Father and Son


ตอนที่อ่านชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลตครั้งแรก รู้สึกเหมือนกับว่าโรอัล ดาห์ลสั่งสอนเด็กอย่างทื่อ ๆ ตรงไปตรงมา แต่ว่าสนุก! อ่านกี่รอบก็ยังสนุก เป็นความสนุกแบบแปลกที่ไม่คิดว่าจะมีใครสักกี่คนจะนำมันมาเป็นภาพที่เห็นได้ด้วยสายตา

นิยายหลายเรื่องของโรอัล ดาห์ลพอเป็นภาพยนตร์แล้วรู้สึกผิดหวัง การถ่ายทอดอารมณ์ขันแบบร้าย ๆ ตามต้นฉบับนิยายไม่ค่อยชัดเจนนัก โดยเฉพาะเรื่อง The Witch (แม่มด) กลายเป็นเรื่องดาด ๆ ไม่ค่อยน่าสนใจไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เมื่อ ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต อยู่ในมือของทิม เบอร์ตันค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย ถ้าจะหาใครสักคนที่ถ่ายทอดอารมณ์แบบต้นฉบับได้ใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็นทิม เบอร์ตัน สไตล์การนำเสนออารมณ์ขันร้าย ๆ ของเขาเป็นสิ่งที่หลายคนชื่นชอบอยู่แล้ว แถมคราวนี้ได้จอห์นนี่ เดปป์ซึ่งมักจะรับบทคนบุคลิกเพี้ยน ๆ สวมบทบาทวิลลี ว็องกาอีกด้วย

ในเวอร์ชันของทิม เบอร์ตัน ได้สร้างปมเกี่ยวกับพ่อลูกเข้ามาเราจะได้เห็นการย้อนกลับไปสู่ปมของพ่อลูก และเรื่องความอบอุ่นของครอบครัวอยู่ตลอดทั้งเรื่อง

ชอบฉากที่ชาร์ลีกำลังขัดรองเท้าให้กับวิลลี วองกาและเมื่อถกกันถึงเรื่องพ่อแม่ห้ามทำนู่นทำนี่ ชาร์ลีก็มองกลับไปอีกด้านหนึ่งว่า “ทำไมไม่คิดว่าพวกเขารัก พวกเขาเป็นห่วงล่ะ?” นั่นคือประเด็นของครอบครัวที่ดีมาก ประเด็นระหว่างพ่อกับลูกว็องกา แสดงภาพความเข้มงวดของพ่อซึ่งเป็นหมอฟันไม่ยอมให้ลูกกินช็อกโกแลต

ความเหินห่างเป็นกำแพงระหว่างผู้คน ซึ่งกั้นคนออกจากมุมมองของอีกฝ่าย

อย่างคุณวิลลี วองกาใช้เวลาไปกับโรงงานช็อกโกแลต โดยที่ไม่ได้กลับไปข้องเกี่ยวกับพ่อของเขาอีก และช่วงเวลาที่ห่างกันทำให้ต้องใช้เวลากว่าจะไปพบกัน

อย่างในเพลง “บริดจ์” ของควีนสไรช์เป็นต้น ความรู้สึกที่เหินห่างระหว่างพ่อกับลูกที่ห่างกันไปนานกว่าจะกลับมาทำความคุ้นเคยกันอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย

You’re begging me for a brand new start,
trying to mend a bridge that’s been blown apart,
but you know… you never built it dad.

อย่างคุณวิลลี วองกาใช้เวลาไปกับโรงงานช็อกโกแลต โดยที่ไม่ได้กลับไปข้องเกี่ยวกับพ่อของเขาอีก และช่วงเวลาที่ห่างกันทำให้ต้องใช้เวลากว่าจะไปพบกัน

ความหลังอันไม่โสภาของวิลลี ว็องกาย้อนกลับมาเป็นระยะ ก็พ่อที่เป็นทันตแพทย์จะยอมให้ลูกชายฟันผุได้อย่างไร? อมยิ้มและช็อกโกแลตทั้งหลายอันเป็นของโปรดของเด็กจึงกลายเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับวิลลี

เพียงแค่จะกินยังไม่ยอมให้กิน แล้วถ้าลูกชายอยากจะเปิดร้านขายขนมหวานเขาจะยอมหรือ? ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างวิลลี่กับพ่อของเขาก็ขาดสะบั้นลง

ฉากที่วิลลี วองกาบอกพ่อถึงความฝันจะเปิดร้านขายขนมหวาน อันเป็นจุดแตกหักระหว่างพ่อกับตัวเขาเองนั้น นึกถึงเพลง “ฟาเธอร์แอนด์ซัน” ของแคท สตีเวนส์ขึ้นมาทันที

“How can I try to explain, when I do he turns away again.
It’s always been the same, same old story.
From the moment I could talk I was ordered to listen.
Now there’s a way and I know that I have to go away.
I know I have to go.”

เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนเป็นลูก ถ้าหากว่าอยากจะพูดอะไรกับพ่อ แต่ว่าโดนสั่งให้ฟังอย่างเดียว

ฟังและปฏิบัติตามเท่านั้น

นึกถึงเพลง “สะกดจิต” สมัยตอนที่ยังเด็กอยู่ ไม่ทราบเด็กสมัยนี้จะเคยฟังบ้างมั้ย เพลงนี้ร้องว่า “เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน หนึ่งนับถือศาสนา สองรักษาธรรมเนียมมั่น สามบลา บลา บลา บลา…”

ฟังแล้วก็นึกตงิด ๆ อยู่ในใจว่าทำไมถึงยัดเยียดหน้าที่ให้เด็กอย่างเดียว ดูแล้วเป็นการแสดงทัศนคติของ ผู้ปกครองชัดเจนว่าต้องการให้คนทีอยู่ในการปกครองเดินไปในกรอบที่ตัวเองวางไว้ให้

เหมือนพ่อของวิลลีที่อยากให้วิลลีอยู่ในทางที่ตัวเองกำหนด โดยมีเจตนาที่จะให้เติบโตขึ้นมาอย่างมั่นคง เป็นการกระทำภายใต้กรอบของความรักอย่างที่ตอนท้ายชาร์ลีบอกกับวิลลีว่า “ที่ผู้ใหญ่ทำแบบนั้นก็เพราะว่ารักและเป็นห่วงนั่นแหละ” เพียงแต่ว่าความคิดที่ผู้ใหญ่คิดว่าดีมันอาจจะไม่ค่อยดีสำหรับเด็กก็ได้

การผลักดันเด็กโดยไม่ดูความพร้อมและความต้องการของเด็กมันก็เหมือนกับการทรมานเด็กทางอ้อม เหมือนสมัยก่อนที่ยัดเยียดให้เด็กรู้จักหน้าที่ แต่ไม่ค่อยให้เด็กรู้จักกับสิทธิของตัวเองเท่าใดนัก  โตมาเลยรู้สึกกระหายสิทธิ รู้สึกว่าตัวเองต้องการสิทธิ

แล้วก็ออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองโดยไม่รู้จักหน้าที่

ก็อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนเองก็เอาแต่เรียกร้องสิทธิของตัวเองโดยไม่อยากสนใจที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง

ลึกลงไปในใจของคุณวิลลี่ ว็องกา ก็คงรู้สึกเศร้าสร้อยเดียวดายเหมือนกัน เหมือนกับว่าตัวเองไม่ใช่ลูกรักของพ่ออีกต่อไป  ตรงนี้คิดว่าเพลง “โนซันออฟไมน์” ของเจเนซิสบรรยายความรู้สึกอันเจ็บปวดออกมาเรียบง่ายและทรงพลัง

“He sat me down to talk to me
he looked me straight in the eyes

he said:

You’re no son, you’re no son of mine
You’re no son, you’re no son of mine
You walked out, you left us behind
and you’re no son, no son of mine

oh, his words how they hurt me, I’ll never forget it
and as the time, it went by, I lived to regret it”

ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ลูกรักมันกลายเป็นปมที่ฝังลึกลงในใจของคุณวิลลี ว็องกา จนแม้แต่จะเอ่ยเอื้อนคำว่า “พ่อแม่” (parent) ก็ยังพูดตะกุกตะกักไม่เต็มปาก เพราะทำครอบครัวหล่นหายไปจากชีวิตของเขาเนิ่นนาน

ชีวิตของวิลลี วองกาแตกต่างไปจากชาร์ลีมาก เด็กแบบชาร์ลีนี่ออกจะเป็นผู้ใหญ่เกินวัยไปสักหน่อย อีกทั้งยังเป็นเด็กที่ไม่มีแนวโน้มจะกลายเป็นเด็กมีปัญหา ในขณะที่คุณวิลลีไม่อาจจะคิดได้ในแบบที่ชาร์ลีคิด (เช่น ผู้ใหญ่ห้ามปรามขัดแย้งก็เพราะว่ารัก) ดังนั้นการตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายจึงแตกต่างกัน วิลลีถึงได้งุนงงและไม่เข้าใจที่ชาร์ลีเลือกที่จะอยู่กับครอบครัว แทนที่จะตอบรับสืบทอดโรงงานต่อจากเขา

ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวเป็นเรื่องแปลกประหลาด คือมันเหมือนกับว่าควรจะสนิทกันมาก แต่ความที่สนิทกันมากทำให้หลายๆครอบครัวเกิดปัญหากระทบกระทั่งดังลิ้นกับฟันเป็นธรรมดา บางเรื่องก็เหมือนไม่น่าจะกระทบกระทั่งกันก็ยังกลายเป็นเรื่องได้  และหลายเรื่องบานปลายจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม แต่ในทางตรงกันข้าม หลายครอบครัวก็สนิทสนมกันดี แม้จะมีความไม่เข้าใจกันอยู่บ้าง

ทิม เบอร์ตันเคยกำกับภาพยนตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูกก่อนหน้านี้ คือ บิ๊กฟิช เรื่องราวของลูกชายที่รักพ่อของตัวเองแน่นอน ไม่มีปัญหาให้ต้องสงสัย เพียงแต่ว่าเขายังมีปมอยู่กับเรื่องราวมหัศจรรย์ที่พ่อของเขาเล่าให้เขาฟังมาตั้งแต่ยังเด็ก มันมหัศจรรย์จนเขาไม่อาจทำใจให้เชื่อได้เมื่อเขาโตขึ้นมา

อันที่จริง สำหรับเด็กทุกคน พ่อดูจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง และเป็นวีรบุรุษ เพียงแต่เมื่อโตขึ้นมา ความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ จางลงไป เมื่อเราตัวโตขึ้น พ่อที่เคยดูตัวใหญ่โตเกินกว่าจะเอื้อมถึงกลับกลายเป็นคนชราคนหนึ่ง จากวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่ได้แตกต่างจากเราเท่าไหร่ เพียงแต่ชรากว่าเรามากก็เท่านั้น

สิ่งที่จะยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ก็คงจะอยู่ที่ว่าพ่อปฏิบัติตัวอย่างไรกับลูก เขาว่ากันว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น คนเป็นลูก มันจะเป็นเหมือนพ่อ พ่อทำกับลูกยังไง ต่อไป ลูกก็จะกลายเป็นภาพสะท้อนของพ่อนั่นแหละ

พ่อของวิลลี ว็องกาอาจจะไม่เหมือนกับพ่อของวิล บลูม แต่ทั้งสองคนก็รักลูกของเขา เพียงแต่มีวิธีในการเลี้ยงดูที่ต่างกัน มีการแสดงออกที่ต่างกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ของคู่พ่อลูกทั้งสองคู่ถึงไม่เหมือนกัน พ่อของวิลลี ว็องกา อาจจะไม่ได้ห่างเหินวิลลีขนาดนั้น แต่การพยายามปลูกฝังความคิดของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการบอนไซความฝันของวิลลีต่างจากครอบครัวที่เล็ก ๆ แต่อบอุ่นของชาร์ลี และต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างเอ็ดกับวิลในบิ๊กฟิช

ในบรรดาพ่อของทั้งสามคน พ่อของวิลลี ว็องกาดูจะประคบประหงม ฟูมฟัก และพยายามเจียระไนลูกชายตัวเองจนเกินความพอดีไปนิดนึง ความพอดีนี้มันก็พูดยากว่าอยู่ตรงไหน เพราะทุกคนย่อมรู้สึกถึงความ “พอดี” ไม่เท่ากัน

บางทีคนเป็นพ่อก็มองว่าลูกตัวเองยังเด็กเกินกว่าจะรับรู้อะไรต่ออะไร บางที อาจจะเป็นที่ตัวลูกเองยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร อาจจะต้องใช้เวลาเพื่อจะซึมซับสิ่งรอบข้างเหล่านั้นด้วยตัวเอง และบางทีมันก็สายไป  อย่างในเพลง “แค็ทอินเดอะเครเดิล” ของแฮร์รี ชาปิน ก็บอกเล่าเรื่องราวที่หมุนวนกลับเป็นวัฏจักร เอาไว้อย่างน่าเศร้าใจ

 “My child arrived just the other day
Came to the world in the usual way
But there were planes to catch and bills to pay
He learned to walk while I was away
He was talkin’ ‘fore I knew it
And as he grew he said,
I’m gonna be like you, Dad,
You know I’m gonna be like you.”

และในที่สุด

“I’ve long since retired, my son’s moved away.
I called him up just the other day.
I said, ‘I’d like to see you, if you don’t mind.’
He said, ‘I’d love to, Dad, if I could find the time.
You see my new job’s a hassle and the kids have the flu,
But it’s sure nice talkin’ to you, Dad.
It’s been sure nice talkin’ to you.’
And as I hung up the phone it occurred to me,
He’d grown up just like me.
My boy was just like me.”

หากคนเป็นพ่อต้องใช้เวลาไปกับการทำงานหาเลี้ยงชีวิต ดำเนินชีวิตไปในทางที่ตัวเองเห็นว่าดีแล้ว จนลืมไปว่ายังมีเด็กคนหนึ่งต้องการใช้เวลาอยู่กับพ่อด้วยเหมือนกัน  และเมื่อคนหนึ่งทิ้งระยะห่างจากอีกคนหนึ่ง ช่องว่างที่ถ่างกว้างออกทุกทีก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินการคาดเดา

ในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องจบแบบเทพนิยายที่ความสัมพันธ์อันเหินห่างไปบ้างย้อนกลับมาใกล้ชิดและเข้าใจกัน

แต่ในชีวิตจริงของเรา คงไม่ได้จบเรื่องแบบดี ๆ ทั้งหมดล่ะมั้ง…

เกี่ยวกับเพลง

“บริดจ์” ของควีนสไรช์ อยู่ในอัลบั้ม พรอมิสแลนด์ (1994) เพลงนี้คริส เดอกาโม มือกีตาร์เขียนถึงพ่อของเขาซึ่งเสียชีวิตระหว่างเตรียมทำอัลบั้มนี้อยู่

“ฟาเธอร์แอนด์ซัน” ประพันธ์โดยแค็ท สตีเวนส์อยู่ในอัลบั้ม ทีฟอร์ทิลเลอร์แมน (1970) และอัลบั้มรวมเพลงของแค็ท สตีเวนส์มักจะรวมเพลงนี้เอาไว้ด้วยเสมอ สตีเวนส์เป็นลูกครึ่งกรีก-สวีเดน เกิดและเติบโตที่ประเทศอังกฤษ ออกอัลบั้มครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1968 เขาหันไปนับถือศาสนาอิสลามและเปลี่ยนชื่อมาเป็นยูซุฟ อิสลามตั้งแต่ปีค.ศ. 1978 หันมาทำงานรับใช้ศาสนาและการกุศล กลับมาบันทึกเสียงอีกครั้งในช่วงกลางทศวรรษเก้าสิบ ในนามยูซุฟ เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับศาสนาอิสลามเป็นหลัก ในปลายปีค.ศ. 2004 เขาก็นำเพลงนี้กลับมาบันทึกเสียงใหม่โดยร่วมร้องกับโรนัลด์ คีทติง(นักร้องนำวงบอยโซน) รายได้จากซิงเกิลนี้มอบให้การกุศล และวงบอยโซนก็นำเพลงนี้ไปขับร้องใหม่ด้วยเช่นกัน

“โนซันออฟไมน์” ประพันธ์โดยโทนี แบงส์ ฟิล คอลลินส์ และไมค์ รัธเธอฟอร์ด อยู่ในอัลบั้ม วีคานท์ดานซ์ เป็นอัลบั้มของเจเนซิสที่มีแนวทางคล้ายงานเดี่ยวของฟิล คอลลินส์มากที่สุด และเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่ฟิล คอลลินส์ร่วมงานด้วย

“แคทส์อินเดอะเครเดิล” อยู่ในอัลบั้ม เวอริตีส์แอนด์โบลเดอร์แดช (1974) แฮร์รี ชาปินนำบทกวีของแซนดี ภรรยาของเขามาเขียนเป็นเพลงนี้ขึ้น

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.