New Wave of American Heavy Metal


ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้วกระแสดนตรีเมทัลยังไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้า ก็เหมือนอย่างที่เคยคิดเอาไว้แล้วว่าดนตรีในช่วงสาม-สี่ปีนี้คงไม่มีอะไรคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอัน

เหลือบไปเห็นนิตยสารมิวสิกเอ็กซ์เพรส ฉบับที่แล้วมีเรื่อง นิวเวฟออฟอเมริกันเฮฟวีเมทัล(New Wave of American Heavy Metal) ยังไม่ทันได้อ่านละเอียดนัก แต่ค่อนข้างชอบงานของวงเหล่านั้นพอสมควร หลังจากได้ฟังเพลงของสลิปน็อตในชุดหลังแล้วรู้สึกว่าหน้ากากปิศาจเหล่านี้มันกำลังหันกลับไปทำเพลงเมทัลแบบสายพันธุ์แท้โดยที่ไม่แอบอิงกับโอลสคูลให้ต้องเสียอารมณ์ร่วมสมัย และสมทบด้วยการฟังวงชาโดว์ฟอลแล้วก็ยิ่งปิติ  เป็นความปิติที่ได้รับรู้ว่าดนตรีเมทัลที่รอมานานมันเริ่มกลับมาแล้วโว้ย!!!

ด้วยความที่ชอบดนตรีโอลสคูลไม่ค่อยชอบพวกนูเมทัลเท่าไหร่ ชีวิตการฟังเพลงหลังจาก เนอร์วานานำอัลบั้ม เนเวอร์ไมนด์ ถล่มโลกเมทัลราบคาบตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เรื่อยมาถึงทุกวันนี้ เป็นช่วงเวลาที่หาวงดนตรีใหม่มาฟังแล้วรู้สึกชอบยากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่มีอีกแล้วสำหรับท่อนริฟฟ์โฉบเฉี่ยว

ไม่มีอีกแล้วสำหรับท่อน solo ยาว ๆ งดงามเปี่ยมท่วงทำนอง

และโดยไม่รู้ตัว บางอย่างที่ชอบกลับมาเงียบ ๆ

เงียบจนรู้ตัวอีกทีตอนที่ไปอ่านนิตยสารรีวอลเวอร์ฉบับหน้าปกจูดานพรีสต์แล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าช่วงหลังไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีงานจากวงยุคเก่าออกงานมาหลายชุดมาก เช่น จูดาสพรีสต์ บรูซ ดิกคินสัน มอตลีครู หรือวงอื่นสมัยทศวรรษ 1980 ที่กลับมาออกงานใหม่หลายคณะ ใช้ได้บ้าง ห่วยบ้างเป็นธรรมดา แต่การจะฝากความหวังไว้กับวงรุ่นเก่าเหล่านั้นมันเป็นเรื่องไร้อนาคตสิ้นดี ก็เลยจำเป็นที่จะต้องหาวงดนตรีใหม่ที่ฟังแล้วเกิดความรู้สึก “สนิทใจ”

ความสนิทใจที่ว่าก็คงจะเป็นที่การเล่นกีตาร์แบบมีริฟฟ์กำลังดี ท่อนโซโลมีท่วงทำนองงดงามเฉียบคม แต่ก็ไม่ได้หวังว่าวงเหล่านี้จะเล่นโอลสคูลกัน ต้องยอมรับว่าดนตรีจะกลับไปเป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว หากวงดนตรีรุ่นใหม่เหล่านี้รับอิทธิพลมาจากพวกนูเมทัล หรือโพสต์กรันจ์ก็ต้องทำใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และวงดนตรีที่สนใจอยู่ในขณะนี้ก็คือกลุ่ม นิวเวฟออฟอเมริกันเฮฟวีเมทัล ซึ่งต้องบอกอย่างจริงใจว่าถึงจะชอบวงดนตรีในกลุ่มนี้มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชอบไปเสียทั้งหมด คือเป็นความชอบในแง่ที่ว่าตอบสนองความรู้สึกอยากฟังเสียงกีตาร์เท่านั้น ทว่าความอิ่มเอมไม่เท่ากับฟังเพลงจากยุค 1980 ที่ชอบอย่างไอออนเมดเดน แต่อย่างน้อยก็ทำให้มีความหวังกับเมทัล รุ่นใหม่มากขึ้นกว่าวงที่เกิดในทศวรรษที่ผ่านมา

น่าเสียดายว่าในแวดวงนิวเวฟออฟอเมริกันเฮฟวีเมทัลเองก็เหมือนกับนูเมทัล เหมือน กรันจ์เหมือนแฮร์เมทัล คือมีที่เด่นจริงอยู่ไม่กี่คณะ ที่เหลือก็เหมือนกันไปหมด เหมือนกับวัฏจักรที่หมุนเวียนกันไปเรื่อย วันหนึ่งก็จะมีวงดนตรีใหม่ แนวทางใหม่ เข้ามาเหมือนเดิม ชาโดว์ฟอล แลมบ์ออฟก็อด อันเอิร์ธ คิลสวิตช์เอนเกจ ก็คงกลายเป็นวงรุ่นใหญ่และกลายเป็นของเก่าในอนาคต

พูดถึงลักษณะการเล่นของมือกีตาร์กันดีกว่า ลักษณะการทำซาวนด์อย่างแรกเลยต้องมีแอมป์ที่ให้เสียงแตกพร่าและหนาแน่นมีพลัง และตั้งสายกีตาร์ให้ต่ำเข้าไว้ (ใช้กีตาร์เจ็ดสายได้ก็ดี) อันที่จริงเรื่องการตั้งสายกีต้าร์ให้ต่ำกว่ามาตรฐานมันก็มีมาตั้งแต่สมัยแบล็กซับบาธแล้วล่ะ บางทีตั้งต่ำกว่าปกติถึงเสียงครึ่งหรือสองเสียงเต็มด้วยซ้ำไป

สำหรับวิลลี แอดเลอร์ (Willie Adler) กับ มาร์ก มาร์ตัน (Mark Morton) มือกีตาร์ของแลมบ์ออฟก็อด ไม่ค่อยตั้งสายต่ำมาก ส่วนใหญ่จะตั้งสายแบบพื้น ๆ drop D-Tuning (จากต่ำไปสูงคือ D-A-D-G-B-E) ซึ่งเป็นการตั้งสายกีตาร์ที่เห็นแพร่หลายมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 (การตั้งสายแบบนี้จะช่วยให้เล่นเพาเวอร์คอร์ดได้ง่ายขึ้นด้วย) แต่ถ้าเป็นโจนาธาน โดนาอิส (Jonathan Donais) กับแม็ตธิว บาคเชนด์ (Matthew Bachand) จากวงชาโดวส์ฟอลจะตั้งสายต่ำกว่านั้นอีกหนึ่งเสียงเต็มๆ (คือ C-G-C-F-A-D ซึ่งก็คือตั้งสาย drop D-Tuning แต่เพิ่มไปอีกหนึ่งเสียงเต็มทุกสาย) หรือยิ่งไปกว่านั้น จิม รูต (Jim Root) กับ มิก ธอมสัน (Mick Thomson) จากวงสลิปน็อตจะตั้งสายต่ำกว่านั้นไปหนึ่งสียงครึ่ง (คือ B-F#-B-E-G#-C# ก็คือตั้งสายแบบ drop D-Tuning แล้วตั้งสายต่ำลงไปอีกหนึ่งเสียงครึ่ง) ซึ่งถ้าใครไปเล่นกีต้าร์เจ็ดสายอาจจะเวิร์คกว่าหรือเปล่า? อันนี้ก็คงแล้วแต่ว่าใครถนัดแบบไหน

สำหรับท่อนริฟฟ์ของพวกนิวเวฟออฟอเมริกันเฮฟวีเมทัลส่วนใหญ่ดู แล้วจะได้รับอิทธิพลมากจากพวกแธรชเมทัลสมัยทศวรรษ 1980 (อย่างเมทัลลิกา สเลเยอร์ เมกาเดธ เทสตาเมนต์) มากเหมือนกัน ลองมาดูที่ท่อนริฟฟ์ช่วงอินโทรเพลง “เดสทรอยเยอร์ออฟเซนเซส” จากอัลบั้ม เดอะอาร์ตออฟบาลานซ์ ของวงชาโดวส์ฟอล เพลงนี้จะใช้การตั้งสายแบบที่กล่าวจะเห็นได้ชัดว่าการตั้งสายแบบ drop-D มันจะมีประโยชน์เวลาเล่นเพาเวอร์คอร์ด คือใช้นิ้วเดียวทาบสาย 5 และ 6 ไปได้เลย

ลองมาดูอีกตัวอย่างหนึ่ง เป็นท่อนริฟฟ์เพลง “ซิก” ของสลิปน็อตซึ่งใช้การตั้งสายต่ำตามหลักการที่ว่าเอาไว้ แต่อยากให้ดูสัดส่วนโน้ตที่พวกเขาเล่นกับ rest note การตั้งสายให้ต่ำกว่าปกติเช่นนี้ควรจะใช้สายกีตาร์ที่หนาหน่อย เช่น 0.11 เป็นต้นไป เพราะถ้าใช้สายเส้นเล็กอย่าง 0.09 อาจจะมีปัญหาเรื่องการแกว่างตัวของสายกีตาร์ อีกอย่างที่สำคัญคือ ยิ่งใช้สายเส้นใหญ่จะให้เสียงนุ่มหนักแน่นกว่า แต่แน่นอนว่าถ้าใช้โซโลอาจจะต้องออกแรงเพิ่งอีกนิด (สายยิ่งหนา แรงตึงยิ่งมาก) แต่การใช้สายกีตาร์แบบนี้ให้เสียงริธึมที่ได้อารมณ์เมทัลหนัก ๆ

มาดูกันที่อินโทรริฟฟ์จะเห็นว่าพวกหน้ากากปิศาจใช้เสียงแบบโครมาติกและคู่เสียงที่กัดหูมาก (คู่เสียง Dissonant) อย่างในบาร์แรก จะได้เห็นว่าพวกคู่เสียง chromatic กับ dim 4th เป็นสิ่งที่พวกเขาใช้กัน และการใช้เทคนิคสไลด์นิ้วก็เป็นอีกแบบที่ให้เอารมณ์กัดหูดีนัก ท่อน intro riff กับ verse riff มันก็จะเป็นทางเดินคอร์ดที่สร้างขึ้นจากแพตเทิร์นคล้ายกัน

แต่จุดที่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบดนตรีนิวเวฟออฟอเมริกันเฮฟวีเมทัลก็คือความเร็วในการเล่น เพลง “เลฟต์บีไฮนด์” ตั้งความเร็วของเพลงไว้ที่ quarter note = 150 แต่ลองฟังการปั่นกีตาร์ในช่วง interlude ที่เล่นโน้ตเป็น 16th – note ใช้คู่เสียง diminish อยากลองหัดเล่น diminish arpeggio ในลิกนี้ซึ่งจะมี sting skiping (การเล่นข้ามสาย) อยู่ด้วย ถ้าชอบฟังเสียงกีตาร์ของพอล กิลเบิร์ตก็จะได้ยินการเล่นแบบนี้บ่อย ๆ มือกีตาร์คู่มหากาฬของวงหน้ากากปิศาจก็คงชอบบรรดาเชร็ดเดอร์จากยุคทศวรรษ 1980 แน่นอน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.