Joy Division


สนุกกับความเศร้าในแบบจอยดิวิชัน

มีคนคำนวณคร่าว ๆ ว่าพังก์ร็อกในอังกฤษเกิด เติบโต และล่มสลายในเวลาเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น (หมายถึงขบวนการเคลื่อนไหวในตอนนั้น ไม่ได้หมายถึงว่ามันจะมีอายุแค่นั้นจริง)

แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านั้นได้ให้กำเนิดอะไรมากมายหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ดนตรีพังก์อย่างเดียว ยังเป็นต้นกำเนิดของดนตรีโพสต์พังก์ไม่ว่าจะเป็น นิวเวฟ  นิวโรแมนติก ทูโทนและอีกหลากหลาย

วงจอยดิวิชันกำเนิดขึ้นในช่วงรุ่งเรืองของดนตรีพังก์ในปีค.ศ.1976 เมื่อเบอร์นาร์ด ซัมเนอร์ (กีตาร์) กับปีเตอร์ ฮุก (เบส) ได้ดูการแสดงของเซ็กซ์พิสทอลส์ (ซึ่งมีคนดูเพียง 35 – 40 คน) ก็อยากจะตั้งวงดนตรีของตัวเองขึ้น หลังจากนั้นก็ได้เอียน เคอร์ติสมาเป็นนักร้อง และหลังจากเปลี่ยนมือกลองสองถึงสามคนก็มาลงตัวที่สตีฟ มอร์ริส

ตอนแรกทางวงใช้ชื่อวงว่าวอร์ซอโดยได้ไอเดียมาจากเพลง “วอรส์ซาวา” จากอัลบั้มโลว์ของเดวิด โบวี แต่ความหมายที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นก็คือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ เมืองวอร์ซอ  ประเทศโปแลนด์ (หรือวอรส์ซาวาตามที่ชาวโปแลนด์เรียก( ปีค.ศ. 1944 เกิดการจลาจลครั้งใหญ่ที่เมืองวอร์ซอเพื่อต่อต้านการยึดครองของเยอรมนี ครั้งนั้นเกิดความวุ่นวายถึง 63 วัน (รายละเอียดเหตุการณ์ดูได้อจาก http://www.warsawuprising.com) นอกจากนี้ทางวงยังเห็นว่ากรุงวอร์ซอเป็นตัวแทนสงครามเย็นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ดีไม่แพ้กรุงเบอลินของเยอรมนีที่ต้องแยกเป็นเบอลินตะวันออกกับเบอลินตะวันตก อันเนื่องมาจากสนธิสัญญากรุงวอร์ซอว์ที่สหภาพโซเวียตทำเพื่อตอบโต้สนธิสัญญาแอตแลนติเหนือ (NATO) โดยตรง

เพลง “วอร์ซอ” ในอีพีชุด แอนไอดีลฟอร์ลิฟวิง ของวงจอยดิวิชันก็ได้แสดงจุดยืนทางความคิดที่ชัดเจนของพวกเขา แต่ช่วงที่อีพีออกมาใหม่ ๆ เกิดความเข้าใจผิดเกิดขึ้นเพราะทางวงใช้ภาพยุวชนนาซี (Hitler Youth) เป็นหน้าปก บวกกับภาพลักษณ์การแต่งตัวของพวกเขาในช่วงแรกจะใส่เชิร์ตสีเทา ผูกไทเส้นเล็ก ตัดผมสั้นเกรียนราวกับนักเรียนที่เคร่งระเบียบวินัย และเบอร์นาร์ดยังใช้ชื่อแฝงออกไปทางเยอรมัน ว่าอัลเบรชต์ อีกด้วย ทำให้ใครต่อใครในสมัยนั้นคิดว่าวงจอยดิวิชันเป็นพวกนีโอนาซี

อันที่จริงถ้าใครมองที่มาของชื่อวงจอยดิวิชันน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่าพวกเขาไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับพวกนาซีเลยแม้แต่น้อย วงวอร์ซอตัดสินใจเปลี่ยนชื่อวงในช่วงปลายปีค.ศ. 1977 เมื่อพวกเขาพบว่าชื่อวง วอร์ซอใกล้เคียงกับวอร์ซอแพ็คต์วงพังก์จากลอนดอน

ทางวงได้ไอเดียของชื่อวงมาจากนิยายเรื่องเดอะเฮาส์ออฟดอลส์ ของคา-เซ็ตนิก 135633 (Ka-Tzetnik 135633) นามแฝงของเยฮีล เด-เนอร์ อดีตนักโทษในค่ายกักกันออสซวิตซ์ที่ว่ากันว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไดอารีของเด็กสาวชาวยิวที่โดนกักกันไว้ในค่ายและกลายเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ทางเพศของทหารนาซีในพื้นที่เฉพาะที่เรียกว่าจอยดิวิชัน ภายหลังสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นไดอารีของน้องสาวของเขาซึ่งเสียชีวิตจากการสังหารหมู่ในค่ายออสซวิตซ์)

สตีฟ มอร์ริสเล่าย้อนหลังถึงการเลือกชื่อจอยดิวิชันว่า “มันเหมือนกับเหรียญสองด้านเหมือนกันนะ แต่เราตั้งใจจะให้เป็นการรำลึกถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างโหดร้ายมากกว่า…”

“…ตอนนั้นใครจะคิดยังไงก็ไม่สำคัญ ถึงเอ็นเอ็มอี (นิตยสารดนตรี) จะเรียกพวกเราเป็นพวกนีโอนาซีพวกเราก็ไม่ใส่ใจหรอก เพราะเรารู้ดีว่าพวกเราไม่ใช่” สตีฟสรุปถึงเรื่องภาพพจน์ของพวกเขาในช่วงนั้น

เบอนาร์ดเคยอธิบายหลายครั้งหลายหนว่า ในช่วงนั้นพวกเขาสนใจเรื่องราวของนาซีก็เพราะต้องการให้ผู้คนรำลึกถึงความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคนรุ่นปู่รุ่นพ่อของพวกเขาต้องเสียสละมากมายเพื่อที่จะฝ่าฟันช่วงเวลาอันโหดร้ายนั้นมา แต่ว่าเมื่อพวกเขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของนาซีเลยทำให้ใครต่อใครเข้าใจผิดไป

หลังจากปล่อยอีพี แอนไอดีลฟอร์ลิฟวิง ออกมา ดนตรีของจอยดิวิชันเริ่มฉีกตัวหนีห่างไปจากดนตรี punk มากขึ้น ใน แอนไอดีลฟอร์ลิฟวิง อาจจะยังมีเพลงที่ออกพังก์อย่าง “เฟลเลียร์” แต่เริ่มจะมีเอกลักษณ์เฉพาะของพวกเขาให้เห็นบ้างในเพลงอื่น ถ้าพังก์ร็อกเน้นความดิบหยาบกระด้างเรียบง่าย พวกเขาเริ่มลดความเร็วและความแรงของบทเพลงลง เสียงเบสเริ่มสร้างไลน์เมโลดีหลักติดหู กีตาร์วางเสียงปล่อยช่องว่างโปร่งบางมากขึ้น ขณะที่กลองให้จังหวะหลากหลายแตกต่างไป แต่ที่สำคัญก็คือตัวเอียน เคอติสนักร้องนำและคนเขียนเนื้อร้องที่เริ่มทิ้งเรื่องสงครามไกลตัวมาเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น

ช่วงแรกพลพรรคจอยดิวิชันออกจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของเยอรมนี เอียน เคอติสผูกพันเรื่องราวนาซีจากบรรดาวีรบุรุษของเขาอย่าง ลู รี้ดกับอัลบั้มเบอลิน  เดวิด โบวี ช่วงอัลบั้มไดมอนด์ด็อกส์ (ที่ได้แรงบันดาลใจจากนิยายเรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์) จนถึงอัลบั้มไตรภาคที่ว่าด้วยเรื่องเมืองเบอร์ลินในโลว์ ฮีโรส์ และล็อดเจอร์ อิกกี ป็อปกับอัลบั้มดิอีเดียต ซึ่งอัลบั้มเหล่านี้ส่งผลต่อการเขียนเนื้อเพลงของเขาในช่วงแรกอย่างในอีพี แอนไอดีลฟอร์ลิฟวิง  แต่หลังจากที่เขาหันมาสนใจงานเขียนของฟรานซ์ คาฟคาและโจเซฟ คอนราดเขาก็หันมาสนใจเรื่องความเจ็บป่วยภายในใจของมนุษย์มากขึ้น ครั้งหนึ่งเขาเคยไปทำงานดูแลผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตในโรงพยาบาลด้วย และเขาก็สนใจในเรื่องความทรมานทางจิตของมนุษย์มากเสียจนเด็บบอราห์ เคอติส ภรรยาของเขายังเคยเขียนบันทึกความจำถึงอาการที่เข้าข่ายหมกมุ่นที่เอาแต่อ่านและศึกษาเรื่องความทรมานของการมีชีวิตของเขา

ต่อมาเอียนกลับมาฟังเดอะดอรส์มากเป็นพิเศษ เขาพัฒนาการร้องเพลงโดยใช้เสียงบาริโทนตามจิม มอร์ริสันซึ่งมันตรงกับความต้องการที่จะแสดงออกถึงความหม่นหมองทรมานของเขา อย่างเช่น “ชาโดว์เพลย์” ในอัลบั้มอันโนวน์เพลสเชอร์ อาจจะนึกถึงจิม มอร์ริสันกำลังร้องเพลง “แอลเอวูแมน” แต่การใช้เสียงร้องบาริโทนกับเนื้อหาคล้ายการฆ่าตัวตาย เสริมกันให้เพลงนี้มีเสน่ห์แบบหม่น กลายเป็นเอกลักษณ์ของจอยดิวิชันที่ทุกคนรู้จักคุ้นเคยในทุกวันนี้

จอยดิวิชันเซ็นสัญญากับบริษัทแฟ็กทอรีเร็คคอร์ดส และได้ทำงานร่วมกับมาร์ติน ฮานเนตซึ่งมีส่วนช่วยให้จอยดิวิชันมีสำเนียงดนตรีห่างไกลจากวงพังก์ทั้งหลายเข้าไปอีก

ตัวอย่างที่มาร์ตินมีส่วนช่วยพัฒนาสำเนียงดนตรีของจอยดิวิชันก็เช่นเสียงกลองในอัลบั้ม อันโนว์นเพลสเชอร์ ฟังผ่าน ๆ อาจไม่ทันคิดว่ามีอะไรแปลกใหม่ แต่เสียงกลองในอัลบั้มนี้แหวกล้ำความนิยมในยุคนั้นไปพอควร เพราะจะบันทึกเสียงทีละอย่างเช่นตีสแนร์ ก็ตีสแนร์อย่างเดียว เหยียบกระเดื่องก็เหยียบอย่างเดียวไม่ตีกลองใบอื่น สตีฟ มอร์ริส มือกลองเล่าถึงการบันทึกเสียงอัลบั้มแรกที่มาร์ตินบังคับให้เขาต้องกลายเป็นดรัมแมชีนไร้ชีวิตจิตใจว่า “เขาให้ผมตีละอย่าง เริ่มจากเบสดรัม จากนั้นก็มาบันทึกเสียงสแนร์ จากนั้นค่อยบันทึกเสียงไฮแฮ็ต ..ซึ่งมันฝืนธรรมชาติการเล่นกลองตามปกติของผมไปจนหมดสิ้น กว่าจะบันทึกเสียงเสียงเสร็จ ขาผมก็ช้ำไปหมด เพราะระหว่างบันทึกที่ละส่วนอย่างที่เขาต้องการ ผมต้องแอบขยับขาเหมือนตีกลองตามปกติเจะได้ไม่หลงเพลง โดยที่ต้องเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้มีเสียงอื่นที่เขาไม่ต้องการเล็ดรอดออกมา”

ไม่ใช่แค่สตีฟคนเดียวที่โดนเคี่ยวกรำ มาร์ตินใช้เทคนิคหลายอย่างระหว่างการทำงาน อย่างเช่นเปิดแอร์เย็นเฉียบเกินปกติ เพื่อให้สมาชิกจอยดิวิชันรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกจะได้เล่นออกมาแบบเย็น ๆ แข็ง ๆ  แต่มันก็ได้ผลลัพธ์น่าทึ่งโดยเฉพาะเพลงอย่าง “ชีส์ลอสต์คอนโทรล” ที่ได้เสียงต้นแบบของงานโพสต์พังก์ในเวลาต่อมา

ยอดจำหน่ายของ อันโนว์นเพลสเชอร์ อาจจะไม่สูงนักเมื่อเทียบกับวงดนตรีระดับซูเปอร์สตาร์ แต่ว่าความสำเร็จของอัลบั้มนี้ทำให้บริษัทแฟ็กทอรีเร็คคอร์ดสตั้งตัวได้และกลายเป็นบริษัทอินดี้หัวแถวในแมนเชสเตอร์ ยิ่งเมื่อพวกเขาปล่อยซิงเกิล “ทรานมิสชัน” ออกมาในช่วงปลายปีค.ศ. 1979 ยิ่งตอกย้ำความสำเร็จมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้จอยดิวิชันยังสร้างอิทธิพลทางความคิดต่อคนฟังด้วย พวกเขามีแฟนเพลงที่เรียกตัวเองว่า คัลต์วิธโนเนม (Cult with No Name) ที่หลงใหลแนวคิดของเอียน เคอติส และลอกเลียนแฟชั่นการใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายด้วยสีเทาหม่น

แต่ในขณะที่พวกเขากำลังมีอนาคตที่สดใส สุขภาพของเอียนกลับย่ำแย่ลง ปลายเดือนธันวาคมค.ศ. 1979 เขาต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหันด้วยอาการของโรคทางสมองซึ่งส่งผลให้ร่างกายสั่นกระตุก ซึ่งเขากลับเอาอาการสั่นกระตุกที่เป็นผลจากโรคร้ายของเขามาใช้เป็นท่าเต้นบนเวที ซึ่งหลายต่อหลายครั้งคนรอบข้างไม่รู้ว่าเขากำลังมีอาการของโรคหรือว่าเขากำลังเต้นเมามันส์อยู่บนเวที จนเห็นเขาล้มไปกองอยู่กับพื้นนั่นแหละ คนรอบข้างถึงจะเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล

จอยดิวิชันทำอัลบั้มที่สอง โคลสเซอร์ ด้วยความมั่นใจในสไตล์ดนตรีของตัวเองมากขึ้น ปีเตอร์ ฮุก เปลี่ยนมาใช้เบส 6 สายเพื่อที่จะได้เล่นเมโลดี้มากขึ้น เบอร์นาร์ด ซัมเนอร์หันมาใช้ซินธีไซเซอร์ที่เขาประกอบเองจากชุดประกอบสำเร็จรูป ส่วนสตีฟ มอร์ริสหันไปใช้ดรัมซินธ์ให้รู้แล้วรู้รอด มาร์ตินลองทำเอ็ฟเฟ็คปรับแต่งเสียงร้องของเอียนเพื่อให้ฟังดูฟุ้งลอยมากกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย

ฟังเสียงกลองในตอนนี้แล้วอาจจะรู้สึกว่าเสียงกลองใน โคลสเซอร์ แห้งและกระป๋องมาก แต่ถ้าย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 80 จะได้ยินซาวนด์กลองแบบนี้จากวงในสายนิวเวฟแทบทุกวง ถ้าหากว่าใน  อันโนว์นเพลสเชอร์ เป็นการค้นหาตัวตนภายในของเอียน ในโคลสเซอร์ ก็แสดงถึงความทรมานที่อยู่ในจิตสำนึกของเอียนรุนแรงมากขึ้นทุกที โดยในการเขียนเนื้อเพลง สำหรับอัลบั้มนี้เขาเขียนเพลงรวดเดียวจบแล้วนำไปใช้เลย ไม่ได้มีการแก้ไขไตร่ตรองใคร่ครวญซ้ำ และเนื้อหาทั้งหลายก็มุ่งไปที่ความโดดเดี่ยว ความแตกสลายของครอบครัว (ขณะนั้นเขามีปัญหากับเด็บบอราห์ภรรยาของเขา และหันไปมีความสัมพันธ์กับแอนนิก โฮเนอร์ สาวเยอรมัน) แถมเขายังติดบาร์บิทูเร็ตเพื่อหลบหนีจากอาการป่วยของเขา (ทั้งที่หมอบอกว่าให้เขาเลิกดื่ม ห้ามใช้ยาเสพติด เก็บตัวเงียบ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เอียนทำไม่ได้ และก่อนที่อัลบั้ม โคลสเซอร์ จะออกจำหน่ายก็มีข่าวเล็ดรอดออกมาว่าเขาเคยใช้ยาเกินขนาด แต่มีคนพาส่งโรงพยาบาลทัน และไม่มีใครแน่ใจว่าเขาตั้งใจหรือว่าเผลอกินเกินขนาดกันแน่

ความรู้สึกกดดันและรู้สึกแย่เกี่ยวกับอาการป่วยของเขาทำให้เอียน เคอร์ติส เริ่มกลายเป็นคนซึมเศร้ามากยิ่งขึ้น คืนวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 เขากลับบ้านไปพบกับเด็บบอราห์ เคอร์ติสเพื่อขอร้องไม่ให้เธอหย่ากับเขา แต่มันไม่เป็นผล เขาอยู่ในบ้านดูภาพยนตร์ของเวอร์เนอร์ เฮอซ็อก (Werner Herzog) ผู้กำกับคนโปรด และเปิดอัลบั้มดิอีเดียตของอิกกี ป็อป ฟัง และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เด็บบอราห์เห็นก่อนเธอจะเข้านอนเพื่อที่ตื่นมาพบว่าเขาผูกคอตายในห้องครัว เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 23 ปี

สมาชิกวงที่เหลือเปลี่ยนชื่อวงเป็นนิวออเดอร์ ปล่อยให้จอยดิวิชันเป็นความทรงจำ…

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.