The Intense Humming of Evil


“The Intense Humming of Evil” กับ “Mausoleum” ได้รับแรงบันดาลใจจากการไปเยี่ยมเยือน (อดีต) ค่ายกักกันดาเคา (Dachau) และ แบร์เกิน-เบลเซิน (Bergen-Belsen) ในเยอรมัน และพิพิธภันฑ์สันติภาพในฮิโรชิมา

พรรคนาซีสร้างค่ายกักกันนักโทษการเมืองแห่งแรกขึ้นที่โรงงานผลิตอาวุธที่เลิกใช้งานแล้วใกล้เมืองดาเคา (อยู่ไม่ไกลจากมิวนิคมากนัก) เมื่อปีค.ศ. 1933 ที่นี่เป็นต้นแบบของค่ายกักกันเชลยอื่น ๆ ที่ตามมา หลังจากเปิดได้ประมาณสองปี ก็เป็นที่กล่าวขานถึงอย่างมาก มีถ้อยคำที่แพร่หลายว่า “Lieber Gott, mach mich dumm, damit ich nicht nach Dachau kumm” หรือ “Dear God, make me dumb, that I may not to Dachau come” หรือ “พระจ้า ให้ข้าพเจ้าบื้อใบ้เถิด หากมันจะทำให้ข้าพเจ้าไม่ต้องไปอยู่ที่ดาเคา” ตลอดเวลา 12 ปีค่ายกักกักแห่งนี้มีนักโทษมากกว่าสองแสนหกหมื่นคน และมีนักโทษเสียชีวิตมากกว่าสามหมื่นคน

gates-at-dachau

ค่ายกักกันแบร์เกิน-เบลเซิน ตั้งอยู่ที่เมืองแบร์เกิน ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1935 จุดประสงค์เพื่อให้เป็นค่ายฝึกทหาร แต่ก็มีการกักกันเชลยสงครามไว้ที่นี่ด้วย ต่อมาจึงกลายเป็นค่ายกักกันเต็มรูปแบบ โดยนักโทษส่วนใหญ่จะเป็นพลเรือน และมักใช้ตัวนักโทษที่โดนกักกันอยู่ที่นี่แลกเปลี่ยนกับชาวเยอรมันที่โดนชาติอื่นจับตัวไว้ นักโทษหญิงเยอรมันเชื้อสายยิวคนหนึ่ง ชื่ออันเนอ ฟรังค์ เสียชีวิตที่นี่ขณะที่อายุเพียง 16 ปี ต่อมาบิดาเธอนำบันทึกที่เธอเขียนมาตีพิมพ์ในชื่อ “Het Achterhuis” ซึ่งได้รับการแปลเป็นไทยในชื่อ บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์

นิกกี้ ไวเออร์ เล่าในนิตยสารเมโลดีเมกเกอร์ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม 1994 ว่า “สองเพลงนี้ (เขาหมายถึง“The Intense Humming of Evil” กับ “Mausoleum”) เป็นเหมือนฝาแฝดเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากแหล่งเดียวกัน ปีที่แล้วเราไปเยี่ยมดาเคา, เบลเซิน และพิพิธภัณฑ์สันติภาพในฮิโรชิมา ทั้งสามที่ต่างสร้างแรงบันดาลใจต่อพวกเรามาก หรือจะบอกว่ามีอิทธิพลต่ออัลบั้มนี้ทั้งอัลบั้ม (หมายถึงอัลบั้เดอะโฮลีไบเบิล) ที่ดาเคามันดูชั่วร้ายแปลกๆ มันเงียบจนน่ากลัว ไม่มีแม้แต่หญ้า ไม่เห็นแม้แต่ตัวหนอน เสียงนก เสียงเดียวที่คุณได้ยินคือความเงียบ ส่วนพิพิธภัณฑ์ในเบลเซินยังมีป้ายดั้งเดิมที่เขียนว่า -ขอต้อนรับเข้าสู่ค่ายกักกันแบเซิน- บรรยากาศที่พิพิธภัณฑ์สันติภาพในฮิโรชิมาก็เหมือนกัน ตอนเราเป็นเด็ก เราโดนยัดเยียดความคิดว่า อเมริกาหย่อนระเบิดเพราะว่าเขาต้องยุติสงคราม มิเช่นนั้นคนอเมริกาจะต้องโดนสังหาร แต่เมื่อคุณได้ไปอยู่ที่นั่น ได้ดูรูปภาพของเมืองทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลอง ฝนดำ และคนที่ต้องเสียชีวิตจากผลของกัมมันตรังสี ถ้าใครได้ไปเห็นอย่างนั้นแล้วไม่รู้สึกถึงความสูญเสีย คนนั้นคงปราศจากจิตวิญญาณ ประโยคที่ว่า – Churchill no different / wished the workers bled to a machine –  มันเกี่ยวกับอังกฤษที่มักจะคิดว่าตัวเองมีทัศนคติที่ดีเยี่ยม แต่พอสงครามจบ ทัศนคติจะเป็น – กลับสู่ปกติเถอะ ใช้ประโยชน์จากพวกชนชั้นแรงงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้พวกนั้นมีความสุข ผูกติดพวกนั้นไว้กับเครื่องจักร และส่งพวกเขาให้ไปตายในสงครามอีกครั้งเมื่อเราต้องการ” (ในประโยคที่ยกมา ไวร์เออร์ใช้คำว่า proles ในเรื่อง 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ เป็นชนชั้นแรงงาน)

ก่อนขึ้นเพลงจะมีประโยคดังต่อไปนี้

The court has come
The court of the nations
And into the courtroom will come the martyrs of majdanek and oswiecim
From the ditch of kerch the dead will rise
They will rise from the graves
They will rise from the flames
Bringing with them the acrid smoke
And the deathly odour of scorched and martyred europe
And the children, they too will come
Stern and merciless
The butchers had no pity on them
Now the victims will judge the butchers
Today the tear of a child is the judge
The grief of a mother is the prosecutor

ประโยคช้างต้น ตัดมาจากรายงานข่าวการพิจารณาคดีเนอร์นแบร์ก (Nuremberg Trials) ซึ่งเป็นการตั้งศาลฝ่ายสัมพันธมิตรสี่ชาติ (อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย) เพื่อพิจารณาโทษนักการเมือง ผู้นำทหาร และผู้นำทางธุรกิจที่สนับสนุนพรรคนาซี จำนวน 24 คน (และครั้งนั้นเป็นจุดกำเนิดศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก)

เนื้อเพลง

You were what you were
Clean cut, unbecoming
Recreation for the masses
You always mistook fists for flowers

Welcome welcome soldier smiling
Funeral march for agony’s last edge
6 Million screaming souls
Maybe misery – maybe nothing at all
Lives that wouldn’t have changed a thing
Never counted – never mattered – never be

Arbeit macht frei
Transports of invalids
Hartheim Castle breathes us in
In block 5 we worship malaria
Lagerstrasse, poplar trees
Beauty lost, dignity gone
Rascher surveys us butcher bacteria

  • Arbeit macht frei- เป็นคำขวัญที่จารึกไว้ที่ทางเข้าค่ายกักกันหลายแห่ง อย่างเช่นที่ค่ายเอาชวิทซ์ ค่ายกักกันที่น่าสังเวชที่สุด (มีนักโทษเสียชีวิตที่นี่ถึง 1.1 ล้านคน เป็นคนเชื้อสายยิวถึง 90 เปอร์เซ็นต์) และที่ดาเคาเป็นต้น แปลได้ว่า “การทำงานเป็นหนทางสู่อิสรภาพ” เป็นปรัชญาของโลเรนซ์ ดีเฟนแบค นักคิดนักเขียนชาวเยอรมัน ซึ่งเคลื่อนไหวในยุคชาตินิยมเยอรมัน พรรคนาซีใช้คำขวัญนี้มาตั้งแต่เริ่มตั้งพรรค
arbeit-macht-frei
Arbeit macht frei – “การทำงานเป็นหนทางสู่อิสรภาพ”

มีประโยคที่เกี่ยวกับค่ายกักกันอีกประโยคคือ Lagerstrasse, poplar trees – Lagerstrasse คือทางเดินหลักในค่ายกักกัน ซึ่งที่ดาเคาปลูกต้นป็อปลาร์สองข้างทางเดิน

ส่วน Transports of invalids การกำจัดแรงงานในค่ายกักกันที่ไม่สามารถทำงานได้ เป็นประโยคที่เอามาตัดกับสโลแกน Arbeit macht frei โดยในฤดูร้อนของปี 1941 แพทย์ประจำค่ายกักกันดาเคาได้รับคำสั่งให้ลงทะเบียนนักโทษที่เจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้ ต่อมา คณะกรรมการทางการแพทย์จากกรุงเบอร์ลินจะมาตัดสินว่าคนไหนผ่านการคัดเลือก โดยปล่อยข่าวว่าคนป่วย หรือคนที่อ่อนแอ ทำงานไม่ได้ จะโดนส่งไปอยู่ค่ายอื่นที่ทำงานเบากว่า หรือทำงานในทักษะอื่นที่ไม่ต้องใช้แรงงานมากนัก

นักโทษที่ผ่านการคัดเลือกเหล่านั้นจะโดนเกณฑ์ขึ้นรถบรรทุกเคลื่อนย้ายในเวลากลางคืน ไปสู่ปราสาทฮาร์ไทม์ และโดนรมแก๊สเสียชีวิต… หลังจากนั้นฝ่ายทะเบียนนักโทษจะส่งจดหมายแจ้งข่าวไปยังญาติของผู้เสียชีวิตว่าคนเหล่านั้นเสียชีวิตเพราะหัวใจวาย หรือติดเชื้อในกระแสเลือด

Hartheim Castle breathes us in ก็คือการรมแก๊สเพื่อฆาตกรรมหมู่นักโทษที่เจ็บป่วยอ่อนแอ ทำงานไม่ได้ เดิมทีปราสาทฮาร์ไทม์นี้ใช้เป็นสถานบำบัดผู้ป่วยทางจิต โดนดัดแปลงให้เป็นห้องรมแก๊สเพื่อสังหารหมู่ ซึ่งมีบันทึกว่าได้สังหารนักโทษเป็นจำนวน 3,016 คนในช่วงปี 1941 – 1942

block_5_material_proofs_of_crimes_in_auschwitz_i
บล็อก 5

บล็อก 5 เป็นสถานที่ทดลองเกี่ยวกับยาพิษต่างๆ ค่ายกักกันดาเคา หนึ่งในวิธีทดลองคือการฉีดยาที่มีเชื้อพิษไข้มาลาเรีย ดังที่บอกในเนื้อเพลงว่า In block 5 we worship malaria แพทย์ที่คุมการทดลองหฤโหดที่ค่ายกักกันดาเคาชื่อด็อกเตอร์ ซิกมุนด์ ราชเชอร์ เขาค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์หลายอย่างเช่นการแช่แข็ง เช่นให้นักโทษลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำแข็งเต็มเป็นเวลา 3 ชั่วโมง หรือแก้ผ้ายืนอยู่กลางที่โล่งหน้าหนาวถึง 14 ชั่วโมง  หรือทดลองเกี่ยวกับเลือด ก็ใช้วิธียิงนักโทษและสังเกตเลือดที่ไหลจริง หรือเปิดกะโหลกนักโทษมาดูการทำงานของสมองเป็นต้น

Welcome welcome soldier smiling
Soon infected, nails broken, hunger’s a word
6 Million screaming souls
Maybe misery – maybe nothing at all
Lives that wouldn’t have changed a thing
Never counted – never mattered – never be

Drink it away, every tear is false
Churchill no different
Wished the workers bled to a machine
เพลงนี้เพลงเศร้าเพลงหนึ่ง สงครามมีแต่ความสูญเสียและความเศร้า…

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s