Soundtrack to the Apocalypse: a brief history of Slayer


หลังจากออกสตูดิโออัลบั้ม God Hates Us all เมื่อปี ๒๕๔๔-แล้วก็มีข่าวดีให้แฟนเพลงดีใจเมื่อเดฟ ลอมบาร์โด มือกลองคนเก่าแก่กลับมาร่วมงานกับ Slayer อีกครั้ง แต่หลังจากการทัวร์จบสิ้นลงข่าวคราวก็เงียบหายไปนาน จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วมีข่าวว่าอัลบั้มใหม่ของ Slayer อาจจะออกราวๆ ต้นปี ๒๕๔๙-แต่แล้วก็เลื่อนไปอย่างไร้กำหนดเวลาแน่ชัด โดยทางสมาชิกของ Slayer ปิดปากเงียบไม่ให้ความหวังใดๆ นอกจากบอกว่า “เขียนเพลงเสร็จแล้ว”

เท่าที่คาดเดา(ย้ำๆ คาดเดา) น่าจะเป็นเพราะว่าทางบริษัท American Recording ของริค รูบิน ต้นสังกัดของ Slayer ตัดสินใจทำสัญญาทางธุรกิจร่วมกับ Warners.  เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อทำสัญญากันแล้ว Warners จะเป็นคนจัดการวางแผนทางการตลาดให้กับศิลปินในบริษัท American Recording ทั้งหมด โดย American Recording ของริค รูบิ้นจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิตเพียงอย่างเดียว  ทำให้แผนการต่างๆ ที่วางไว้เดิมต้องโดนรื้อใหม่เกือบทั้งหมด

ข่าวล่าสุด เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม บอกแต่เพียงสั้นๆ ว่า Slayer กำลังจะเข้าห้องบันทึกเสียงกัน พร้อมกับจะไปร่วมทัวร์ชื่อยาวเหยียด the Unholy Alliance Tour: Preaching To The Perverted ในเดือนมิถุนายนที่กำลังจะถึงนี้ ถือฤกษ์งามยามดี 6.6.06 เป็นวันเปิดตัวโดย Slayer จะเป็นเฮดไลเนอร์  วงอื่นๆที่เข้ามาเสริมบารมีก็ประกอบด้วย Lamp of God, Mastodon, Children of Bodom และ Thine Eyes Bleed (มือเบสของวงนี้เป็นน้องชายของอรายาด้วย)  โดยแฟนเพลงในเมืองไทยก็ได้แต่รอคอยไร้ความหวังกันต่อไปว่าอาจจะได้มีบุญพอจะดู Slayer แสดงในเมืองไทยสักครั้ง

เคอรี่ คิง ก็เพิ่งออกมาแถลงในวันที่ ๒๐ มีนาคม ไม่เกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ แต่ว่าเป็นการเตือนแฟนเพลงว่า ถ้าพบเห็นเคอรี่ คิงในเว็บ MySpace ขอให้แน่ใจว่านั่นไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นใครสักคนที่แอบอ้างชื่อเขาเท่านั้น  และคำเตือนข้อที่สองสำหรับคนที่ชอบสะสมลายเซ็นว่า ลายเซ็นของเขาไม่ใช่ของหายาก อย่าไปเสียเงินซื้อแพงๆ เลย จริงๆ แล้วควรจะมาขอลายเซ็นเขาโดยตรงดีกว่า เขายินดีเสมอ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องซื้อเพื่อการสะสม ขอให้สังเกตลายเซ็นเขาให้ดีๆ เพราะเขาเห็นมีลายเซ็นปลอมที่ไม่เหมือนลายเซ็นปกติของเขาประมูลขายใน ebay ด้วยราคาที่สูงเอาการ  และตามด้วยประโยคคลาสสิคว่า ตอนนี้เขาไม่ค่อยว่าง เพราะต้องเข้าสตูดิโอเพื่อทำงานอัลบั้มต่อไปให้ลุล่วง

ส่วนทอม อรายา ก็เพิ่งตอบกระทู้สดๆ กับแฟนเพลงผ่านกระดานข่าวของ ESP  เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคมที่ผ่านมา กล่าวถึงอัลบั้มใหม่ว่ายังไงมันก็ยังเป็นเสียงแบบClassic  Slayer แน่นอน  พร้อมกับบอกว่าในภาคการผลิตของงานชุดนี้ รูบิ้นทำหน้าที่เป็น executive producer ส่วนคนที่ทำหน้าที่โปรดิวซ์งานจริงๆ เป็นโจสห์ อับราฮัม  ส่วนงานที่เขาชื่นชอบที่สุดคืองานชุด Season in the Abyss ที่เขาบอกว่ามีพัฒนาการที่แตกต่างชัดเจน และเพลง “Dead Skin Mask” เป็นเพลงที่เขาชอบเล่นสดๆ มากที่สุด เขาเริ่มเล่นเบส ตั้งแต่อายุ ๙ หรือ ๑๐ ปี โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก The Beatles

Open the Ammo Box

ระหว่างรออัลบั้มใหม่ของ Slayer หันกลับไปดูอัลบั้มเก่าๆ ของ Slayer แหละหยิบเอากล่อง Soundtrack to the Apocalypse มาฟังย้อนอดีตกันไปพลางๆ ก่อน  จริงๆ กล่องนี้ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ตอนที่ออกมาจะมีสองแบบ คือแบบซีดี ๓ แผ่นบวกดีวีดี ๑ แผ่น กับอีกแบบจะเป็น Deluxe Edition ซึ่งมีซีดี ๔ แผ่นบวกดีวีดี ๑ แผ่น ซึ่งโดยส่วนตัวเพิ่งจะได้แบบ Deluxe Edition มาไว้ในครอบครองไม่นานนี่เอง

ตัวกล่อง ทำเป็นรูป ammo box (กล่องใส่กระสุนของทหารยามสงคราม – นี่ถ้าลงทุนใช้กล่องโลหะมีที่หิ้วแบบของจริงจะน่าสะสมกว่านี้ ) ภายในก็มีซีดีมาให้ ๔ แผ่น ดีวีดี ๑ แผ่น โดยซีดีแผ่นแสดงสดเมื่อปี ๒๕๔๕ จะบรรจุอยู่ใน blood pack ดูขลังดีเหมือนกัน นอกจากนี้ก็มี tag คล้องคอ พร้อมกับธงโลโก้ของ Slayer ผืนกำลังดี   สิ่งที่น่าสนใจในงานประเภทกล่องก็คือหนังสือที่ใส่มาให้ด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นประวัติค่อนข้างละเอียด และ(น่าจะ)ถือว่าเป็นทางการสำหรับเรื่องราวของวงดนตรีนั้นๆ

The Early Years

น่าเสียดายที่บทเพลงจากงานยุคแรกๆ ของ Slayer ไม่ได้รวมอยู่ในกล่องนี้  ด้วยเหตุผลง่ายๆคือลิขสิทธ์มันเป็นของ Metal Blade ดังนั้นงานชุด Show No Mercy, Haunting the Chapel [EP] และ Hell Awaits จึงไม่ได้รวมอยู่ในกล่องนี้ด้วย

เรื่องราวของ Slayer เริ่มในปี ๒๕๒๔  เมื่อ เคอรี่ คิง, ทอม อรายา, เด็ฟ ลอมบาโด และ เจ๊ฟฟ์ ฮานน์แมน ร่วมกันก่อตั้งวงดนตรีเมทัลขึ้นมา และตั้งชื่อวงว่า Dragonslayer ตามชื่อภาพยนตร์ แต่คำว่า Dragon มันไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ ทางวงเลยตัดชื่อเหลือเพียงสั้นๆว่า Slayer

ในขณะนั้นแอลเอเต็มไปด้วยวงดนตรีอย่าง Motley Crue, Ratt ซึ่งมันไม่ใช่แนวทางที่ Slayer ต้องการนำเสนอ และก็ไม่ใช่แนวทางที่คนในแอลเอ จะชอบกับสิ่งที่ Slayer นำเสนอเช่นกัน ผลก็คือการแสดงในแอลเอ สมัยนั้นมักจะมีคนดูเพียงแค่ ๒๐ ถึง ๓๐ คนเท่านั้น แต่พอพวกเขาลองไปเล่นที่เบย์ แอเรียในซานฟรานซิสโก กลับได้รับการต้อนรับดีกว่าในแอลเอ บ้านเกิดเสียอีก

ทัวร์ครั้งสำคัญครั้งแรกของ Slayer ก็คือการได้เป็นวงเปิดให้กับ Venom ร่วมกับ Exodus ซึ่งทำให้ Slayer เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้หลงใหลดนตรีเมทัลสายพันธุ์ดุ จนกระทั่งไปสะดุดใจไบรอั้น  สลาเกล เจ้าของบริษัท Metalblade ซึ่งติดต่อให้ Slayer มาทำเพลงบรรจุในอัลบั้ม Metal Massacre ลำดับที่สาม (ในลำดับแรกมีเพลง Hit the Light ของ Metallica รวมอยู่ด้วย)

“เราฟังอัลบั้ม Metal Massacre สองลำดับแรกแล้ว เรารู้ว่าเราทำได้ดีกว่านั้นเยอะ…” อรายา มือเบสและนักร้องนำ คุยโวไว้แบบนั้น “…เราเลยต่อรองกับสลาเกลว่า ถ้าเราทำเพลงให้เขา มันจะต้องมีอัลบั้มเต็มๆ ของเราตามมาด้วยนะ” แน่นอนว่าสลาเกลตอบตกลง อัลบั้ม Metal Massacre III จึงมี เพลง “Aggressive Perfector” ของ Slayer รวมอยู่ด้วย

ปลายปี ๒๕๒๖ อัลบั้มแรกของ Slayer ก็ออกเป็นรูปเป็นร่างในชื่อว่า  Show No Mercy  อัลบั้มนี้ Slayer บันทึกเสียงกันระหว่าง 5 ทุ่มถึง 7 โมงเช้า ทั้งนี้ไม่ได้เป็นการถือเคล็ดคารวะซาตานตนใด หากแต่เป็นเพราะว่าค่าเข้าห้องบันทึกเสียงในช่วงเวลาดังกล่าวมันแค่ครึ่งเดียวของราคาปกติ  ๑๐ เพลงที่อยู่ในงานชุดนี้คุณภาพเสียงไม่ค่อยจะดีนัก แต่ในเวลาต่อมันมันกลายเป็นบทเพลงคลาสสิคของ Slayer

และในปีถัดมา อีพีชุด Haunting the Chapel ก็ออกวางจำหน่าย และตามมาด้วย Hell Awaits ที่กลายเป็นงานคลาสสิคของเหล่าแธรชเชอร์ทั้งหลาย ด้วยความโหดหนักหน่วงและลงตัวกว่างานชุดแรก  แต่สิ่งที่ตามมาก็คือภาพพจน์อันดุดัน การใช้สัญลักษณ์จำพวกดาวห้าแฉก ทำให้ Slayer ต้องโดนต่อต้านบ้างเป็นธรรมดา

“เป็นคนเลวมันก็ไม่เลวไม่ใช่เรอะ…” เจ๊ฟฟ ฮานน์แมน มือกีต้าร์สุดเท่ของ Slayer ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเนื้อหาของเพลงที่โหดร้ายไปทางด้านมืดไว้อย่างนั้น “… บางทีพวกเราอาจจะเข้าถึงด้านมืดได้มากกว่าพวกคนเหล่านั้นที่พยายามจะหลอกตัวเองว่าไม่มีด้านมืดในชีวิต  แล้วก็ฟังเพลงโง่ๆ เสแสร้งว่าทุกๆ อย่างในโลกมันดีไปหมด…. ผมเชื่อว่าทุกๆ คนต่างก็ต้องมีสมรภูมิในจิตใจ แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะพยายามทำความเข้าใจกับมัน ด้านมืด มันเป็นด้านของความเป็นจริง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนรกหรือว่าไฟโลกันต์”

หลังจากนั้น ริค รูบิ้น ก็ได้มาเจอกับ Slayer ที่คลับแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค และตกลงใจที่เซ็นสัญญากับ Slayer ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Disc One:

Reign in Blood

  1. “Angel Of Death” – 4:50
  2. “Criminally Insane (Remix)” – 3:07
  3. “Postmortem” – 3:27
  4. “Raining Blood” – 4:12
  5. “Aggressive Perfector” – 2:28

South of Heaven

  1. “South Of Heaven” – 4:45
  2. “Live Undead” – 3:50
  3. “Silent Scream” – 3:05
  4. “Mandatory Suicide” – 4:04
  5. “Spill The Blood” – 4:49

Season in the Abyss

  1. “War Ensemble” – 4:51
  2. “Dead Skin Mask” – 5:16
  3. “Hallowed Point” – 3:24
  4. “Born Of Fire” – 3:07
  5. “Seasons In The Abyss” – 6:26

Decade of Aggression

  1. “Hell Awaits (Live)” – 6:49
  2. “The Antichrist (Live)” – 3:11
  3. “Chemical Warfare (Live)” – 5:25

ในดิสต์แผ่นแรก เป็นการรวมเพลงจาก ๔ อัลบั้มเริ่มจาก Reign in Blood อัลบั้มแรกของ Slayer ภายใต้การอุ้มชูของริค รูบิน เจ้าของ Def Jam  ซึ่งในสมัยนั้น Def Jam ยังเป็นบริษัทที่เน้นเพลงฮิปฮ็อปเป็นหลัก (รูบิ้นคือบุคคลสำคัญเบื้องหลังงานแร็ปและฮิปฮ็อปเยี่ยมๆ เช่น Public Enermy, L L Cool J, Run DMC และ the Beastie Boys เป็นต้น)  ที่สำคัญ ตอนนั้นวงการดนตรีระหว่างฮิปฮ็อป/แร็ป กับดนตรีเมทัลยังคงแบ่งแยกกันแบบต่างคนต่างอยู่ (วง Anthrax ถ่ายรูปร่วมกับ Pulic Enermy ยังโดนแฟนเพลงหัวรุนแรงด่ากราดมาแล้ว)  แต่เนื่องจากรูบินเป็นคนที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ และชอบทางฮาร์ดร็อกและเมทั่ลอยู่แล้ว  จึงเรียกความไว้วางในจาก Slayer ให้เข้ามาอยู่ในบริษัทได้

“ตอนนั้นเราก็มาคิดกันเหมือนกันว่า ‘เฮ้ย เราจะเซ็นสัญญากับ Def Jam ทำไมวะ นั่นมันบริษัทเพลงแร๊ปนะเฟ้ย!’ แต่ว่าหลังจากเราทำสัญญากับพวกเขา ริคก็เป็นคนที่ให้การสนับสนุนวงเราเป็นอย่างดีมาตลอด เขาช่วยผลักดันจน Reign in Blood ออกมาจนได้ แม้ว่า CBS จะทิ้งทุ่นพวกเรา แล้วผมก็คิดว่าเขาช่วยให้วงเราดีขึ้นกว่าแต่ก่อน”

เมื่อได้รูบิ้นมาเป็นโปรดิวเซอร์  งานของ Slayer ก็มีพัฒนาการที่เห็นชัดขึ้นอย่างการตีกลองของลอมบาร์โด ก็มีความซับซ้อนและโดดเด่นขึ้น ภาคกีต้าร์ก็ทวีความซับซ้อนโดยเฉพาะการเล่นประสานกันระหว่างคิงกับฮานน์แมน โดยยังไม่ทิ้งความโหดของภาคดนตรีและเนื้อร้อง (รวมไปถึงภาพปกอัลบั้ม) ทำให้งานชุดนี้โดนปฏิเสธจาก CBS

บทเพลงในอัลบั้มนี้ค่อนข้างจะสั้น เพลงส่วนใหญ่มีความยาวเพียงสองนาทีเศษๆ รวมๆ แล้วทั้ง ๑๐ เพลงมีความยาวไม่ถึงสามสิบนาที  สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าอัลบั้มนี้มันสั้นไป เรื่องนี้ ทอมก็ออกความเห็นว่า “ผมยังจำได้ว่าตอนที่เราบันทึกเสียงอัลบั้ม Reign in Blood เสร็จใหม่ๆ แล้วพบว่าอัลบั้มนี้มีความยาวเพียงแค่ ๒๘, ๒๙ นาทีเท่านั้น และไม่มีใครอยากจะเชื่อ!  ตอนที่แอนดี้ (วัลแล้นซ์, ซาวน์เอนจิเนียร์) ยืนยันว่าความยาวของอัลบั้มนี้มันเท่านั้นจริงๆ เราคิดว่าเราจะเขียนเพลงใหม่เพิ่มเข้าไปเพื่อให้อัลบั้มมันยาวกว่านี้ แต่ว่าริคบอกเราว่าถ้าเรามีเพลงสิบเพลง มันก็เป็นอัลบั้มแล้วล่ะ”

บางทีเบื้องหลังที่ทำให้อัลบั้มนี้มีเพลงที่ค่อนข้างสั้น(แต่ทรงพลัง) เป็นเพราะฮานน์แมน กำลังสนใจเพลงพั้งค์และฮาร์คอร์อยู่ค่อนข้างมาก และนำเอาอัลบั้มต่างๆ ที่น่าสนใจมาให้สมาชิกคนอื่นฟัง “เจ๊ฟฟ์ จะเอาพวกอัลบั้มพั้งค์ต่างๆ มาให้เราฟัง…”  เดฟ ลอมบาร์โด มือกลองคนสำคัญของ Slayer รำลึกความหลังระหว่างทำอัลบั้ม Reign in Blood ไว้อย่างนั้น “อัลบั้มที่เอามาก็พวก Minor Threat, TSOL และ D.I. ซึ่งผมหลงใหลในความรุนแรงที่อยู่ในบทเพลงพวกนั้น ผมคิดว่าพลังในบทเพลงแบบนั้นทำให้เราหลุดพ้นจากอิทธิพลของ Iron Maiden และ Judas Priest ที่มักจะเป็นแม่แบบให้เพลงของพวกเราออกไปจนหมด”

แต่ฮานน์แมน ก็ชื่นชม ลอมบาร์โดไม่น้อยในฐานะตัวจักรสำคัญของอัลบั้ม “เด็ฟ เป็นคนเร่งสปีดพวกเพลงพั้งค์ต่างๆ แล้วนำมันมาใช้ เขาจะเร่งความเร็วของบทเพลงทีเราประพันธ์แล้วก็เล่นมันด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นมาก และทำให้มันรุนแรงก้าวร้าว. ผมคิดว่า Reign in Blood เป็นงานที่เราดึงเอาส่วนผสมจากดนตรีเมทัลและพั้งค์เข้ามาสร้าง สำเนียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Slayer ในที่สุด” ส่วนคิง ก็คุยโวถึงงานชุดนี้ว่า “คุณลองฟังริฟฟ์ในแต่ละเพลงของเราสิ มันเอาไปทำเพลงอื่นๆได้เป็นสิบเพลงเลยนะ”

ความรุนแรงของอัลบั้มชุดนี้คงเส้นคงวา ต้องยกความดีความชอบให้รูบิ้น ที่เด๊ฟ บอกว่าเป็นคนให้ไอเดียในการตีกลองมากมาย รูบิ้นทำให้เสียงกลองที่รุนแรงอยู่แล้ว ลงตัวเข้ากับเสียงริฟฟ์กีต้าร์บาดหู และเสียงร้องของอรายาที่ยังคงฟังชัดเป็นคำๆ ซึ่งมันแตกต่างจากจากพวกเดธเมทัลที่มักจะทำเสียงสำรอกออกมาฟังไม่รู้เรื่อง อรายาเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ชอบเสียงเสียงร้องของพวกเดธที่ฟังไม่รู้เรื่อง เหมือนกับเสียง Cookie Monster (ตัวหุ่นตัวหนึ่งในรายการสำหรับเด็ก Sesame Street)

แต่ก่อนจะออกทัวร์ร่วมกับ W.A.S.P. แฟนเพลงก็ต้องช็อคเล็กน้อยเมื่อ ลอมบาร์โดออกจากวงไปเพราะเกิดความขัดแย้งกับสมาชิกที่เหลือ  ทาง Slayer ได้โทนี่ มือกลองวง Whiplash มาเป็นตัวช่วยให้การทัวร์ลุล่วงไป อย่างไรก็ดี หลังการทัวร์จบลง ลอมบาร์โดก็กลับเข้ามาร่วมงานกับ Slayer อีกครั้ง

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในงานชุดต่อมา; South of Heaven ก็คือการเพิ่มสัดส่วนของเมโลดี้ขึ้นบ้าง  โดยรวมไม่ถึงกับเปลี่ยนแปลงจาก Reign in Blood มากนัก แต่ก็มีพัฒนาการในรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาก ทำเพลงได้หลากหลายขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าในแง่ของการประพันธ์เพลงในชุดนี้เป็นฝีมือของเฮอมานน์ กับอรายา มากขึ้น ส่วนคิงลดบทบาทลงไป ทำให้บทเพลงที่เร็วๆ แรงๆ แบบที่คิงชอบมันลดน้อยลงไป แฟนเพลงบางส่วนก็ไม่ค่อยประทับใจกับความรุนแรงของบทเพลงที่ลดลง อย่างไรก็ตามในงานชุด Season in the Abyss พวกเขาก็หักกลับไปทำงานที่รุนแรงแบบ Reign in Blood อีกครั้ง

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งในปี ๒๕๓๕ เมื่อลอมบาร์โด มือกลองขอลาออกด้วยเหตุผลหลักๆ คือขัดแย้งกับสมาชิกที่เหลือเนื่องจากเขาต้องการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น จนไม่ค่อยมีเวลาซ้อมดนตรีกับสมาชิกคนอื่นๆ   ทาง Slayer ปล่อยงานแสดงสดออกมาในชื่อ Decade of Aggression ที่มีเพลงเด็ดๆ ระดับคลาสสิคของทางวงอยู่เพียบ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.