Gothic


คำว่า ก็อธ หรือ กอธิก (Goth/Gothic) ใช้ในวงการดนตรีครั้งแรกเมื่อปลายทศวรรษ 1970 เมื่อ เอียน แอสท์บิวรีแห่งวงเซาเธิร์นเดธคัลต์ (หรือเดอะคัลต์) ได้พูดถึงดนตรีของวงแอนดีเซ็กซ์แกงค์ว่ามันเป็น ‘กอธิกพิกซี’ (gothic pixie) และคำนี้สะดุดความรู้สึกของใครบางคนที่ทำงานในนิตยสาร นิวมิวสิเคิลเอ็กเพรส (หรือเอ็นเอ็มอี) และ ซาวนดส์ จนนำไปเรียกดนตรีที่ให้อารมณ์และความรู้สึกแบบนั้นว่า กอธิค สำหรับวงดนตรีคณะแรกที่ได้รับการกล่าวขานจากนิตยสารเอ็นเอ็มอีก็คือ ซูซีแอนด์เดอะแบนชีส์

ตรงนี้ขอเอ่ยแทรกไว้เล็กน้อยสำหรับวงเดอะคัลต์โดนจัดหมวดหมู่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 อยู่ในแวดวงฮาร์ดร็อก แต่ว่าตอนเริ่มตั้งวง สมัยที่ยังใช้ชื่อวงเซาเธิร์นเดธคัลต์นั้นพวกเขาเป็นโพสต์พังก์มีบางส่วนคล้ายกอธิกอยู่บ้าง

และในปีค.ศ. 1978 แอนโธนี เอช วิลสัน ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีก็เรียกลักษณะดนตรีของจอยดิวิชันว่าเป็นวงกอธิค จากนั้นบรรดาสื่อสาธารณะทั้งหลายก็กระโจนเข้าใส่คำนี้กันอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเดอะเซาเธิร์นเดธคัลต์ เบาเฮาส์ เดอะซิสเตอร์ออฟเมอซี เดอะมิสชัน เดอะเคียว ต่างก็สร้างคะแนนนิยมและเรียกแฟนเพลงได้เป็นกลุ่มเป็นก้อน

วงดนตรีเหล่านี้นิยมสวมใส่ชุดสีดำสนิท รวมไปถึงบรรดาสาวกของพวกเขาด้วย บางทีอาจจะเป็นเพียงแต่การแสดงออกถึงการต่อต้านสีสันฉูดฉาดบาดตาของดนตรีดิสโกเพราะพวกกอธิคเติบโตมาท่ามกลางดนตรีพังก์ หรือจะบอกว่ามันมีต้นกำเนิดทางความคิดมาใกล้เคียงกันก็เป็นไปได้ วงเดอะแบนชีส์ก็เคยเป็นพังก์มาก่อนที่จะแยกตัวออกมาเป็นกอธิคชัดเจน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กอธิกกลายเป็นกระแสได้อย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากภาพลักษณ์แล้วเนื้อหาสาระอันน่าจับใจของจอยดิวิชัน เดอะซิสเตอร์ออฟเมอซี เบาเฮาส์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กอธิกแทรกตัวกระแสดนตรีบรรดาโพสต์พังก์ทั้งหลายออกมาได้อย่างสง่างาม

แต่ถึงแม้ว่าเอ็นเอ็มมีและซาวนดส์จะช่วยสร้างคำว่าก็อธขึ้นมาก็ตาม แต่เหมือนว่าไม่มีทิศทางที่แน่นอนต่อเนื่อง หลายคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวก็อธไม่เข้าใจในความเป็นไปของกอธิกเลยด้วยซ้ำ วนเวียนอยู่กับการนั่งสูบกลิ่นควันและการทำตัวคล้ายค้างคาวดูดเลือดราวกับหลุดมาจากนิยายเรื่องแดรกคิวลาของบราม สโตเกอร์ หลายคนสับสนและยึดมั่นถือมั่นไปว่าสิ่งนั้นคือก็อธ แต่ทั้งนี้ก็มิได้ปฏิเสธว่าปิศาจเสพโลหิตมนุษย์นี้มิใช่ก็อธ ตำนานของผู้ยังชีพด้วยโลหิตน่าลุ่มหลงเพราะเกี่ยวพันเรื่องตัณหาราคะจริต ซ่อนปมสัญชาตญาณชั้นต่ำของมนุษย์ได้น่าสนใจ รวมทั้งประเด็นรักร่วมเพศและร่วมวงเสพกามกันเป็นหมู่คณะ ล่วงมาถึงทุกวันนี้ เรื่องราวแบบนี้ยังสร้างอิทธิพลต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง จากวรรณกรรมของแอน ไรซ์ เจ้าของงานเขียนที่เป็นบรรทัดฐานปิศาจดูดเลือดอย่าง บทสัมภาษณ์แวมไพร์ (Interview with a Vampire) เป็นตัวอย่างของระบบความสัมพันธ์ของคนกลุ่มน้อยที่แตกต่าง ไม่อาจเข้าร่วมกับผู้อื่น ความเป็นอมตะ และงดงามโรแมนติก แต่การเสแสร้งเป็นปิศาจไม่ได้เป็นจิตวิญญาณของก็อธ ตรงจุดนี้ต้องแยกให้ออก มิเช่นนั้นพอเห็นอะไรเป็นปิศาจก็จะโยงเข้าหากอธิกไปหมด อย่าง ซาเลมล็อต (Salem Lot) ของสตีเฟน คิง ได้รับการกล่าวขานถึงอิทธิพลของวรรณกรรมปิศาจรุ่นหลังก็จริง แต่ลักษณะเป็นเรื่องสยองขวัญมากกว่า

ก็อธไม่ใช่ศาสนา ไม่มีการต่อต้านทางเชื้อชาติ (แน่นอน ถ้าพูดถึงเรื่องการแบ่งสีผิว ก็อธเป็นดนตรีของชนผิวขาวมาแต่เดิม) ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง ไม่ใช่วิถีแห่งคนนอกรีต ถึงแม้ว่าจะมีการใช้สัญลักษณ์ทางศาสนาและความเชื่ออย่างไม้กางเขน อาร์ค และดาวห้าเหลี่ยม แต่ไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเวทมนต์และการทำลายล้าง แต่ภายหลังมีวงดนตรีที่ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับดนตรีก็อธจนได้

ถึงแม้ว่าจะมีก็อธบางคณะนำเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาหล่อรวมเข้ากับดนตรีก็ไม่ถือว่าเป็นหลักของก็อธ เป็นแค่ความคิดส่วนบุคคลเท่านั้น ถ้าจะพูดถึงก็อธจะต้องมีความเป็น Doom & Gloom คือการพร่ำร้องเรียกครวญความโศกเศร้าที่อยู่ชั่วนิรันดร์ แต่บางคณะอาจจะทำดนตรีออกมาป็อปหน่อย อย่างเดอะเคียวที่บางคนสงสัยว่าเป็นกอธิกด้วยหรือ? ภายใต้การนำของโรเบิร์ต สมิธนักร้องนำหัวรังนกกระจอกคนนี้เป็นกอธิกรุ่นแรก ซึ่งนำเสนอความเริงร่าในสภาวะเศร้าหมองได้อย่างเลิศล้ำเหนือคำบรรยาย ใครไม่เข้าใจลองฟังเพลง “ลัลลาบาย” หรือ “โคลสทูมี” น่าจะเข้าใจลักษณะที่ว่าได้ไม่ยาก หรือแม้แต่ “ฟรายเดย์ไอม์อินเลิฟ” ที่สุดแสนจะป็อปและฮิตมหาศาลก็ยังคงเป็นก็อธอยู่เหมือนเดินไม่เปลี่ยนไป

นอกเหนือจากดนตรีแล้ว เรื่องของแฟชั่นก็เป็นส่วนสำคัญสำหรับก็อธเหมือนกัน ในช่วงกลางทศวรรษ 80 รูปลักษณ์เข้ามาครอบงำจนกระทั่งหลายคนคิดว่าสำคัญกว่าดนตรีที่นำเสนอด้วยซ้ำ ด้วยภาพลักษณ์ดำสนิท ผมสีดำ เครื่องแต่งกายสีดำ ผิวสีขาวซีด หากมีเครื่องประดับมันจะเป็นเครื่องเงินสะท้อนประกายแสง ส่วนใหญ่หากไม่ใช่เครื่องหมายทางศาสนาในยุคเริ่มแรกก็จะเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอียิปต์โบราณ จนทำให้ภายหลังถัดมาเกิดภาพจำว่าชุดหนังสีดำ ชุดยีนส์รัดรูป แว่นกันแดดดำสนิท กลายเป็นเครื่องแบบประจำชนชาวก็อธไปโดยปริยาย

ในทศวรรษ 1990 ดนตรีก็อธยุคแรกทยอยสาบสูญไปทีละน้อย ทดแทนด้วยกลุ่มที่แปรสภาพมาจากดนตรีเมทัลแต่สภาพของการทำงานของกอธิกร็อกรุ่นใหม่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการทำงานกันด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกเสียงแบบโฮมเร็กคอร์ดดิง การจัดสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันตามบ้าน และรวมกลุ่มเหนียวแน่นสร้างพันธมิตรกันผ่านแฟนซีนและเดโมเทป และภาพลักษณ์ที่พบได้ในภาพยนตร์อย่าง เดอะโครว์ อินเทอวิววิธเดอะแวมไพร์ ได้สร้างรูปลักษณ์กอธิกขึ้นมาอีกครั้ง ณ คราวนั้นผ้าลูกไม้บางเบาจากยุควิกตอเรียน ผ้ากำมะหยี่ ผมที่ยาวและตรงเป็นเงางาม ผนวกกับศิลปะรุนแรง เรียกว่า BDSM  (Bondage, Discipline and Sado-Masochism) ซึ่งเป็นการสราญใจทางการเจาะสักร่างกาย การแสวงหาวิถีทางเพศอย่างเริงใจ และผลงานของทิม เบอตันอย่าง บีเทิลจุยซ์ เอ็ดเวิร์ดสคิสเซอร์แฮนด์ สลีปปีฮอลโลว์ และภาพยนตร์อนิเมชัน ทิม เบอตันส์อะไนต์แมร์บีฟอร์คริสต์มาส สร้างสรรค์บุคลิคลักษณะของตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง

น่าเสียดายหากมองทางด้านดนตรีแล้ว ไม่ได้แสวงหาความสดใหม่ แม้ว่าก็อธดำรงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสดดนตรีโลก แต่ดนตรีแทบไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปจากเดิมมากนัก แต่ก็ยังพอมีแง่ดีให้มองว่ายังมีสาวกอายุเยาว์ที่กำลังหลงใหลกับวง โรเซตตาสโตน นิก เคฟ แอนด์เดอะแบดซี้ดส์ และยังมีอีกมายมายที่กำลังก่อร่างสร้างตัวอย่างชิลเดลออนสตัน (ภายหลังตัดชื่อออกเหลือเพียงสตัน) และก็ต้องยอมรับความจริงอีกอย่างว่ามีอีกหลายคณะที่แต่งตัวและสร้างภาพลักษณ์อย่างก็อธ แต่ดนตรีมันกลายเป็นอย่างอื่นไปเช่นฟรอนต์ 242 ป็อปวิลอีตอิตเซล์ฟ ไนน์อินซ์เนลส์ เป็นต้น

อันที่จริงแล้วไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าอะไรคือก็อธ อาจจะได้ยินพวกดาร์กเวฟ ก็อธเทคโน ดาร์กอัลเทอเนทีฟ แอมเบียนเอเธอรีน เหล่านี้ก็คือการสืบสายพันธ์มาจากก็อธ หรือแม้แต่ดนตรีอินดัสเทรียลมีหลายส่วนที่คล้ายคลึงกับก็อธอย่างมาก รวมทั้งดาร์กเวฟ และก็อธเทคโน

แต่กับวัฒนธรรมไซเบอร์พังก์อาจต้องใคร่ครวญอย่างมากว่าเกี่ยวกันหรือไม่

ทุกวันนี้ยังมีงานกลุ่มก็อธเป็นประจำด้วยคืองาน เดอะไวต์บีกอธิกวีกเอนด์ จัดที่เมืองไวต์บี ใน ยอร์กไชร์ตลอดสามวันที่จัดงานจะมีดีเจ วงดนตรีก็อธ การแสดงเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ และสิ่งต่าง ๆที่เกี่ยวเนื่องในธุรกิจกอธิก เริ่มงานครั้งแรกปีค.ศ. 1994 เมื่อสาวกก็อธชื่อโจ แฮมไชร์ ได้ตัดสินใจไปพักผ่อนที่เมืองไวต์บี และเธอได้เชิญเพื่อนฝูง และเพื่อนฝูงก็ไปเชิญชวนเพื่อนมาอีกจนกลายเป็นขบวนใหญ่ และเริ่มกลายเป็นงานแต่นั้นมา ไวต์บีเป็นเมืองชายทะเลที่งดงาม และยังเป็นเมืองที่แดรกคิวลาเหยียบเป็นครั้งแรก เมื่อมาถึงเกาะอังกฤษตามนิยายของบราม สโตเกอร์

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.