Ozzy Osbourne and Brad Gillis


การจากไปของ แรนดี โรดส์ สร้างปัญหาหนักใจอย่างมากสำหรับผู้เกี่ยวข้องกับออสซี เพราะใครเล่าจะเข้ามาทดแทนมือกีตาร์ขวัญใจมหาชนอย่างแรนดีได้? ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์ ฝีมือ และด้วยความสนิทสนมระหว่างออสซีกับแรนดี ทำให้เขาคิดจะวางมือ “ตอนนั้นผมพูดกับชารอนว่า ผมทำมันต่อไปไม่ได้แล้ว” ออสซีเล่าความหลัง “แต่เธอตอบว่า ถ้าคุณเลิกตอนนี้มันจะเป็นฉากจบที่แย่มาก เราจะไม่หยุดตอนนี้”

ตอนแรกออสซีทาบทาม แกรี มัวร์ (Gary Moore) อดีตมือกีตาร์วง ธินลิซซี (Thin Lizzy) และอีกหลายคณะเช่น โคลอสเซียมทู (Colosseum II) ที่เซ็นสัญญากับบริษัทเจ็ตเร็คคอร์ดส์ของดอน และมีชารอนเป็นผู้จัดการอยู่ แต่แกรี มัวร์ ปฎิเสธด้วยเหตุผลว่าออสซีติดเหล้าติดยา ทำให้เขาไม่อยากทำงานด้วย มีเรื่องเล่าเป็นเกร็ดจาก บ็อบ ไดสลีย์ มือเบสของออสซีในเวลานั้นว่า

“ออสซีไม่ได้ต้องการให้ แกรี ทัวร์ มาแทนที่ แรนดี โรดส์ แกรี มัวร์เป็นตัวเลือกแรกของออสซี ตอนที่ออสซีมาลอสแอนเจลิสหลังจากโดนไล่ออกจากแบล็กซับบาธและคิดตั้งวงขึ้นมาใหม่ เขาเลือกแกรี มัวร์ แต่แกรีไม่ต้องการทำงานร่วมกับออสซี เพราะว่าชื่อเสีย(ง)เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดและติดสุราของออสซีมันขจรกระจายไปไกลทำให้เขาคิดว่าออสซีไม่มีความน่าเชื่อถือและไม่มีความเป็นมืออาชีพ แกรีบอกว่า ผมจะช่วยคุณหามือกีตาร์หรือถ้าคุณได้มือกีตาร์แล้วอยากได้ความคิดเห็นจากผม ผมจะช่วยคุณแบบนั้น”

อันนี้เป็นที่น่าสนใจ เพราะตอนที่แกรีทำวง จี-ฟอร์ซ (G-Force) นั้น มีคนจับคู่ เกลนน์ ฮิวห์ อดีตมือเบสและนักร้องนำวงดีพเพอเพิลให้เขา แต่หลังจากร่วมงานกันได้สักพัก เขาขอให้เกลนน์ออกจากวงเพราะการติดเหล้ายาของเกลนน์เหมือนกัน อันนี้อาจจะเป็นสาเหตุให้เขาออกจากวงธินลิซซี ทั้งที่เป็นมิตรอันดีกับ ฟิล ไลนอตต์ มาตั้งแต่เขาทำวงสคิดโรว์ และเขาเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารกีตาร์เวิลด์ในปีค.ศ. 1987 ว่า หาคนที่มีเคมีเข้ากันแบบฟิล ไลนอตต์ได้ยากมากทีเดียว

กลับมาที่เรื่องของออสซี

มือกีตาร์คนต่อมาที่ได้รับการทาบทามจากทีมงานของออสซีก็คือ ไมเคิล เชงเกอร์ ผู้เยี่ยมยุทธ์จากยูเอฟโอ สกอร์เปียนส์ และ ไมเคิล เชงเกอร์ กรุ๊ป แต่ว่าไมเคิลเรียกค่าตัวสูงมาก และในตอนนั้นถึงแม้อัลบั้มของออสซีจะขายดี แต่สถานการณ์เงินย่ำแย่ต่อเนื่องยังไม่กระเตื้องขึ้นมากนัก

มือกีตาร์ที่เข้ามาขัดตาทัพกลายเป็น เบอร์นี ทอร์เม (Bernie Tormé) ซึ่งในเวลานั้นเพิ่งออกจากวง กิลแลน เพราะ เอียน กิลแลน ยุบวงเพื่อกลับไปเป็นนักร้องนำให้แบล็กซับบาธ ทำอัลบั้ม บอร์นอะเกน (Born Again)

แต่เบอร์นีรับหน้าที่มือกีตาร์บนเวทีไม่ถึง 10 ครั้ง เขาก็ออกไปทำวงอีเล็กตริกยิปซีส์ (Electric Gypsies)

โดยทุกวันนี้ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนมากนักว่าทำไมเบอร์นีถึงออกจากวงทั้งที่เล่นไม่เท่าไหร่ เหตุผลมีหลากหลายส่วนใหญ่จะเป็นข่าวลือ อาจจะเป็นเพราะเขาเข้ากับออสซีไม่ได้ หรือเพราะออสซี ออสบอร์นตั้งใจให้เขาเป็นมือกีตาร์ขัดตาทัพตั้งแต่แรก เพราะระหว่างนั้น ชารอน ดึง แบรด กิลลิส (Brad Gillis) ให้มาเป็นเตรียมตัวอยู่แล้ว

โปรดอ่านเรื่องของ เบอร์นี ทอร์เม ประกอบ

แบรด กิลลิส มีประสบการณ์มาพอสมควร เขา และ แจ็ก เบลดส์ (Jack Blades) เคยอยู่วงรูบิคอน เล่นดนตรีแนวฟังก์ร็อก วงนี้ก่อตั้งโดย เจอรี มาร์ตินี (Jerry Martini) อดีตนักเป่าแซ็กโซโฟนของวง สไล แอนด์ เดอะแฟมิลีสโตน (Sly and the Family Stone) รูดี ซาร์โซ เล่าไว้ในหนังสือ ออฟเดอะเรลส์ ของเขาว่า เขาเคยดูวงรูบิคอนเล่นในงานแคลิฟอร์เนียแจมทู ซึ่งมีคนดูถึง 250,000 คน และ แบรด กิลลิส ทำหน้าที่ได้ดีมาก

วงรูบิคอนแตกวงไปในปีค.ศ. 1979 แบรด กิลลีส  แจ็ก เบลดส์ และ เคลลี คีกี (Kelly Keagy) สามสมาชิกรูบิคอนยังจับมือกันตั้งวง สเตริโอ (Sterio) ด้วยกัน และต่อมาเป็นวง เรนเจอร์ แต่เมื่อทำอัลบั้ม ดอว์นพาโทรล (Dawn Patrol) ออกกับบริษัทเล็ก ๆ ชื่อ บอร์ดวอล์ก (Boardwalk) พวกเขาก็โดนวงแนวคันทรีชื่อ เรนเจอรส์ ฟ้องร้องให้ยกเลิกการใช้ชื่อเพราะอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นวงเดียวกัน ทั้งที่ตอนนั้นทำอัลบั้มแรกเสร็จแล้ว ทำให้วงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น ไนต์เรนเจอร์ (Night Ranger) และอัลบั้มก็วางจำหน่ายแบบจำกัดพื้นที่เพราะบอร์ดวอล์กเป็นบริษัทเล็ก ๆ

นอกจากนี้ แบรดยังเล่นกับวง อลาเมดาออลสตารส์ (Alameda All Stars) ด้วย วงนี้ เคลลี คีกี อลัน ฟิตซ์เจอรัลด์ (Alan Fitzgerald) เจฟฟ์ วัตสัน (Jeff Watson) ซึ่งต่อมาเป็นสมาชิกวงไนต์เรนเจอร์ก็เล่นกับวงนี้ด้วย

อลาเมดาออลสตารส์ เป็นวงดนตรีที่เล่นเพลงแนวร็อก เซาต์เธิร์นร็อก และอื่น ๆ ทั่วไป ซึ่งในสมัยที่ แบรดมาเล่นกับวงนั้น พวกเขาเอาเพลงของออสซีมาเล่นอยู่บ่อย ๆ มีอยู่วันหนึ่ง หลังแรนดี โรดส์เสียชีวิตไม่นาน แบรดก็ได้รับการติดต่อจาก เพรสตัน ธรอลล์ (Preston Thrall) ซึ่งมาดูการแสดงของอลาเมดาออลสตารส์บอกว่าเขาอยากให้แบรดไปทดสอบฝีมือเป็นมือกีตาร์ข้างกายออสซี

เพรสตันไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน เขาเป็นน้องขายของ แพต ธรอลล์ จึงพูดคุยกับแพต ซึ่งสนิทกับ ทอมมี อัลดริดจ์ มือกลองของออสซีในขณะนั้น เพราะทอมมีเคยเล่นในวงของแพตมาก่อน ทอมมีก็แนะนำแบรดต่อออสซีและชารอนอีกทอดหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชารอนจะโทรศัพท์มาตามตัวแบรดบินไปนิวยอร์กเพื่อทดสอบฝีมือกีตาร์ในอีกไม่กี่วันต่อมา

เล่าเสริมไว้สักนิด ต่อมาในปีค.ศ. 1991 เพรสตันก็มาตีกลองให้วง อลาเมดาออลสตารส์ ซึ่งเปลี่ยนมาเป็นวงแบ็กอัปให้กับ เกร็ก ออลแมน จากวง ดิออลแมนบราเธอรส์

ตอนแรกแบรดคิดว่าเขาโดนใครสักคนอำ แต่ชารอนเอาโทรศัพท์ให้ออสซีพูดคุยต่อ ซึ่งออสซีบอกรายชื่อเพลงทั้ง 18  เพลงที่เขาอยากให้แบรดเล่นและเดินทางไปนิวยอร์กภายในสองวัน และเดินทางไปกับวงของออสซี แต่เก็บตัวเรียนรู้การเล่นเพลงต่าง ๆ ภายในห้องพักโรงแรม

“ผมต้องเรียนรู้ลิกที่ผมไม่เคยเล่นมาก่อน ผมอยู่ในห้อง 12 ชั่วโมงต่อวันเพื่อเรียนรู้บทเพลงทั้งหมด ถ้าผมติดขัดอะไรผมจะไปถาม ดอน แอรี (มือคีย์บอร์ด) หรือ รูดี ซาร์โซ (มือเบส) ผมมีเทปคาสเซตต์บันทึกการแสดงของออสซีที่แรนดีเล่นไว้ เพื่อเรียนรู้เทคนิคลูกเล่นทั้งหมดที่เขาใช้ในการแสดงสด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้ซึ่งมันดีกว่าการฟังจากแผ่นสตูดิโอ เพราะผมอยากรู้ว่าพวกเขาเล่นสดกันแบบไหน” แบรดเล่าในอีกหลายสิบปีให้หลัง

หลังจากเก็บตัวได้ 4 วัน ถึงวันที่ 5 เขาก็ต้องเล่นสดกับวงต่อหน้าผู้คนต่อหน้าคนดูที่บิงแฮมตัน นิวยอร์ก ที่ตั๋วขายหมดเกลี้ยง

“มันเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัว แต่ทั้ง 18 เพลงที่เล่น ผมพลาดแค่เพลงเดียว คือ เรเวเรชันมาเธอร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นเพลงบัลลาดที่พอเล่นไปได้ครึ่งทางจะเข้าสู่ความเป็นเมทัลหนักแน่น แต่ผมเข้าท่อนนั้นเร็วไปหน่อย ออสซีหันมามองผมแล้วก็มองด้วยสายตาพิฆาตซึ่งหมายความว่าผมทำพังแล้ว ผมหยุดเล่น รวบรวมสมาชิธิแล้วก็กลับไปเล่นต่อจนจบเพลง คืนต่อมา ชารอน อาร์เดน ซึ่งตอนนี้ใช้นามสกุลออสบอร์นแล้ว ก็ตรงมาหาผมแล้วบอกว่า -แบรดลีย์ คุณเล่นดีมากเมื่อคืนนี้ แต่คืนนี้อย่าทำมันพังละ- โอ ไม่กดดันกันเลยนะ”

แบรดเรียนรู้การเล่นกับวงอย่างรวดเร็ว และเขาเล่าความประทับใจสมัยอยู่กับออสซีว่า “มันต้องใช้เวลาแสดงสดกับพวกเขาพอสมควรกว่าผมจะรู้สึกกลมกลืนไปกับพวกเขา เล่นได้สองสัปดาห์ก็ต้องไปเล่นสดในรายการคิงบิตกิตฟลาวเวอร์อาวร์ไลฟ์ ในเมมฟิส เทนเนสซี ซึ่งออสซีกับผมต่างตื่นเต้นด้วยกันทั้งคู่เพราะว่านี่เป็นรายการที่ถ่ายทอดไปทั่วประเทศ และเพื่อนจากไนต์เรนเจอร์ในเบย์เอเรียกำลังฟังผมเล่นอยู่ด้วย ซึ่งการแสดงออกมาดี ผมได้คุยกับ แจ็ก (เบลดส์) และ เคลลี (คีกี) หลังการแสดงจบลง พวกเขาบอกว่า ว้าว ไม่อยากเชื่อเลยว่านั่นคุณเล่น มันไม่เหมือนคุณเลย แต่มันก็เป็นคุณเล่น ตอนนั้นพวกเขาคิดว่าผมคงไม่กลับไปวงอีกแล้ว”

ผลงานที่แบรดฝากฝีมือไว้กับออสซี เป็นผลงานบันทึกการแสดงสด สปีกออฟเดอะเดวิล ซึ่งเป็นการนำผลงานเก่าของแบล็กซับบาธมาเล่น อย่างที่บอกแล้วว่าถึงแม้สองอัลบั้มแรกของออสซีจะขายดี อนาคตของออสซีทำท่าไปได้สวย แม้เจ้าตัวกำลังจิตเสื่อมลงทุกที ครั้งหนึ่งเขาขว้างวิกผมไปหาคนดูหลังจากที่ได้รับการขอร้องให้ใส่แฮร์พีซเพื่อต่อผมให้ยาว ๆ เข้าไว้

และปัญหาสำคัญสำหรับออสซีคือเรื่องการเงินติดลบกับสัญญาที่ทำกับ เจ็ตเร็คคอร์ดส์ ของ ดอน อาร์เดน (บิดาของชารอน) ซึ่งเป็นปัญหาคาราคาซังแก้ไม่ตก ชารอนตัดปัญหาด้วยการยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนถึง 1 ล้าน 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ บวกกับออกงานให้อีกหนึ่งชุดเพื่อล้างสัญญา

19 กันยายน ค.ศ. 1982 ออสซีจึงมุ่งหน้าไปนิวยอร์กเพื่อทำบันทึกเสียงอัลบั้มแสดงสด ซึ่งได้รับคำบัญชาจาก ดอน อาร์เดน ผู้เป็นเจ้าของเจ็ตเร็คคอร์ดส์ว่า ขอให้ออสซีเล่นแต่เพลงของแบล็กซับบาธเท่านั้น เพื่อเอามาชนกับอัลบั้ม ไลฟ์อีวิล ของแบล็กซับบาธที่มี รอนนี เจมส์ ดีโอ เป็นนักร้องนำซึ่งในเวลานั้น รอนนีน่าจะออกหรือใกล้ออกจากวงเต็มทีแล้ว

ทั้งแบล็กซับบาธและออสซี ต่างอยู่ภายใต้สังกัด ดอน อาร์เดน ด้วยกันทั้งคู่!!

การแสดงจริงมีขึ้นที่เดอะริตซ์ เมื่อวันที่ 26 และ 27 กันยายน ค.ศ. 1982 หลังจากเล่นเสร็จก็มุ่งหน้ากลับลอสแอนเจลิส และรูดี ซาร์โซ มือเบสก็ขอลาออกไปทำวงไควเอ็ตไรอัต แบรดก็กลับไปอยู่กับไนต์เรนเจอร์ มีเพลงทอมมี อัลดริดจ์ มือกลองที่ยังปักหลักอยู่กับออสซี

เมื่อมีคนถามแบรดว่าเขาเสียใจหรือไม่ที่ออกจากวงก่อนที่จะได้ทำอัลบั้มกับออสซีสักชุด เขาตอบว่า

“มันคงเยี่ยมมากถ้าได้ทำ (สตูดิโออัลบั้มกับออสซี) ในตอนนั้น แต่ในช่วงเวลา 11 เดือนที่ผมได้เล่นกับออสซี ผมได้บันทึกการแสดงสดที่เดอะริตซ์ไนต์คลับในนิวยอร์กระหว่าง สปีกออฟเดอะเดวิลทัวร์ เอาเพลงของแบล็กซับบาธมาเล่นและบันทึกไว้ แต่สุดท้ายแล้วตอนที่ไนต์เรนเจอร์ได้สัญญาทำอัลบั้ม ผมรู้สึกว่าไนต์เรนเจอร์เหมือนกับพี่น้องของผม เราใช้เวลาหลายปีพยายามหาสัญญาทำอัลบั้ม และผมก็ต้องเสี่ยง”

หนึ่งในข้อตกลงที่ทำให้ไนต์เรนเจอร์ได้ทำสัญญาคือ แบรด กิลลิส ต้องกลับมาทำวงต่อด้วย จะเรียกว่าเป็นการพ่วงชื่อเสียของออสซีทางอ้อมก็ได้ อัลบั้ม ดอว์นพาโทรล (Dawn Patrol) ในเวอร์ชันบริษัทเอ็มซีเอ ปล่อยออกมาสัปดาห์เดียวกับ สปีกออฟเดอะเดวิล (Speak of the Devil)

และแบรดก็ไปได้สวยกับไนต์เรนเจอร์ ซึ่งทำยอดจำหน่ายอัลบั้มรวมกันได้ประมาณ 17 ล้านแผ่น

สิ่งที่ออสซีต้องทำก็คือ มองหามือกีตาร์คนใหม่ที่จะมาร่วมงานกับเขาต่อไป

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของเบอร์นี ทอร์เม ที่เขียนในภายหลัง

0 Comments

ให้ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.