จอห์น เลนนอน, เจ้าชายน้อย, ความเชื่อง และ ความรัก


ความรักเป็นสิ่งสามัญที่มหัศจรรย์ในตัวเอง มีนิยายเป็นร้อยล้านเล่ม หนังเป็นล้านเรื่อง เพลงเป็นหลายล้านเพลงที่เกี่ยวกับความรัก แง่มุมที่หลากหลายบางครั้งก็เหมือนจะซ้ำซากแต่ไม่เคยขาดสายหลั่งไหลไม่รู้จบสิ้น

เมื่อครั้งที่จอห์น เลนนอนมีความรักกับโยโกะ โอโนะกลายเป็นเรื่องราวสะท้านโลก มีเรื่องโกลาหล ความบาดหมาง และมีเพลงรักมากมาย

เวลาพูดถึง จอห์น เลนนอน หลายคนมักนึกถึงเพลงเกี่ยวกับการเมือง (ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่มีคนเรียกเขาว่ากบฏอัจฉริยะ) ถ้าให้ใครสักคนนึกถึงเพลงของเขา ส่วนใหญ่จะนึกถึงเพลง “อิเมจิน” แต่จอห์น เลนนอนโดดเด่นมากเวลาเขาเขียนเพลงรัก  ซึ่งเพลงส่วนใหญ่จะออกมาทางบวกโดยไม่ได้ทอดทิ้งความเป็นตัวตนที่มีดีและเลวในตัวเขา แต่ที่มากกว่าบทเพลงเหล่านั้นคือเรื่องราวฉากหลังระหว่างตัวเขากับ โยโกะ โอโนะ สตรีชาวญี่ปุ่นที่สูงวัยกว่าเขา 7 ปี ที่กลายมาเป็นคู่เคียงทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว

เพลงรักของ จอห์น เลนนอน ใช้ภาษา และท่วงทำนองเรียบง่าย แต่ในความง่ายของเขาเป็นความง่ายที่ลงตัว อย่างเพลง “เลิฟ”

Love is real, real is love

Love is feeling, feeling love

Love is wanting to be loved

ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรกรู้สึกว่าเพลงนี้มันง่ายจัง เล่นคำง่าย ๆ แต่นี่คือลักษณะพิเศษของเขา จะเขียนเพลงโดยใช้คำกำกวมและมีนัยยะแฝงเร้น อย่างเช่นเพลง “ไอม์อะวอลรัส” ในอัลบั้ม เมจิคัลมิสเทอรีทัวร์ ใช้คำง่าย ๆ แต่พอมาจัดวางตำแหน่งแล้วออกจะแปลก

จอห์น เลนนอนเป็นคนเก่ง ใช้คำว่าอัจฉริยะก็คงไม่ผิด (เพียงแต่ไม่คิดว่าเขาจะเก่งอย่างที่ตัวเขาคิด ด้วยความที่เขาเป็นพวกศิลปินหัวก้าวหน้าที่เน้นเรื่องสังคมและการเมือง และนำเสนอดนตรีแหวกแนวล้ำสมัย เมื่อได้แรงหนุนเสริมจากโยโกะ โอโนะยิ่งเปิดคิดของเขาให้ทะยานมากขึ้น

แม้แต่แฟนเพลงเดอะบีตเทิลส์ที่ไม่ค่อยชอบโอโนะเท่าใดนัก ก็ต้องยอมรับว่าโอโนะเป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้จอห์นทะยานก้าวหน้าไปไกล

ไกลจนถึงหายนะของเดอะบีตเทิลส์!!

ไม่ใช่ว่าไม่มีโยโกะแล้วจอห์นจะไม่มีพลังสร้างสรรค์ เขามีพลังในตัวเองเหลือเฟือ เพียงแต่ว่าเขาจะนำมันออกมาในทางไหนเท่านั้น

ตอนที่เขาพบโยโกะเขาแต่งงานกับซินเธียอยู่ก่อนแล้ว มิหนำซ้ำโยโกะก็ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย มีทั้งสามี (คนที่สอง)และบุตรสาวด้วย แต่เมื่อทั้งคู่พบกันมันเกิดปฏิกิริยาเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน หลังจากนั้นชื่อของ โยโกะ โอโนะเคียงคู่จอห์น เลนนอนมาโดยตลอด

ช่วงก่อนปีค.ศ. 1967 จอห์น เลนนอนก็ไม่ต่างอะไรกับพอล แม็คคาร์ทนีมากนัก แต่พอหลังจากนั้นเขาก็เพิ่มดีกรีรุนแรงมากขึ้น กล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น คงจะเป็นเพราะเขาได้แรงยุยง (เอ่อ…ใช้คำว่าแรงบันดาลใจดีกว่ามั้ง..) จากโยโกะด้วย อย่างในงานชุด ทูเวอร์จินส์ ที่เป็นการรวบรวมเอางานทดลองทางเสียงมาขาย ฟังงานชุดนี้แล้วก็สงสัยอยู่ว่าถ้าคนที่ทำงานนี้ไม่ใช่จอห์น เลนนอนแห่งเดอะบีตเทิลส์มันจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างแบบนี้หรือเปล่านะ ไม่ค่อยแนะนำให้ใครฟังงานชุดนี้เท่าไหร่นัก มันไม่ค่อยสุนทรียะ ยกเว้นจะชอบอาวองท์การ์ดเข้าสายเลือด

สิ่งที่ชอบก็คือเขากล้าแสดงออกเวลาที่เขามีความรัก ถ้าคุณมีความรักก็ควรแสดงความรักของคุณตรงไปตรงมา คืออย่าไปทำให้ชีวิตยุ่งยากเกินจำเป็น ยอมรับในสิ่งที่เป็นมันน่าจะดีกว่า เลนนอนแสดงความรักของเขาไว้ในเพลงหลายเพลง

เขาเริ่มเอาเรื่องส่วนตัวมาใส่ในเพลงในช่วงกลางทศวรรษ 60 ปรากฏเด่นชัดในอัลบั้ม รับเบอร์โซล เป็นต้นมา และหลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ส่งผ่านบทเพลงไปสู่แฟนเพลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย เพราะความรักของทั้งคู่ไม่ราบรื่น มีความขัดแย้งออกมาเป็นระยะ อย่างในช่วงต้นปีค.ศ. 1974 ที่เขาตัดสินใจที่จะแยกกันอยู่ชั่วระยะหนึ่ง (หรือจะเรียกให้ถูกคือโดนเฉดหัวออกจากบ้าน) แต่ผลพวงของเหตุการณ์นั้นคืออัลบั้ม วอลส์แอนด์บริดจส์  อัลบั้มที่ได้เอลตัน จอห์นมาช่วยฉุดและดันให้เขากลับมาดังอีกครั้ง

และอัลบั้มที่สุกงอมตกผลึกมากที่สุดน่าจะเป็น ดับเบิลแฟนตาซี เป็นเพลงของจอห์นกับโยโกะคนละครึ่ง เนื้อหาของเพลงในอัลบั้มนี้พูดถึงครอบครัว ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูก หลังจากที่เขาเก็บตัวเงียบเพื่อใช้เวลากับครอบครัวยาวนานถึงห้าปี จะได้ฟังเพลงที่จอห์นเขียนให้โยโกะ เช่น “เดียร์โยโกะ” และ “วูแมน” มีเพลงที่เขียนให้ลูกชายคือ “บิวตีฟูลบอย (ดาร์ลิงบอย)”

มันเป็นอย่างที่เขียนไว้ในเพลง ”(จัสต์ไลค์) สตาร์ตติงโอเวอร์” ที่ใช้เปิดอัลบั้มว่า

‘Our life together is so precious together

We have grown, we have grown

Although our love is still special

Let’s take a chance and fly away somewhere alone

It’s been too long since we took the time

No-one’s to blame, I know time flies so quickly

But when I see you darling

It’s like we both are falling in love again

It’ll be just like starting over, starting over’

น่าเศร้าก็ตรงที่หลังจากทำอัลบั้มนี้เรียบร้อย จอห์น เลนนอนโดนฆาตกรรมจากชายที่อ้างว่าเป็นแฟนเพลงเขาเอง บางทีชีวิตที่เราเห็นว่ามันยืนนานพอควรนี้ มันก็ไม่ได้ยืนนานอย่างที่คิด ใครจะไปรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับชีวิต

อย่างจอห์น เลนนอนได้เขียนเพลง “โกรว์โอลด์วิธมี” (อัลบั้ม มิลค์แอนด์ฮันนี) ไว้ว่า

Grow old along with me

The best is yet to be

When our time has come

We will be as one

God bless our love

God bless our love

คนร้องเพลงนี้ ไม่มีโอกาสที่จะแก่ชราอย่างที่เขาบอก

บางทีชีวิตก็ไม่ได้จบสวยงามอย่างที่เราหวังนักหรอก

ถ้าจำฉากจบของเรื่องเพื่อนสนิทได้ ลองนึกถึงภาพนั้น

ปกติ ไม่ค่อยชอบหนังรักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเป็นดรามาจะพยายามหลีกเลี่ยง แต่เพื่อนสนิทจะออกตลกเล็กน้อย เลยตัดสินว่าจะเข้าไปดูเสียหน่อย อย่างน้อยคนที่เล่นเป็นดากานดาก็น่ารักดี

ผิดคาด ชอบเรื่องนี้มากว่าที่คิด ตอนที่เดินออกจากโรงภาพยนตร์ได้ยินบางคนฮัมเพลง “ช่างไม่รู้อะไรเลย” ด้วย เพลงนี้ฟังเวอร์ชันบอย พีชเมคเกอร์แล้วชอบน้ำเสียงของเขาจริง ๆ เป็นน้ำเสียงที่ออดอ้อนกว่าเวอร์ชั่นของตั้ม สมประสงค์เสียอีก (อย่าไปพูดถึงเวอร์ชันของมอสที่…ทำให้รู้สึกเสียอารมณ์ดีกว่า) แต่ เพลงนี้มันเด่นในตัวของมันเองอยู่แล้ว

แต่ที่ติดใจในภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่มีการใช้หนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยเป็นสื่อในการนำเสนอเรื่องราวซึ่งมันเป็นการชี้จุดเด่นของเรื่องนี้ คือเรื่องของความสัมพันธ์ของตัวดำเนินเรื่อง กลับมาค้นหาหนังสือเจ้าชายน้อยมาอ่านอีกรอบ และไปเจอกับประโยคที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจากปากของหมาจิ้งจอก

“I cannot play with you,” the fox said. “I am not tamed.”

“ฉันเล่นกับคุณไม่ได้หรอก” สุนัขจิ้งจอกพูด “ฉันยังไม่เชื่องเลย

นั่นสิ…

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.