Billy Idol: Devil’s Playground


อัลบั้มนี้เป็นการกลับมาของพังก์ร็อกเกอร์คนโปรดหลังจากหายไปนานนับทศวรรษ อัลบั้มสุดท้ายของเขาที่ได้ฟังคือ ไซเบอร์พังก์ (Cyberpunk)  และมันเป็นงานเมื่อปีค.ศ. 1993 ที่ไม่ค่อยสร้างชื่อเสียงให้กับเขาเลย (แต่โดยส่วนตัวก็ยังชอบเพลง “ช็อก ทู เดอะ ซิสเต็ม” จากงานชุดนี้อยู่พอสมควร)  ในปีค.ศ. 1994 ได้ข่าวว่าเขาเสพยาเกินขนาด หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวการทำงานใหม่ของเขาอีกเลย จนได้ข่าวดีว่าสตีฟ สตีเวนส์มือกีตาร์คนโปรดที่เคยเป็นคู่บารมีของบิลลีกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง  แต่ก็ยังหวั่นใจว่าเขาจะกลับไปทำงานแบบพังก์ร็อกแอนด์โรลแบบดั้งเดิมหรือว่าจะไปทางเทคโน-อินดัสเทรียล?

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก บิลลี ไอดอล  ขอเล่าประวัติว่านายคนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่อยู่ในแวดวงพังก์รุ่นราวคราวเดียวกับเซ็กซ์พิสทอลส์

สมัยนั้นเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกวงเจเนอเรชันเอ็กซ์ซึ่งจัดว่าอยู่หัวแถวของพังก์ แต่ว่าบิลลีฉีกจากพังก์ทั่วไปตรงที่เขาจัดตัวเองเป็นร็อกแอนด์โรลมากกว่า บางทีจะเรียกงานของเขาว่าพังก์ร็อกแอนด์โรล แต่ช่วงที่เขามาดังตอนทำงานเดี่ยวนั้นเขาก็ไม่ค่อยจะพังก์เต็มรูปแบบแล้ว

คือต้องเข้าใจกันหน่อยว่า ในช่วงที่เขาดังต้นทศวรรษ 80 เขาไม่ใช่พังก์แท้ ๆ อย่างสมัยที่เขาทำงานร่วมกับเจเนอเรชันเอ็กซ์  เพลงอย่าง “ไวท์ เว็ดดิง”, “โมนี โมนี” หรือว่า “รีเบล เยลล์” จะติดกลิ่นอายนิวเวฟมาเล็กน้อยแต่ก็เป็นพังก์อยู่ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลงตัวของเขามาก ทั้งการได้ทำเพลงถูกจังหวะ ถูกเวลา แถมได้เอ็มทีวีคอยหนุน ทำให้เขาดังมากช่วงกลางทศวรรษ 80

จุดเด่นอีกอย่างในสมัยนั้นก็คือสตีฟ สตีเวนส์เป็นมือกีตาร์ที่ช่วยเสริมให้เพลงน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สตีฟเป็นมือกีตาร์พังก์ที่เล่นเมทัลได้ดีที่สุดในโลก… เขาได้เครติตมาตั้งแต่ร่วมงานกับปีตอร์ คริสส์ปิศาจแมวแห่งวงจูบอสุรกายในอัลบั้ม เล็ทมีร็อกยู (Let Me Rock You) แต่น่าเสียดายที่งานเดียวของปีเตอร์ คริสส์ชุดนั้นไม่ประสบความสำเร็จ และเขาได้มารู้จักกับบิลลี ไอดอลผ่านทางบิล อูคอยน์อดีตผู้จัดการวงคีส และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของทั้งคู่ แต่หลังจากทำงานได้สามอัลบั้ม เขาก็ออกมาเป็นศิลปินเดียวพร้อมกับเล่นรับเชิญในงานของใครหลายคน เช่น ไมเคิล แจ็คสัน ในงานชุด แบด (BAD) หรือไปจับมือกับไมเคิล มอนโรทำงานในนามเจรูซาเลมสลิม เข้าไปเป็นมือกีตาร์ให้วินซ์ นีลในงานเดี่ยวชุดแรก (ซึ่งทำให้งานชุดนั้นดูดีขึ้นเยอะ) แต่ที่ทำให้ทึ่งก็คืองานเดี่ยวของเขามันแพรวพราวไปด้วยสำเนียงกีตาร์ที่ไหลลื่นประหนึ่งกีตาร์ฮีโรมากฝีมือ ไม่ใช่พังก์อย่างที่ใครจดจำเขา ยิ่งมาทำงานร่วมกับเทอร์รี บอสซิโอและโทนี เลวินนั้นออกไปทางโปรเกรสซีฟร็อกไปเลย

หลังจากที่สตีฟ สตีเวนส์แยกทางไป บิลลีได้มาร์ค ยังเกอร์ สมิธมาแทน ออกงานชุด ฌามด์ไลฟ์ (Charmed Life) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่ามาร์คจะเล่นไม่หวือหวาเท่ากับสตีฟแต่ก็ทำให้งานของบิลลีดูมีชีวิตชีวา ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรพอมาทำงานชุด ไซเบอร์พังก์ ถึงได้ออกทะเลไปขนาดนั้น เหมือนกับว่าพยายามจะเกาะกระแสดนตรีที่กำลังดังอยู่ในช่วงนั้นไปด้วย

หลังจากเงียบหายไปสิบกว่าปี ได้แต่ระทึกว่าการกลับมาของบิลลีจะเป็นอย่างไร ? จะทำให้ผิดหวังหรือไม่ ? ทีมงานชุดนี้น่าจะลงตัวมากทีมหนึ่งในแวดวงร็อกยุคปัจจุบันนี้ สตีฟ สตีเวนส์เป็นมือกีตาร์, สตีเฟน แม็คการ์ธเป็นมือเบส และไบรอัน ทิชชีเป็นมือกลอง (และร่วมประพันธ์เพลงกับบิลลีหลายเพลง) ส่วนเสียงคีย์บอร์ดในงานชุดนี้เป็นฝีมือของดีเร็ค เชอริเนียน ฝีมือของนายคนนี้ระดับไหนคงไม่ต้องบรรยายให้มากความ แถมโปรดิวเซอร์ยังเป็นหน้าที่ของคีธ ฟอร์สซีที่ร่วมงานกับบิลลีมาตั้งแต่สมัยวงเจเนอเรชันเอ็กซ์

เดวิลส์เพลย์กราวนด์มีเพลงทั้งหมด 13 เพลง เริ่มจาก “ซูเปอร์ โอเวอร์ไดร์ฟ” หลังเสียงตะโกน “it’ a devil’s playground with an Idol mind…” คือเสียงคำรามจากกีตาร์ที่คุ้นเคยกันดี จำได้ว่าตอนที่สตีฟออกมาทำงานเดี่ยว (อัลบั้ม อะตอมมิกเพลย์บอย – Atomic Playboy) มันส่งให้เขากลายเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งของวงการ ท่อนโซโลของเพลงนี้กระเดียดไปทางเมทัลเสียมากกว่า แต่การเล่นริธึมมันไปคล้ายกับพวกเดอะราโมนส์เหมือนกัน นึกถึงการสับคอร์ดง่าย ๆ แต่เร็ว นั่นล่ะ การเล่นริธึมของเพลงนี้ซึ่งทำให้ฟังออกป็อปพังก์เหมือนกัน

จะว่าไปบิลลีเป็นป็อปพังก์ก่อนหน้าที่มันจะบูมในช่วงต้นทศวรรษ 90 อีกนะ

เพลงในงานชุดนี้ภาคริธึมหนักแน่นมากในแบบพังก์แรง ๆ การโซโลของสตีฟ สตีเวนส์วาดลวดลายแพรวพราวมาก อย่างในเพลง “สครีม” และที่แหกปากตะโกนได้สะใจไม่แพ้กันใน “เวิลด์ คัมมิง ดาวน์” เวลาที่ผ่านกับประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้นทำให้งานชุดนี้หนักแน่นและมั่นคงมาก เพลงช้าออกมาไม่เบาเกินไป “แรท เรซ” เพลงนี้ให้อารมณ์บิลลี ไอดอล ยุคต้น 80 แต่ว่าพอตัดเข้าท่อนคอรัสจะอัดกันแรง ๆ แต่ถ้าอยากฟังที่มันออกป็อปหน่อยก็ต้อง “เลดี ดู ออร์ ดาย” เป็นเพลงช้าและออกไปทางคันทรี อ่านไม่ผิดหรอก เพลงนี้มีสำเนียงคันทรีติดมาด้วยจริง ๆ

น่ายินดีที่ได้ฟังบิลลีกลับมาเล่นดนตรีแบบที่ทำให้เขาดังในอดีตได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าครั้งนี้มันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก อย่างน้อยทำได้ดีกว่าที่คาดหวังไว้ เสียงร้องของเขายังคงแหกปากได้อารมณ์เหมือนเคย คนที่ชอบร็อกอย่างเช่นพวกกรีนเดย์น่าจะชอบงานของเขาได้ไม่ยาก

Line Up:-

  • Billy Idol — vocals
  • Steve Stevens — guitar
  • Stephen McGrath — bass
  • Derek Sherinian — keyboards
  • Brian Tichy — percussion, drums
  • Julian Beeston — drum programming

Track list:-

  1. “Super Overdrive” (Billy Idol; Brian Tichy) – 4:18
  2. “World Comin’ Down” (Billy Idol; Brian Tichy) – 3:33
  3. “Rat Race” (Billy Idol; Steve Stevens) – 4:17
  4. “Sherri” (Billy Idol) – 3:17
  5. “Plastic Jesus” (Ed Rush;George Cromarty) – 4:53
  6. “Scream” (Billy Idol; Brian Tichy) – 4:42
  7. “Yellin’ at the Xmas Tree” (Billy Idol; Brian Tichy) – 4:14
  8. “Romeo’s Waiting” (Billy Idol; Steve Stevens) – 3:42
  9. “Body Snatcher” (Billy Idol; Brian Tichy) – 3:57
  10. “Evil Eye” (Billy Idol; Brian Tichy) – 4:32
  11. “Lady Do or Die” (Billy Idol; Brian Tichy) – 4:37
  12. “Cherie” (Billy Idol; Brian Tichy) – 3:47
  13. “Summer Running” (Billy Idol; Steve Stevens) – 4:30
โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.