Bon Jovi


ไดแอน วอเรนนักแต่งเพลงชื่อดัง (เจ้าของเพลงฮิตหลายสิบเพลงเช่น “ไอดอนท์วอนนามิสอะธิง” “บีคอสยูเลิฟด์มี”) เคยให้เคล็ดลับในการแต่งเพลงฮิตว่า “เขียนเพลงให้คนฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องของตัวเอง” เคล็ดลับนี้ฟังดูง่าย และไม่น่าแปลกใจเมื่อนึกถึงความจริงว่ามีหลายคนใช้เพลงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความรู้สึกของตัวเองออกมา

ก็เหมือนอย่างโอลิเวอร์ (แอชตัน คุทเชอร์) ร้องเพลงให้เอมิลี่ (อแมนด้า พีท) ฟังในเรื่อง อะล็อตไลค์เลิฟ (A Lot like Love) เป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่ใช้บทเพลงในการสื่อความรู้สึกของตัวเองออกมา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการร้องที่ผิดเพี้ยนหลงคีย์และดูสิ้นคิดเล็กน้อย แต่ก็เรียกรอยยิ้มจากผู้ชมได้บ้าง

เพลงที่โอลิเวอร์ร้องคือเพลง “ไอล์บีแดร์ฟอร์ยู” ของบองโจวี วงดังจากยุค 1980 ซึ่งจอน บอง โจวี นักร้องนำและคนแต่งเพลงหลักเคยให้สัมภาษณ์ว่าเวลาเขาแต่งเพลงจะนึกเสมอว่าเพลงที่เขาแต่งนั้นมันจะเข้าถึงคนฟังได้มั้ย? เคล็ดลับแบบเดียวกับที่ไดแอน วอเรนบอกเอาไว้ คือเขียนเพลงให้คนธรรมดาสามัญทั่วไปรู้สึกร่วมได้ง่าย

Bon Jovi - 1984-P1.jpg

ลักษณะการแต่งเพลงของบองโจวีเป็นการเล่าเรื่อง ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่ารับอิทธิพลมาจากสไตล์ของบรู๊ซ สปริงสทีน ร็อกสตาร์ชื่อดังที่มีภาพพจน์ของคนชั้นแรงงานติดตัวและเขียนเพลงแบบนี้มาตั้งแต่ต้น  ถ้าย้อนกลับไปสมัยที่บองโจวีทำเดโมเทปเพลงแรกในชีวิตของเขา คือ “รันอะเวย์” ก็ใช้การเล่าเรื่องให้คนฟังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัว ถ้าจะเทียบกับศิลปินในเมืองไทยก็คงเป็น แอ็ด คาราบาว คือนอกเหนือจากเล่าเรื่องได้ชัดเจนแล้วยังใช้คำลงตัวกับทำนองและจังหวะ ไม่ได้ยัดเยียดเนื้อหาจนลืมสุนทรีย์ของดนตรี

จอน บอง โจวี่ทำเพลง “รันอะเวย์” ตั้งแต่เขายังทำงานในห้องบันทึกเสียงเพาเวอร์สเตชันสตูดิโอที่มีชื่อเสียงพอควรในนิวเจอร์ซี่ย์ ซึ่งที่นี่ทำให้เขาได้รู้จักกับนักดนตรีร็อกที่มีชื่อเสียงหลายคน  และมีโอกาสทำเดโมเทปเพลง “รันอะเวย์” ออกมาโดยอาศัยนักดนตรีในห้องบันทึกเสียงช่วยกันทำ  ตอนนั้นเขาทำมันออกมาในนาม จอห์น บองโจวี (John Bongiovi) ยังไม่ได้เป็นวงบองโจวีอย่างในปัจจุบัน บางครั้งก็ไปแสดงตามคลับโดยใช้ชื่อว่าจอห์น บองโจวีแอนด์เดอะไวลด์วันส์โดยไม่มีสมาชิกถาวร เมื่อ “รันอะเวย์” ประสบความสำเร็จเกินคาด สถานีวิทยุหลายแห่งเปิดเพลงนี้บ่อยครั้งจนมีเสียงเรียกร้องอยากเห็นเขาแสดงสด ทำให้เขาต้องไปหาสมาชิกมาร่วมวงเป็นการเป็นงานโดยใช้ชื่อวงว่า บองโจวี (Bongiovi) ได้เซ็นสัญญากับบริษัทเมอคิวรีและต่อมาก็เปลี่ยนชื่อวงเป็นบองโจวี (Bon Jovi) เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น

เมื่อได้ออกอัลบั้มแรกทางฝ่ายบริษัทจัดการจับบองโจวีให้เข้าไปรวมกลุ่มฮาร์ดร็อกและเมทัล อาจจะเป็นเพราะว่าทางบริษัทจัดการของวงในตอนนั้นคือแม็กกีเอนเตอเทนเมนต์ (McGhee Entertainment) ของ ด็อก แม็กกี มีความชำนาญสายฮาร์ดร็อกเป็นพิเศษ (วงดังที่บริษัทนี้จัดการให้ก็คือสกอร์เปียนส์ มอตลีครูเป็นต้น ปัจจุบันเป็นผู้จัดการให้กับทาทา ยังด้วย) ซึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 80 ดนตรีเมทัลกำลังเป็นที่นิยม การไหลไปกับกระแสดนตรีเมทัลอาจจะช่วยให้โปรโมตง่ายกว่าก็เป็นได้

แต่วิธีนี้ก็เป็นดาบสองคม เพราะในทางกลับกันคนฟังเพลงเมทัลจะชอบนักดนตรีที่มีฝีมือเหนือธรรมดา แต่ฝีมือบองโจวีในสมัยนั้นยังไม่ค่อยได้รับการนับถือในส่วนนี้เท่าไหร่ ยิ่งในอัลบั้มที่สอง 7800° ฟาเรนไฮต์ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างไรพิกล ทั้งเรื่องการแต่งกายที่รกรุงรังคล้ายแรตต์ (จะว่าไปแล้วแรตต์ก็แต่งตัวเลียนแบบแอโรสมิธมาอีกที) รวมถึงบทเพลงที่พยายามเน้นริฟฟ์กีตาร์เหมือนกับพวกมอตลีครู แรตต์และบรรดาเมทัลจากฝั่งแอล.เอ ผลก็คือคนฟังที่ชอบเมทัลเป็นหลักก็ไม่ได้หันมาสนใจอะไรมากนัก ส่วนคนฟังป็อปทั่วไปก็คิดว่าดนตรีของพวกเขาหนักเกิน

บองโจวีปรับตัวด้วยการหันมาสำรวจตัวเองใหม่ว่าพวกเขาต้องการทำเพลงแบบไหนกันแน่ ส่วนทางบริษัทหันไปโปรโมตที่ตัว บอง โจวี่เหมือนกับร็อกสตาร์มากกว่าจะโปรโมตทั้งวงเหมือนกับวงเมทัลอื่น และแผนนี้ได้ผลเพราะ สลิปเพอรีเวนเวต กลายเป็นอัลบั้มทำยอดขายเฉพาะในอเมริกาก็เกิน 10 ล้านชุดไปแล้ว

ความสำเร็จของ สลิปเพอรีเวนเวต มีเคล็ดลับแบบเดียวกับที่ไดแอน วอเรนเคยบอกไว้ คือทำเพลงออกมาให้คนฟังรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง หรือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สัมผัสได้จริง เนื้อหาของบทเพลงในอัลบั้มนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่กลุ่มคนฟัง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น) สัมผัสได้ใกล้ตัว และยังนำเสนอสิ่งที่วัยรุ่นเกือบจะทุกคนใฝ่ฝันถึงอย่างดนตรีร็อกและการใช้ชีวิตที่อยู่นอกกฎระเบียบ แต่เนื้อหาจะสะอาดไม่ออกนอกลู่นอกทางมากนัก อาจจะมีทะลึ่งตึงตังด้วยความคะนองของวัยรุ่นบ้าง แต่ไม่ถึงกับลามกอนาจาร การให้เดสมอนส์ ไชลด์นักแต่งเพลงมืออาชีพเข้ามาช่วยขัดเกลาบทเพลงก็มีส่วนในการปรับปรุงบทเพลงให้ป็อปติดหูมากขึ้น เน้นความสนุกสนานกันเป็นหลัก

Bon_Jovi_-_1986.jpg

ความแรงของ สลิปเพอรีเวนเวต ส่งผลให้บองโจวีแปรสถานะจากวงเกรดบีขึ้นไปเป็นวงหัวแถว ในชั่วพริบตา อัลบั้มนี้สร้างช่องทางใหม่ให้กับดนตรีเมทัล คือมันไม่ใช่เมทัลแต่ก็มีบางส่วนคลับคล้ายเมทัลอยู่บ้าง กลายเป็นต้นแบบให้หลายคนมองเห็นช่องทางเกาะกระแสเมทัลที่กำลังพุ่งแรงในช่วงนั้นด้วยการทำดนตรีเมทัลมาเคลือบภายนอกแต่เนื้อในเป็นดนตรีป็อป เจมส์ เฮ็ทฟิลด์ นักร้องนำและมือกีตาร์ของเมทัลลิกาถึงกับจารึกคำว่า ฆ่าบองโจวี  “Kill Bon Jovi” ลงบนกีตาร์กิ๊บสันเอ็กซ์โพเรอร์คู่กาย ด้วยความหมั่นไส้บองโจวีที่สร้างรอยมลทิลให้กับดนตรีเมทัลพันธุ์แท้

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 90 วงบองโจวีก็ฉีกแนวทางตัวเองไปสู่ดนตรีร็อก ไม่เหลือเค้าโครงป็อปเมทัลอย่างในอดีต แต่ก็ยังรักษาระดับความนิยมเอาไว้ได้ในขณะที่วงป็อปเมทัลร่วมยุค เช่นพอยสัน วิงเกอร์ วอแรนต์ ต่างเงียบหายไปตามกาลเวลา สิ่งที่ทำให้บองโจวีรักษาชื่อเสียงมาได้จนถึงตอนนี้อยู่ที่รู้จักการปรับตัวและรูปแบบบทเพลงให้เข้ากับยุคสมัยได้ตลอด

และแน่นอน  พวกเขาไม่ลืมที่จะเขียนเพลงที่ทำให้คนฟังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของตัวเอง

รู้จัก Bon Jovi ให้มากขึ้น

จอน บอง โจวี – ร้องนำ

ไม่ต้องสงสัย จอน บอง โจวี่คือแกนหลักของวง ทั้งในด้านภาพลักษณ์และการประพันธ์เพลง นอกเหนือจากเรื่องดนตรีแล้วเขายังหันไปเป็นนักแสดงภาพยนตร์เช่น มูนไลต์แอนด์วาเลนติโน เดสติเนชันเอนีแวร์ โฮมโกรว์  รวมทั้งไปปรากฏตัวในซีรี่ย์โทรทัศน์ยอดนิยมอย่าง เซ็กซ์แอนด์เดอะซิตี และอัลลี แม็กบีล ด้วย

นอกเหนือจากทำงานในนามบองโจวีแล้วเขายังออกงานเดี่ยวมาอีกสองอัลบั้มคือ เบลซออฟกลอรี (Blaze of Glory, 1990) และ เดสติเนชันเอนีแวร์ (Destination Anywhere, 1997)

ริชี แซมโบรา – กีตาร์

มือกีตาร์ที่มักจะโดนมองข้ามในเรื่องผีไม้ลายมืออยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ริชี แซมโบราก็ยังเป็นมือกีตาร์ที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมเสมอมา นอกเหนือจากการร่วมงานกับบองโจวีเขายังคงเป็นออกอัลบั้มเดี่ยวมาสองชุด คือ สแตรนเจอร์อินดิสทาวน์ (Stranger In This Town, 1991) และ อันดิสคัฟเวอรด์โซล (Undiscovered Soul, 1998) นอกจากนี้ยังไปปรากฏตัวในภาพยนตร์และซีรี่ย์ทีวีอีกหลายเรื่อง

เดวิด ไบรอัน – คีย์บอร์ด

มือคีย์บอร์ดของบองโจวีดูเหมือนว่าเก็บตัวเงียบมากกว่าสมาชิกคนอื่น แต่ฝากฝีมือในอัลบั้มของศิลปินอื่นสม่ำเสมอ มีงานเดี่ยวออกมาสองอัลบั้มคือ ออนอะฟูลมูน (On a Full Moon, 1994) และ ลูนาร์อีคลิปส์ (Lunar Eclipse, 2000)

ติโก ทอเรส – กลอง

มือกลองของวงใช้เวลานอกเหนือการทำงานให้บองโจวีในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ตั้งแต่การวาด งานปั้น ออกแบบเครื่องประดับ รวมไปถึงการออกแบบเสื้อผ้าเด็กภายใต้แบรนด์ร็อกสตาร์เบบีด้วย

อเล็ก จอห์น ซัค – (อดีต) มือเบส

มือเบสที่เคยเป็นหน้าเป็นตาของวง แต่แล้วในปีค.ศ. 1994 เขาก็ลาออกจากวงไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และทิ้งคำอธิบายเพียงสั้นๆ ว่า “เบื่อ” หลังจากออกจากบองโจวี เขากลับไปลงหลักปักฐานในนิวเจอร์ซี่ย์และเป็นผู้จัดการให้กับวงดนตรีท้องถิ่นหลายคณะ กับเปิดร้านจักรยานยนต์อีกด้วย

ฮิวค์ แม็คโดนัล – มือเบส (อย่างไม่เป็นทางการ)

ฮิวค์ แม็คโดนัลเข้ามารับหน้าที่มือเบสต่อจากอเล็ก จอห์น ซัค ตั้งแต่ปีค.ศ. 1994 และทำหน้าที่นี้ทั้งบนเวทีและในห้องบันทึกเสียง แต่ไม่ได้มีชื่อในฐานะสมาชิกของ Bon Jovi อย่างเป็นทางการ ในอดีต เขาเป็นคนเล่นเบสในเพลง “รันอะเวย์” ตั้งแต่สมัยที่มันเป็นเดโมเทปของ จอน บอง โจวี่

หมายเหตุ เพลง “I’ll Be There For You” ที่แอชตัน คุทเชอร์ร้องในเรื่อง A Lot Like Love อยู่ในอัลบั้ม New Jersey (1988)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.