Robert Plant & The Strange Sensation: Mighty Rearranger


Led Zeppelin เป็นวงดนตรีที่ได้ฟังมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเป็นวงแนวไหน ยิ่งใหญ่เพียงใด รู้แต่ว่าเพลงของพวกเขาน่ารักมาก

น่ารัก… ไม่ได้เขียนผิด เพราะว่าเพลงแรกที่ทำให้ประทับใจพวกเขาก็คือเพลง “D’yer Maker”  ฟังแล้วรู้สึกชอบพวกเขามากมาก และค่อยๆ ไปหางานอื่นๆของพวกเขามาฟังต่อมา  แต่หลังจากที่มาตามฟังงานของ Jimmy Page และ Robert Plant ช่วงทศวรรษแปดสิบแล้วกลับไม่ค่อยประทับใจพวกเขาเหมือนเดิม คล้ายๆมนต์ขลังของพวกเขาจะจางลงไปบ้าง

แต่ว่าก็ติดตามงานของสมาชิกแต่ละคนเท่าที่เป็นไปได้ ทั้ง Robert Plant และ Jimmy Page ยังคงทำงานได้น่าฟัง และขยับตัวแต่ละทีก็เป็นที่จับตามอง ก็คงเหมือนรุ่นใหญ่หลายๆคนหลายๆคณะที่นานๆ ทีจะปล่อยอัลบั้มออกมาให้ฟัง คือพวกนี้คงต้องคิดแล้วคิดอีกเพราะถ้าทำออกมาแล้วไม่ดีพอจะเสียเครดิตไปเปล่าๆ ยิ่งพวกขึ้นหิ้งที่ต้องอาศัยความจงรักภักดีจากแฟนเพลงนี่ต้องระวังให้มากว่าจะไม่ทำให้แฟนเพลงผิดหวัง เพราะจะไปคาดคั้นยอดจำหน่ายจากเด็กวัยรุ่นที่ฟังเพลงตามแฟชั่นมันก็ไม่ได้แล้ว

สิ่งที่อาจจะเน้นเป็นพิเศษในงานชุดนี้คือ world music ที่มาตั้งแต่เพลงเปิดอัลบั้ม “Another Tribe” ที่มีจังหวะแปลกหู แต่อย่าคิดว่า Robert จะเป็นไดโนเสาร์ที่จมอยู่กับอดีตรอวันสูญพันธุ์เด็ดขาด เพลงต่อมา “Shine it All” มีกลิ่นอาย trip hop ปะปนมาในภาค rhythm ในงานชุดนี้จะได้ยิน sound จากยุคเก้าสิบเข้ามาประปราย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นปกติที่คาดคิดได้เพราะสมาชิกของ the Strange Sansation แต่ละคนล้วนมีปูมหลังมาจากวงดนตรีที่ดังในยุคกลางทศวรรษเก้าสิบ ก็มาแนะนำสมาชิกของ The Strange Sensation กันหน่อย John Baggot (keyboards. electronica, Moog Bass) คนนี้เคยอยู่กับวง Massive Attack และ Portishead, Jastin Adams ( guitar, bendia tehardant, lap steel, bass) คนนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเคยร่วมงานกับ Jah Wobble (อดีตมือเบสของ Public Image Limited) และเคยฝากฝีมือไว้กับอัลบั้มของ Sinead O’ Connerและ Brian Eno  Billy Fuller (bass) เคยร่วมงานกับวง Fuzz Against Junk, Skin Tyson (guitar) อดีตสมาชิกวง Cast วง Brit Pop ที่ดังพอตัวในยุคเก้าสิบ แต่สมัยนั้น Skin เป็นที่รู้จักในนาม Liam , Clive Deamer (Drums, Bendia) คนนี้ก็เคยอยู่กับ Portishead และเคยร่วมงานกับ Jeff Beck มาแล้ว

ฟังอัลบั้มนี้จบแล้วนึกถึง Led Zeppelin ช่วงปลายๆทศวรรษเจ็ดสิบ คนที่เคยฟัง Led Zeppelin จะรู้ว่า ในความหนักหน่วงจะมีการแทรกดนตรีสายพันธุ์ต่างๆ ทั้ง folk, reggae, world music, blues และอีกมากมายเอาไว้ด้วย และ Robert ก็ดำเนินรอยตามแนวทางของ Led Zeppelin อย่างไม่ปิดบัง และงานชุดนี้มันก็ออกแนวทางของ Led Zeppelin มากที่สุดเท่าที่เคยฟังงานเดี่ยวของ Robert มา ทั้งการเล่นกีต้าร์และเสียงกลอง ยิ่งท่อนริฟฟ์บางเพลงนึกถึง “Black Dog”  หรือใน “Tin Pan Valley” ในช่วงกลางเพลงทำให้นึกถึง Led Zeppelin สมัยรุ่งโรจน์ (โดยเฉพาะเสียงกลองกับกีต้าร์) ยิ่งเพลง “Dancing in Heaven” นี่เสียงกีต้าร์นึกถึง Jimmy Page ทันที

ดนตรีโดยรวมๆ ยังคงยึดมั่นอยู่กับ folks, blues และ rock แต่เจือปนด้วย world music และ electronica  แต่ในความเป็น Led Zeppelin ที่ฝังลึกในงานชุดนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า Robert จะขุดของเก่ามากินอย่างเดียว จากสมาชิกแต่ละคนที่เข้ามาร่วมงานในชุดนี้ก็เป็นการเปิดกว้างของ Robert ที่ต้องการจะผสมผสานกับดนตรียุคเก่ากับดนตรียุคใหม่ แน่นอนว่าเสียงร้องของ Robert คงไม่อาจคำรามสูงได้อย่างสมัย Led Zeppelin รุ่งเรืองได้อีกแล้ว (ก็นั่นมันสามสิบปีมาแล้วนี่นา)  แต่เขายังคงร้องได้สบายๆ การควบคุมเสียงยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเคย  อย่างใน “Freedom Fries” ที่เขายังแสดงศักยภาพของเสียงได้ยอดเยี่ยม หรือจะเป็น ballad ฟังสบายๆ ใน “All the King’s Men” ที่ได้อารมณ์แบบสมัยก่อน

หลังจากฟังอัลบั้มนี้จบ…จินตนาการถึง Led Zeppelin ถ้าหากว่ายังคงทำงานอยู่ถึงทุกวันนี้ งานอาจจะออกมาแบบอัลบั้มนี้ก็เป็นได้…

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.