทำนี่ตลอด แต่เป็นคนมีอารมณ์ขัน ในแต่ละรอบการแสดงศิลปินจะแตกต่างกันไป ซึ่งมันเยี่ยมมาก และในช่วงจบทัวร์เขาจะมีปาร์ตี้เล็ก ๆ และมอบพวกอัลบั้มรูปภาพเราเป็นของที่ระลึกจากการทัวร์ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับครอบครัวเคลื่อนที่มากกว่า…”

“…มีเกมส์ในช่วงปาร์ตี้ที่ผมจำได้ก็คือ คนที่อยู่ในงานปาร์ตี้ทุกคนจะต้องหยิบชื่อออกจากหมวก และจับได้ชื่อใครก็ต้องใส่ชุดของเจ้าของชื่อที่จับได้ ถ้าผมหยิบได้ชื่อดีดี ชาร์ป ผมก็ต้องเป็นดีดี ชาร์ป หรือว่าอาจจะหยิบได้ชื่อใครบางคนจากวงเดอะดริฟเตอร์ จำได้ว่าผมเคยหยิบได้ชื่อไบรอัน ไฮแลนด์สองสามหน มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานจริง ๆ…”

ใช่ ย้อนกลับไปช่วงต้นทศวรรษหกสิบ อะไรต่อมิอะไรก็ยังไม่รุนแรงและดูน่ากลัวอย่างทุกวันนี้ ทั้งในเรื่องของยาเสพติดและการกระทำผิดกฎหมายอื่น การใช้ชีวิตของพวกเขาก็คงจะสนุก โดยไม่มีอะไรรุนแรงผาดโผนอย่างศิลปินรุ่นหลัง แต่ที่อยากรู้ก็คือสำหรับบรรดาหนุ่มรูปงามที่เป็นทีนไอดอลอย่างจอห์นนีสมัยนั้นจะมีกรุ๊ปปี คอยติดตามบ้างหรือเปล่า?

สำหรับเรื่องนี้จอห์นนีไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด “ก็นะ….คุณต้องเข้าใจว่าเด็กวัยรุ่นเป็นยังไง ทุกอย่างดูจะเร่งรีบไปหมด คุณไม่มีแม้แต่เวลาจะแจกลายเซ็นด้วยซ้ำ ทันทีที่การแสดงจบลง คุณก็ต้องกลับไปขึ้นรถบัสและเดินทางต่อ ไอ้เรื่องแบบนี้มันทำให้เราขาดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ในช่วงที่ผมอายุ 17 18 หรือว่า 19 มันเป็นช่วงที่ผมต้องใช้ชีวิตต่างจากเด็กวัยรุ่นทั่วไป และความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดที่จะมีกับสาวสวยได้ก็คือมองหาเธอคนนั้นจากหนึ่งในกลุ่มคนฟังเมื่อคุณอยู่บนเวทีเท่านั้น”

จอห์นนีได้ใช้ชีวิตแบบทีนไอดอลที่หนุ่มยุคนั้นพากันอิจฉา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ หรือว่าโชคช่วยให้เขาได้เข้ามาเป็นทีนไอดอล หากแต่เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาเองด้วยที่จะเข้ามาทำงานในสายดนตรี

เพราะสำหรับจอห์นนี เขาได้รับการสนับสนุนจากทางครอบครัวเต็มที่ เขาเกิดที่แจ็กสันวิลล์ แต่ว่าตอนเก้าขวบเขาต้องย้ายไปอยู่กับย่า (หรือยาย) ที่พาลัตกา ห่างจากบ้านเขาไปประมาณห้าสิบไมล์ (แต่เขาก็กลับไปเยี่ยมบ้านทุกช่วงฤดูร้อน) ช่วงที่เขาไปอยู่ที่พาลัตกานี้เขาก็ฉายแววนักร้องจนได้ไปออกรายการวิทยุท้องถิ่น และชื่อเสียงของเขาก็เริ่มขยายวงกว้างไปจนแทบทั่วทั้งรัฐฟลอริดา จนเขาได้มีโอกาสไปเป็นแขกรับเชิญในรายการโทบี ดาวดี โชว์ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้ออกรายการโทรทัศน์ และเพียงแค่ออกโทรทัศน์ครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จด้วยดีจนได้เซ็นสัญญามาออกรายการถึงสามปี และเมื่อรายการโทบี ดาวดี โชว์งดออกอากาศไป เขาก็ได้รับข้อเสนอให้ทำรายการโทรทัศน์ของตัวเองสัปดาห์ละครั้ง

จุดมุ่งหมายหลักของจอห์นนีอยู่ที่การทำดนตรี แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการเรียนไป เขายังคงศึกษาที่มหาวิทยาลัยฟลอริดาจนกระทั่งจบปริญญาตรี และระหว่างนั้นเขาก็ประพันธ์เพลงเก็บไปเรื่อย ๆ และจะเป็นด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็แล้วแต่ มันทำให้หลายคนเข้ามามีส่วนช่วยให้เขาได้มีโอกาสแสดงฝีมือมากขึ้นเรื่อย ๆ

“คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าใครจะสวมบทเป็นนางฟ้าคุ้มครองประจำตัวคุณ…” จอห์นนีเล่าความหลังในช่วงที่เขากำลังจะได้รับโอกาสในการนำเสนอบทเพลงของตัวเอง “ผมก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป คือไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เมื่อคุณอายุยังน้อยและต้องการที่จะทำงานต่อไปในแบบมืออาชีพ อันนี้ไม่เฉพาะนักร้อง อาจจะเป็นจิตรกรหรือว่านักเขียนหรือเป็นอะไรก็ตามที มันก็เริ่มจากคุณก็จะมีฮีโรประจำใจตัวเอง อย่างผมก็จะมีแฮงก์ วิลเลียม กับ เอลวิส เพรสลีย์เป็นฮีโร่ที่ผมตั้งความหวังไว้ตั้งแต่เด็กว่าสักวันหนึ่ง ผมต้องพบพวกเขาให้ได้…”

“…หนึ่งในคนที่มีส่วนช่วยให้ผมมีทุกวันนี้ได้ก็คือ เม แอ็กตัน เธอเป็นคนเมืองเดียวกับผม เป็นแม่ของ ฮอยต์ แอ็กตันแต่ก็เหมือนว่าจะเป็นแม่ของคนทั้งหมด เธอใจดีกับทุกคน ภายหลังเธอกับคนเล่นสตีลกีตาร์ของผมเป็นคนประพันธ์เพลงฮาร์ตเบรกโฮเทลด้วยนะ (เพลงนี้เป็นเพลงดังเพลงหนึ่งของเอลวิส เพรสลีย์)…”

“… สิ่งที่พิเศษสุดในตัวเมก็คือ เธอมักจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอ และคอยกระตุ้นให้ใครต่อใครได้พัฒนาต่อไป คือถ้าเธอได้เห็นแววความสามารถในตัวใคร เธอก็จะมีวิธีในการกระตุ้นให้คนนั้นนำความสามารถที่มีออกมาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน อย่างในกรณีของผม เธอจะบอกว่า “โอ…ฉันเห็นเธอในทีวีนะ” แล้วเธอก็จะช่วยคิดว่าเธอจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอเคยช่วยให้ศิลปินอย่างบัดดี ฮอลลี และเอฟรีบราเธอรส์แจ้งเกิดมาแล้วด้วย เธอเป็นคนที่แนะนำให้ผมไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับศิลปินเหล่านั้น แต่ไม่ใช่ให้ทำเพื่อเงิน แต่เพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์ของผมเอง”

“ถ้าคุณได้เสียงตอบรับชื่นชมจากพ่อแม่ของคุณ หรือว่าจากเพื่อนในโรงเรียน หรือว่าผู้คนในละแวกเมืองคุณ มันจะช่วยให้คุณเกิดกำลังใจและมั่นใจพอที่จะทำอะไรต่อไปมากกว่าเดิม มันจะเติมพลังให้กับความรู้สึกของคุณ และแน่นอน การที่คุณได้เล่นร่วมกับศิลปินเหล่านั้นจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณ คุณสามารถเดินเข้าไปหาศิลปินอย่างบัดดี ฮอลลีหรือว่า จิมมี บราวน์แล้วถามว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีเพลงฮิต แต่ รู้มั้ย คุณจะไม่มีทางรู้คำตอบเลย จิมมี บราวน์ซึ่งต่อมาจับงานโปรดิวซ์ให้กับแฟรงก์ สินาตราและคนอื่นอย่างการธ์ บรูคส์ บอกผมว่า “ถ้าคุณเขียนเพลงคุณก็ต้องบันทึกเสียงมันไว้ และเอามันไปให้คนอื่นฟัง” ซึ่งผมก็ทำแบบนั้น…”

สำหรับจอห์นนีเขาไม่ได้โด่งดังขึ้นมาด้วยตัวคนเดียวโดด ๆ แต่เกิดจากความตั้งใจ ทีสำคัญคือได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้จอห์นนีบอกว่ามันเป็นเรื่องที่พิเศษสุดในชีวิตของเขาที่ได้รู้จักบุคคลเหล่านั้นและคำแนะนำดี ๆ ทั้งหลายเขาก็เอามาทำตาม อย่างเช่นการได้คำแนะนำให้บันทึกเสียงเก็บไว้ มันก็เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองในอนาคต เมื่อเพื่อนคนหนึ่งขอเอาเทปที่เขาบันทึกเก็บไว้ไปส่งประกวดรายการ เนชันแนลเพ็ตมิลค์ทาเลนต์คอนเทสต์

“…มีดีเจที่เป็นเพื่อนของผมเอาบางเพลงของผมที่อัดเสียงเก็บไว้ไปส่งประกวด และผมก็เป็นหนึ่งในหกที่ชนะ ได้ไปทำงานในแนชวิลล์ และหนึ่งในคนที่มาดูการประกวดเพลงนั้นเป็นคนทำงานในธุรกิจดนตรี เป็นผู้หญิงชื่อ ลี โรเซนเบิร์กต่อมาเธอกลายเป็นคนสำคัญในการช่วยเหลือผมโดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน…”

ก็อย่างที่จอห์นนีกล่าวไว้ในตอนต้นว่า คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าใครจะเป็นนางฟ้าคุ้มครองคุณ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือเปิดรับโอกาสที่จะเข้ามาเยือน และสำหรับจอห์นนีในตอนนั้น ลี โรเซนเบิร์กก็เป็นประดุจนางฟ้าที่ช่วยทำให้ความฝันของเขาเป็นจริง  เขาย้อนกลับไปรำลึกความหลังช่วงนั้นต่อว่า

“ลีเข้ามาหาผมที่หลังเวที เธอพูดว่า “คุณต้องการที่จะบันทึกเสียงเพลงที่คุณเขียนขึ้นมามั้ย?” แน่นอน นั่นเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาอยู่แล้ว ผมเลยให้เทปเพลงกับเธอไปสามเพลง และเมื่อเธอถามผมว่าคุณคิดไว้หรือยังว่าอยากจะส่งเทปเหล่านี้ให้ใครฟัง ผมก็ตอบทันทีว่าต้องเป็นอาร์ชี เบลเยอร์ที่คาเดนซ์เร็คคอร์ดส ซึ่งมีฝ่ายดนตรีคันทรีอย่างเอฟรีบราเธอส์และป็อปอย่างแอนดี วิลเลียมและมอร์ตัน ดาวนี…”

สำหรับคาเดนซ์เร็คคอร์ดสที่จอห์นนีแสดงความต้องการที่จะออกงานด้วยนั้นเป็นบริษัทในนิวยอร์ก ก่อตั้งในปีค.ศ. 1952 โดยอาร์ชี เบลเยอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าวงออเคสตราประจำรายการโทรทัศน์ของอาร์เธอร์ ก็อดฟรีย์ซึ่งมีรายการยอดนิยมในช่วงทศวรรษห้าสิบ กล่าวกันว่าอาร์ชีตั้งบริษัทนี้เพื่อที่จะออกงานของจูเลียส ลาโรซา นักร้องประจำรายการของอาร์เธอร์โดยเฉพาะ ตอนแรกจะเน้นนักร้องในแนวสแตนดาร์ดป็อปและแจ๊สต่อมาราวปี ค.ศ. 1957 จึงขยายมาทางคันทรีโดยมีศิลปินดังอย่างเช่นดิเอฟรีบราเธอรส์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้จอห์นนี ต้องการที่ออกงานกับบริษัทนี้ และจอห์นนีก็แสดงความชื่นชมอาร์ชีไม่น้อยเลย

“…ผมเลือกที่จะเซ็นสัญญากับบริษัทคาเดนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทเล็ก ๆ บริหารงานโดยอาร์ชี เบลเยอร์เพราะผมเคยเห็นเขาทางทีวีมาหลายปี สิ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของเขาที่บอกได้ชัดเจนตอนที่เขาทำงานคุมดนตรีให้กับ อาร์เธอร์ ก็อดฟรีย์ก็คือเขาหาเพลงที่เหมาะกับเสียงร้องและบุคลิกของนักร้องแต่ละคนได้ดีที่สุด  เมื่อผมฝันที่จะบันทึกเสียงออกอัลบั้ม ผมก็ต้องมองหาบริษัทเล็ก ๆ และคนที่ผมคิดว่าน่าจะเอาเพลงไปเสนอและทำมันออกมาให้ดีให้ได้…”

แต่ไม่ใช่ว่า เมื่อลีส่งเทปให้อาร์ชีแล้วเรื่องราวจะเป็นไปอย่างราบรื่น จอห์นนีเล่าเกร็ดเล็กเกรดน้อยต่อมาอีกว่า

“…  ลีเป็นคนส่งเทปให้คุณอาร์ชี แต่ผมได้ยินมาว่ามันวางกองอยู่ในบ้านเขาไม่ได้รับการเหลียวแลจนกระทั่งลูกสาวของเขาหยิบมันมาฟังและบอกเขาว่า “เซ็นสัญญากับคนนี้สิ ดนตรีของเขาคล้ายกับเอฟรีบราเธอรส์” และนั่นก็คือจุดเริ่มต้น คุณคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้หรอก บางทีคนที่อยู่ทั่วไปนี่แหละที่เป็นเหมือนกับเทวดาคุ้มครองของคุณ เพียงแต่คุณจะต้องเตรียมพร้อมและรับรู้ให้ได้ว่ามีพวกเขาอยู่ตรงนั้นและพร้อมที่จะช่วยคุณได้”

หลังจากนั้นจอห์นนีได้ทำสัญญากับบริษัทคาเดนซ์เร็คคอร์ดส์สมใจ อาร์ชีทดลองให้เขาออกแผ่นซิงเกิลก่อนประเดิมด้วยเพลง “ดรีมมีอายส์” วางขายเฉพาะในท้องถิ่น ซึ่งกลายเป็นเพลงฮิตในฟลอริดา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับอาร์ชีที่จะให้จอห์นนีปปหาที่นิวยอร์คและบันทึกเสียงอัลบั้มต่อมาที่นั่น

ช่วงนั้นประมาณปีค.ศ. 1958 – 1959 ซึ่งเป็นช่วงที่ดนตรีร็อกอะบิลลีกำลังมาแรง พร้อมกับกลุ่มศิลปินที่เรียกว่าทีนไอดอลซึ่งเข้าทางจอห์นนีพอดี อาร์ชี นายใหญ่แห่งคาเดนซ์คงจะเล็งเห็นแล้วว่าเขาพอจะปั้นให้จอห์นนี เป็นหนึ่งในทีนไอดอลได้ไม่ยากนัก และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะความสำเร็จมาเยือนจอห์นนีอย่างรวดเร็ว ด้วยซิงเกิลเพลง “โพเอ็ตทรีอินโมชัน” ซึ่งขึ้นถึงอันดับสองในสหรัฐ และอันดับหนึ่งในอังกฤษ

อันที่จริง จอห์นนีสนใจดนตรีคันทรีมากกว่า แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธร็อก เมื่อยุคสมัยนั้นดนตรีร็อกอะบิลลี เป็นที่นิยม เขาก็เลยต้องเดินตามน้ำไปด้วย แต่ก็ยังแทรกสำเนียงคันทรีเข้มข้นเอาไว้เสมอ อย่างเช่นเพลง “อิตคีปส์ไรท์ออนอะเฮิร์ตติง” ที่เขาประพันธ์เองมันจะมีสำเนียงคันทรีเข้มมาก เพลงนี้เป็นเพลงที่เขาภูมิใจที่สุดในอาชีพการประพันธ์เพลงก็ว่าได้ เพราะว่าเพลงนี้ว่ากันว่ามีศิลปินมากกว่าร้อยรายเอาไปขับร้องใหม่ในจำนวนนั้นมีศิลปินดัง อย่างเอลวิส เพรสลีย์รวมอยู่ด้วย และเพลง ”อิตคีปส์ไรท์ออนอะเฮิร์ตติง” เวอร์ชั่นที่เอลวิสร้องก็เป็นเพลงที่เปิดนับล้านครั้งในสมัยนั้นจนได้รับมอบรางวัลมิลเลียนแอร์จากบีเอ็มไอด้วย

การที่เขาประพันธ์เพลงได้เองนี่ก็ช่วยให้เขามีภาษีดีกว่านักดนตรีคนอื่นอีกหลายคนในยุคเดียวกัน เพราะสมัยนั้นจะหาทีนไอดอลที่ประพันธ์เพลงเองได้น้อยมาก (แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มี อย่างพอล แองกาก็ประพันธ์เพลงเอง)  แต่ถ้าสังเกตแนวทางการประพันธ์เพลงของจอห์นนีจะเห็นว่าเขาเน้นคันทรี แต่ภาพลักษณ์ที่ออกมากลับอยู่ในพวก ทีนไอดอลและทำเพลงร็อกอะบิลลีทั้งนี้ก็เพราะว่า เขาไม่ได้รังเกียจธุรกิจดนตรี แต่พร้อมที่จะเปิดรับประนีประนอมเสียด้วยซ้ำ จนครั้งหนึ่งเขาเคยบอกว่า “นักประชาสัมพันธ์เท่ากับเพลงฮิต” แต่ก็มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า

“นักประชาสัมพันธ์จะมีส่วนช่วยคุณอย่างมาก แต่ว่าไม่ถึงกับจะทำให้คุณมีเพลงฮิต สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวเพลงเองที่จะต้องเข้าถึงคนฟังและทำให้คนฟังรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขา หนึ่งในเหตุผลที่คนบางคนอย่างเอลวิส เพรสลีย์หรือว่าเดอะบีตเทิลส์กลายเป็นจุดสนใจและขายงานงานได้มหาศาลถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่ามันโดนใจคนครั้งแล้วครั้งเล่า คนฟังจะสนใจเพลงที่ใช่ในจุดที่ใช่ของชีวิต ยกตัวอย่างก็เหมือนกับคุณออกเดทในช่วงแรก ต่อมาอาจจะแต่งงานอาจจะมีเด็กเล็ก ๆ และต่อมาเป็นช่วงที่พวกเขาแก่ตัวลง เพลงจะต้องเข้าถึงชีวิตของเขาเหล่านั้น บรรดานักประชาสัมพันธ์จะต้องทำงานร่วมกับศิลปินและถ้าศิลปินทำเพลงป็อปปูลาร์ และความเป็นป็อปปูลาร์มันเกี่ยวข้องกับสาธารณชน ดังนั้นพวกนักประชาสัมพันธ์จะช่วยให้ชีวิตมันง่ายขึ้น”

และการที่เขารู้จักปรับตัวนี่เอง ทำให้ในช่วงเวลาห้าปีมีเพลงฮิตมากมาย

“ผมคิดว่าผมมีเพลงฮิตอยู่ 28 นะ สำหรับเพลงท็อป 100 หรืออาจจะน้อยกว่านั้นนิดหน่อย แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขไม่ใช่การมีเพลงฮิตหรอกนะ แต่เป็นกลุ่มแฟนเพลงเหนียวแน่นที่มีอยู่ทั่วโลกต่างหาก”

สิ่งที่จอห์นนีบอกว่าเขามีแฟนเพลงอยู่ทั่วโลก ไม่ได้เป็นการเอ่ยอ้างเกินจริงแต่อย่างใด เพราะเขาไม่ได้ร้องแค่ภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียว นอกเหนือจากการร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษแล้วเขายังร้องเพลงเป็นภาษาอิตาลี สเปน เยอรมันและญี่ปุ่นอีกด้วย โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นนั้นเขาบันทึกเพลงเอาไว้ถึง 5 เพลงในปีค.ศ. 1960 โดยมีเพลง “ยามิดะคุณซาโยนาระ” เป็นเพลงฮิตที่ขึ้นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่จอห์นนีได้ไปร่วมแสดงด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่ากู้ดบายมิสเตอร์เทียรส์ ซึ่งเพลงนี้ยังได้รางวัลเมาต์เทนฟูจิอะวอร์ด ด้วย นับเป็นความสามารถที่หาได้ยากอีกอย่างหนึ่ง

การไปแสดงภาพยนตร์มันอาจจะเป็นกระแสนิยมของเหล่าทีนไอดอลในยุคนั้น ยิ่งเมื่อกระแสทีนไอดอลตกต่ำลงเหล่า ชทีนไอดอลหลายคนล้วนหันไปยึดเอางานแสดงเป็นหลัก จอห์นนีฝากฝีมือเอาไว้ในภาพยนตร์หลายเรื่องอย่างเช่น เดอะแฟ็ตสปาย จัสต์ฟอร์ฟัน (เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เพลง) และเดอะคอลออฟเดอะไวลด์เป็นต้น

จอห์นนีมีเพลงฮิตติดชาร์ตอยู่ในช่วงค.ศ. 1960 – 1965 หลังจากนั้นความนิยมในเหล่าทีนไอดอลก็ค่อย ๆ ลดลงไป และตัวจอห์นนีก็หันไปเล่นดนตรีคันทรีเต็มตัว แต่เขาก็ไม่ได้ทิ้งดนตรีร็อกอะบิลลีไปแต่อย่างใด เขาเป็น ทีนไอดอลรุ่นแรกที่หันไปยึดการแสดงตามคลับ โดยเริ่มแสดงประจำที่โคปาคาบานาและเดอะลาตินควอเตอร์มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1963 เขาอธิบายถึงการหันเหจากนักร้องเพลงร็อกมาสู่การเป็นผู้ให้ความบันเทิงประจำคลับว่า

“คือถ้าคุณไม่ได้อยู่ในระหว่างโปรโมทอัลบั้ม หรือว่าไม่ได้ไปออกรายการของดิ๊ก คลาร์ก ที่เดียวที่คุณจะไปแสดงโชว์ได้ในตอนนั้นก็คือไนต์คลับใหญ่ ๆ และทุกเมืองก็จะมีไนต์คลับแบบนี้อยู่ มันเป็นที่ให้คนอย่างพอล แองกา บ็อบบี ไรเดลล์ แฟรงกี อวาลอน และผม ได้ไปเปิดการแสดงที่นั่น แน่ล่ะ สลับกับการไปแสดงที่ลาสเวกัส พวกคลับใหญ่เหล่านั้นจะให้ประสบการณ์ในการร้องเพลงสแตนดาร์ดและการติดต่อพูดคุยสื่อสารกับคนดูผู้ใหญ่ได้เยี่ยมมาก…”

นับจากปีค.ศ. 1963 เป็นต้นมา จอห์นนีก็ปักหลักอยู่กับการร้องเพลงในคลับ โดยประจำในลาสเวกัสเป็นหลัก สลับกับการออกทัวร์เป็นระยะ ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่าชื่อเสียงของเขาเงียบลงไปจากต้นทศวรรษหกสิบ แต่ว่า เขาก็ยังมีการโชว์ตัวประจำสม่ำเสมอ อย่างในทศวรรษเก้าสิบ เขาจะไปออกรายการโทรทัศน์ อย่างแนชวิลล์โชว์จะมีเขาเป็นแขกรับเชิญสม่ำเสมอ ช่วงปลายทศวรรษแปดสิบก็ไปออกรายการทีวีในญี่ปุ่นประจำ โดยฉพาะช่วยปลายทศวรรษแปดสิบเขาจะไปออกรายการคู่กับเดล เชนนอนบ่อยมาก เขาไปออกรายการมิดเดย์และเดอะเบิร์ต นิวตัน โชว์ประจำในช่วงทศวรรษแปดสิบและเก้าสิบ (สองรายการนี้เป็นทีวีของออสเตรเลีย) หรืออย่างปีค.ศ. 2004 ที่ผ่านมาเขาก็ไปอยู่ในซีรีย์ทางดนตรีที่ชื่อร็อกแอ็ต 50 แล้วยังมาออกทัวร์ถึงมาเลเซียเพื่อนบ้านเราด้วย โดยมาพร้อมกับ บ็อบบี วี หนึ่งในเพื่อนร่วมรุ่นทีนไอดอลมาด้วยกัน

ถึงแม้ว่าปีนี้เขาจะตัดสินใจทำงานน้อยลง แต่ว่าการออกแสดงสดปีละหกเดือนก็ยังแสดงให้เห็นว่าเขายังมีไฟในการเล่นดนตรีอยู่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และเป็นหนึ่งในคนดนตรีที่มีงานชุกมากแม้วัยจะย่างเข้า 65 ปีแล้วก็ตาม

เพลงติดอันดับท็อป 40

Poetry In Motion (#2) 1960

Without You (#7), 1961

Jimmy’s Girl (#25) 1961

Dreamy Eyes (#35) 1962

It Keeps Right On A Hurtin’ (#3) 1962

I Can’t Help It (If I’m Still In Love With You) (#24), 1962

Send Me The Pillow That You Dream On (#1, อันดับ country chart ที่ 11) 1962

You Can Never Stop Me Loving You (#18) 1963

Out Of My Mind (#24),1963

Talk Back Trembling Lips (#7),1963

Worried Guy (#37),1964

I Rise I Fall (#36),1964

She Understands Me (#31), 1964

Heartaches By The Number (#35), 1965

 

Johnny Tillotson Discography

This Is Johnny Tillotson

It Keeps Right On A Hurtin’ [1962]

You Can Never Stop Me Loving You [1963]

Talk Back Trembling Lips  [1963]

The Tillotson Touch [1964]

She Understands Me [1964]

That’s My Style [1965]

Sing [1965]

No Love at All [1966]

Christmas Touch [1966]

Sings Johnny Tillotson [1966]

Here I Am [1967]

The Best Of Johnny Tillotson [1968]

Tears On My Pillow [1969]

Johnny Tillotson [1970]

SCRAPBOOK [1984]

หมายเหตุ ช่วงทศวรรษเก้าสิบเป็นต้นมามีงานรวมเพลงของจอห์นนีออกมาเกือบทุกปี ส่วนมากเป็นเพลงซ้ำกัน เพียงแต่เปลี่ยนชื่ออัลบั้ม

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.