Dokken


ดอน ด็อกเคนเป็นหนึ่งในนักดนตรีที่มีความสามารถติดตัวสูง นับจากสมัยที่เขาตั้งวงแอร์บอร์น (Airborn) ร่วมกับ บ็อบบี บลอตเซอร์ และ ฮวน ครูเซียร์ เมื่อปีค.ศ. 1976 ก็เกือบจะไปถึงดวงดาวเหมือนกัน

ในถิ่นลอสแอนเจลิสก็ถือว่าแอร์บอร์นประสบความสำเร็จพอตัว แต่สองปีถัดมาบ็อบบีกับฮวนก็ลาออกไปตั้งวงไฟร์ฟ็อกซ์ (Firefoxx) ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีวงชื่อแอร์บอร์นเหมือนกันได้เซ็นสัญญาไปแล้ว ทำให้เขาต้องหาชื่อใหม่ ซึ่งเมื่อคิดไม่ออกก็เลยใช้ชื่อด็อกเคนไปเลย และออกซิงเกิล “ฮาร์ดร็อกวูแมน” / “โบรกเคนฮาร์ต” (Hard Rock Woman/Broken Heart) ออกมาในปีค.ศ. 1979 โดยทำเหมือนเป็นงานเดี่ยวของเขามากกว่า โดยเขาบันทึกเสียงกีตาร์ทั้งหมดเอง มือเบสได้สตีเวน อาร์ แบรี มาช่วย ส่วนมือกลอง คือ เกร็ก เพ็กคา

และในปลายปีค.ศ. 1979 ก็มีอัลบั้มชื่อ แบ็ก อิน เดอะ สตรีตส์ (Back in the Streets) ออกวางจำหน่ายภายใต้ชื่อด็อกเคน โดยที่ดอนไม่รู้ว่ามีอัลบั้มนี้ออกมา เพราะความจริงแล้วมันเป็นเดโมเทปที่เขาบันทึกเสียงโดยมีไมเคิล วากเนอร์ ซึ่งเขาได้รู้จักระหว่างออกทัวร์เยอรมนีเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ (ตอนนั้นไมเคิลเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ในคอนเสิร์ตให้วงแอ็กเซ็ปต์) ไม่มีใครแน่ใจว่าเดโมนี้หลุดมาวางจำหน่ายได้อย่างไร 4 เพลงแรกในอัลบั้มนี้เป็นเดโมเทป บันทึกเสียงที่เทนเนสซีสตูดิโอ ในฮัมบรูก มีฮวน เล่นเบส เกร็ก เพ็กกา ตีกลอง ส่วนอีกสองเพลงเป็นบันทึกการแสดงสดที่ ซาวด์มิวสิกคลับ ในฮัมบรูก เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1979

จากซ้าย แกรี ฮอลแลนด์ เกร็ก ลีออน ดอน ด็อกเคน และ แกรี ลิงก์ ซึ่งนอกจากดอนแล้วไม่มีใครเล่นในอัลบั้มนี้เลย

ดอนก็บอกแต่เพียงว่าเดโมเทปโดนขโมยไป ซึ่งเขาก็แก้คืนด้วยการปล่อยเดโมนี้ออกมาเพื่อตัดราคาพวกหัวขโมย

ต่อมาเขาหาสมาชิกวงใหม่ ได้ เกร็ก ลีออน กับ แกรี ฮอลแลนด์ มือกีตาร์กับกลองจากวงสวีตไนน์ทีน (Suite 19 ซึ่งเคยมีมือกลองชื่อทอมมี ลี ก่อนย้ายไปอยู่กับวงมอตลีครู) ส่วนมือเบสตอนแรกได้ เจฟฟ์ แท็ปเพน มาเล่น แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น แกรี ลิงก์ ออกทัวร์เยอรมนี แต่สมาชิกยุคนี้อยู่ไม่นาน เพราะเกร็กได้รับข้อเสนอให้มาร่วมวงไควเอ็ตไรอัต (Quiet Riot) แทน แรนดี โรดส์ ที่ไปร่วมงานกับออสซี ออสบอร์น ส่วนแกรีไปอยู่กับวงดันเตฟ็อกซ์ (Dante Foxx ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Great White) เขาได้ ฮวน กลับมาเล่นเบสให้เขาใหม่ ออกทัวร์เยอรมนี

[นอกเรื่องพูดถึงเกร็ก ลีออนหน่อยเถอะ

นายคนนี้เป็นมือกีตาร์ที่ฝีมือดีมากพอสมควรแต่ไม่ดัง เขาเคยอยู่วง สวีตไนน์ทีน ที่มีทอมมี ลีเป็นมือกลอง (ต่อมาไปได้ดีกับมอตลีครู) เคยร่วมงานกับด็อกเคน เคยทำวง เกร็ก ลีออน อินเวชัน (Greg Leon Invasion) ที่มีโจอี วีรา เป็นมือเบส ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าในขณะนั้นอดีตเพื่อนร่วมวงของเขาอย่าง ดอน ด็อกเคน หรือว่า ทอมมี ลี หรือว่า โจอี วีรา กลายเป็นร็อกสตาร์ ตัวเขากลับแทบโดนหลงลืมในความทรงจำ ขนาดว่ามีโอกาสแทนที่แรนดี โรดส์ในวงไควเอ็ตไรอัต แต่วงดันแตกเสียก่อนจะทำอัลบั้ม และพอวงกลับมารวมกันโดยไม่มีเขากลายเป็นวงดังระเบิด แต่ก็อย่างว่า…คนเรามันดวงจะไม่ดัง ทำไงก็ไม่ดัง]

ระหว่างทัวร์เยอรมนี ประมาณปีค.ศ. 1981 ด็อกเคนได้รับข้อเสนอจากสกอร์เปียนส์ให้ช่วยบันทึกเสียงร้องเป็นไกด์ไลน์ทำเดโม ร่วมซักซ้อมกับทางวง รวมทั้งร้องแบ็คอัปในอัลบั้ม แบล็กเอาท์ (Black Out) เนื่องจากขณะนั้นเคลาส์ ไมน์จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษากล่องเสียง

ด้วยผลบุญที่ช่วยเหลือ…(จริง ๆ ก็ได้ค่าจ้างตอบแทนนะ) ปรากฏว่าในขณะที่บันทึกเสียงร้องให้สกอร์เปียนส์อยู่นั้น แกบี โฮกผู้จัดการวงแอ็กเซปต์ที่กำลังใช้บริการห้องบันทึกเสียงอยู่ใกล้กันเกิดประทับใจเลยชักชวนให้ออกอัลบั้มที่เยอรมันเสียเลย งานนี้ได้ไมเคิล วากเนอร์มาดูแลการผลิต

ช่วงนั้นเขาได้เจอกับจอร์จ ลินซ์และมิก บราวน์จากวงเอ็กซ์ไซเตอร์ (Xciter) ที่กำลังจะแยกตัวออกมาพอดี เลยมีการพูดคุยเพื่อให้มาเล่นร่วมกับเขา พร้อมด้วยฮวน ครูเซียร์ก็เลยมาร่วมกันทำอัลบั้มแรกโดยใช้ชื่อว่าดอน ด็อกเคน ออกอัลบั้ม เบรกกิง เดอะ เชนส์ (Breaking the Chains) ในปีค.ศ. 1981 ประสบความสำเร็จพอสมควร พอจะมีชื่อเสียงอยู่ในยุโรปและญี่ปุ่นอยู่บ้าง ทำให้คลิฟฟ์ เบิร์นสไตน์เห็นว่าน่าจะจับมาเซ็นสัญญาออกอัลบั้มในอเมริกา แต่พอจะออกอัลบั้มในอเมริกาก็เปลี่ยนชื่อวงเป็นด็อกเคน เรียงเพลงใหม่ ริมิกซ์เพลงกันใหม่ ทว่าไปได้ไม่สวยเท่าไหร่ในตลาดอเมริกา

ก็ต้องยอมรับกันว่าชื่อเสียงและความดัง บางทีมันก็ไม่มีเหตุผลว่าอะไรทำให้ดัง อะไรทำให้มีชื่อเสียง อะไรทำให้ขายได้ อะไรทำให้ประสบความสำเร็จ เราอาจจะใช้คำว่า “ลงตัว” แต่จะหาคำนิยามชัด ๆ ว่าอะไรคือ “ลงตัว” มันช่างยากเย็น มันอาจจะเป็นความเข้ากันของสมาชิก จังหวะเวลา กระแสความนิยม หรืออะไรก็ไม่ทราบได้

อย่างด็อกเคนในยุคแรกนี้ก็ไม่ “ลงตัว” จนฮวน ครูเซียร์ตัดสินใจออกจากวงไปร่วมงานกับแร็ตต์แทน และคนที่เข้ามาแทนก็คือเจฟฟ์ ฟิลสันกลายเป็นว่า “ลงตัว” ขึ้นมา

อัลบั้ม ทูธ แอนด์ เนล ต่อด้วย อันเดอร์ ล็อก แอนด์ คีย์ และ แบ็ก ฟอร์ ดิ แอ็ตแท็ก คืองานที่ประสบความสำเร็จอย่างที่วงดนตรีวงหนึ่งใฝ่ฝัน ขายผลงานได้มากกว่าล้านแผ่น  มีคอนเสิร์ตระดับสนามกีฬา แต่ทุกอย่างเมื่อมีความรุ่งเรืองก็ต้องมีความเสื่อมตามมา ปัญหาภายในระหว่างดอน ด็อกเคนกับจอร์จ ลินซ์ก่อตัวแรงขึ้นจนทำให้วงแตกแยกไปคนละทางสองทาง จอร์จกับมิกออกไปทำวงลินซ์ม็อบ ส่วนดอน ด็อกเคนออกงานเดี่ยว ทางด้านเจฟฟ์ ฟิลสันก็ออกไปร่วมงานกับ เอ็มเอสจี ดีโอ และตั้งวงวอร์แอนด์พีซขึ้นมา

ประมาณปีค.ศ. 1985

การกลับมาร่วมงานกันของสมาชิกด็อกเคนในงานชุด ดิสฟังชันนัล ในปีค.ศ. 1995 ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องเงิน จอร์จ ลินซ์เล่าให้ฟังว่ามันเป็นงานเดี่ยวของดอน ด็อกเคน แต่จอห์น คาโลดเนอร์เอแอนด์อาร์ผู้มากประสบการณ์จากโคลัมเบียได้แนะนำว่า ถ้าอยากได้เงินเป็นสองเท่าต้องทำในนามด็อกเคนพร้อมสมาชิกในยุครุ่งเรือง… ถ้าตามกลับมาได้ ก็จะได้เซ็นสัญญากับโคลัมเบีย

พอมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง จอร์จ ลินซ์และดอน ด็อกเคนก็ “มืออาชีพ” เพียงพอที่จะละวางความขัดแย้งส่วนตัวเพื่อร่วมทำงาน โดยจอร์จเอาเพลงของดอน ด็อกเคนที่ทำเสร็จเกือบจะทั้งหมดมารื้อเขียนเพิ่มเติม แต่อัลบั้ม ดิสฟังชันนัล ดูจะย่อยยับมาตั้งแต่ชื่ออัลบั้ม มันไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากแฟนเพลงเก่า ๆ ได้มากนัก (ความเห็นส่วนตัว ต้องบอกว่างานชุดนี้ไม่น่าสนใจจริง ๆ ขาดความเร้าใจและเสน่ห์ที่เคยมีในงานเก่า ๆ ของด็อกเคนอย่างน่าเสียดาย) ถ้าจำไม่ผิดจะขายได้ราว 3 – 4 แสนชุดเท่านั้นเอง

ปัญหาสำคัญก็คือการร่วมงานกันระหว่างจอร์จกับยังไม่กลมกลืน ความขัดแย้งของทั้งคู่ยังคงคุกรุ่น แม้ว่าจะลงมือทำอัลบั้มใหม่ด้วยกันแล้ว และมันระเบิดขึ้นก่อนการออกอากาศสดในรายการวิทยุรายการหนึ่งเมื่อ จอร์จเดินออกจากสตูดิโอหายลับไปกับตา จนรายการต้องใช้เทปที่บันทึกตอนซ้อมเอาไว้มาออกอากาศแทน

เมื่อเป็นเช่นนี้ โคลัมเบียบริษัทต้นสังกัดก็ตัดสินใจปลดสัญญาที่มีกับด็อกเคน (จริง ๆ ก็คงหาโอกาสอยู่แล้ว เพราะยอดจำหน่ายอัลบั้มและอื่น ๆ ไม่ค่อยดีอย่างที่หวัง) ทางวงปล่อยผลงานชุด วันไลฟ์ไนต์ ซึ่งเป็นผลงานแสดงสดแบบอคูสติกสมัยจอร์จยังอยู่กับทางบริษัทซีเอ็มซี ส่วนผลงานสุดท้ายที่จอร์จบันทึกเสียงร่วมกับด็อกเคนก็กลายมาเป็นชุด ชาโดว์ไลฟ์ ที่แฟนเพลงตื่นตะลึงกันถ้วนหน้า ไม่ใช่ว่ามันยอดเยี่ยมจนต้องทึ่ง แต่ว่าอึ้งเพราะว่ามันเปลี่ยนไปเป็นอัลเทอร์เนทีฟร็อกแทบไม่เหลือเค้าความเป็นด็อกเคนอีกเลย

อะไรก็คงไม่เจ็บปวดเท่ากับจอร์จให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าเขาตั้งใจทำมันเละเทะจะให้มันเป็นจุดจบของด็อกเคน!

เมื่อจอร์จจากไปในปีค.ศ. 1997 ดอน ด็อกเคนขอให้จอห์น โนรัมมือกีตาร์ที่เคยสร้างชื่อเสียงมากับวงยุโรปและเคยมาเล่นในงานเดี่ยวของดอน ด็อกเคนมาช่วยไปพลางเพื่อจะออกทัวร์ ก่อนหน้าจะออกทัวร์ร่วมกับจอห์น โนรัม ทางจอร์จ ลินซ์พยายามจะขอกลับเข้าวง แต่สมาชิกคนอื่นปฏิเสธ ส่งผลให้เขาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทางวงสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่จอห์น โนรัมก็ไม่อาจอยู่จนทัวร์เสร็จทั้งหมด เพราะมีงานเดี่ยวรออยู่ คนที่เข้ามาแทนคือเร็บ บีช   อดีตมือกีตาร์วงวิงเกอร์ซึ่งอยู่ร่วมงานกันสองสามปีก็ลาออกไป คนที่เข้ามาแทนก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นจอห์น โนรัม หน้าเดิมนั่นเอง

แต่หลังจากนั้น ดูเหมือนว่าด็อกเคนจะต้องอาถรรพ์ เปลี่ยนสมาชิกเป็นว่าเล่น มีเพียงดอน ด็อกเคนกับ มิก บราวน์เป็นสมาชิกถาวร

เริ่มจากเจฟฟ์ ฟิลสัน ออกไปในปีค.ศ. 2004 ได้บาร์รี สปาร์ก มาแทน แล้วจอห์น โนรัมประสบอุบัติเหตุ ทำให้ต้องหยุดพักการเล่นกีตาร์ ทางวงก็ได้อเล็กซ์ เดอ ร็อซโซหนุ่มอิตาเลี่ยนจากวงดาร์กลอร์ดมาเล่นแทน และต้องออกจากวงไปด้วยเหตุผลว่าวีซ่าทำงานในอเมริกาหมดอายุ และไม่ได้ต่อ จอน เลวินมือกีตาร์หน้าโหดที่เคยฝากผลงานไว้กับวงโดโรในช่วงปลายปี 2003

การเข้ามาของจอน เลวิน ดูจะเป็นมือกีตาร์ที่เข้าทางด็อกเคนที่สุด ไม่นับจอร์จในยุคแรก จอน เลวิน มาร่วมงานกับด็อกเคนตั้งแต่ปีค.ศ. 1998 โดยเขาบันทึกเสียงในเพลง “แดนซิง”  (แต่เพลงนี้มาปรากฏอยู่ในอัลบั้มลองเวย์โฮม ปีค.ศ. 2002)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.