ดิโอฬารโปรเจ็ค คอนเสิร์ตจุดประกายครั้งที่ 14: พลังและความตั้งใจ


วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2549 หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

บางเวลา การเดินทางไปดูการแสดงของวงดนตรีที่ชื่นชอบก็เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต  แล้วนี่นาน ๆ จะมีโอกาสเห็นดิโอฬารโปรเจ็คท์เล่นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบเสียที ก่อนหน้าคอนเสิร์ตไม่กี่วันก็มีโอกาสพูดคุยกับโอฬาร พรหมใจ เจ้าตัวบอกว่าการเล่นคอนเสิร์ตใหญ่แบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย จังหวะและโอกาสมาลงตัวกันพอดีเมื่อจุดประกายของกรุงเทพธุรกิจติดต่อมา

ปกติจุดประกายคอนเสิร์ตจะเป็นพวกแจ๊สเสียมาก ถ้าเข้าใจไม่ผิดคอนเสิร์ตของดิโอฬารโปรเจ็คท์อาจจะเป็นแนวร็อกงานแรกด้วยละมั้ง?

ไปถึงหอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในเวลาสี่โมงเย็น ผู้คนไม่มากนัก

คนมาชมไม่เยอะมากตามสถานที เพราะคอนเสิร์ตครั้งนี้คนเต็ม คนที่มาก็ล้วนแต่เป็นคนที่คุ้นเคยมาแต่เก่าก่อน มาถึงก็เจอโอฬารกับสมาชิกคนอื่นเดินไปเดินมาพูดคุยทักทายแฟนเพลง แจกลายเซ็นอย่างเป็นกันเองก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่ม ดูออกจะสบายใจไม่เกร็งไม่เครียดอะไรกันเลย

แต่ที่รู้สึกแปลก ๆ กับศูนย์วัฒนธรรมคือการรักษาความปลอดภัยหละหลวมเป็นกันเองมาก เคยมาดูคอนเสิร์ตที่นี่สามหรือสี่ครั้ง ทุกครั้งเหมือนกันหมด คือถ้าพกระเบิดไปสักลูกคงลักลอบเอาเข้าไปได้โดยง่าย

อาจเป็นไปได้ว่าคอนเสิร์ตที่มาดู ล้วนแต่เป็นคอนเสิร์ตที่คนดูเป็นผู้ใหญ่เลยไม่มีปัญหา

หรือเขาอาจจะคิดว่าที่นี่คือศูนย์วัฒนธรรม  คนที่เข้ามาชมจะมีวัฒนธรรมตามศูนย์ไปโดยอัตโนมัติ?

ประมาณ 5 โมงเย็นนิดหน่อย ดิโอฬารโปรเจ็คท์เริ่มบรรเลงเพลงแรกเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ แสงเทียน” บรรเลงกีตาร์คลอไปกับเสียงคีย์บอร์ด ต่อด้วยเพลงบรรเลงของตัวเอง รุ่งอรุณ…เหนือคำบรรยาย”  รูบ้า (ชื่อคน…แน่นอนไม่ใช่คนไทย…) มือคีย์บอร์ดทำหน้าที่ของตัวเองได้ยอดเยี่ยมในการประคองโอบอุ้มเสียงกีตาร์ของโอฬารซึ่งมีสำเนียงเฉพาะตัว ลีลาท่วงทำนองพลิ้วไหวเหมือนจะไม่เน้นเทคนิคมาก แต่ได้ดูใกล้ ๆ เห็นรายละเอียดการเล่นชัดเจนจนทึ่ง

สองเพลงผ่านไป สมาชิกคนอื่นก็ขึ้นมาประจำที่ พลังร็อกเริ่มจะร้อนกรุ่นด้วยเพลง คน” จากอัลบั้มหูเหล็ก  ต่อด้วย บทเพลงของคนหนุ่มสาว” และ ไฟปรารถนา” เสียงของ ก้อ – ธนาณุเดช ประยูรสุข ทรงพลังมาก แต่โดนมิกเซอร์กดเสียงจนจมหายไปกับเสียงเครื่องดนตรีอื่นอย่างน่าเสียดาย  อย่างไรก็ตาม การได้ยินสามเพลงนี้ทำให้รู้สึกเต็มอิ่ม คิดว่าแฟนเพลงดิโอฬารโปรเจ็คท์คงมีโอกาสฟังสามเพลงนี้เล่นสดได้ยากเต็มที

ถัดจากนั้นกอล์ฟ – พิชานัต ไกรคุ้ม อดีตนักร้องวงเดอะเรนก็ขึ้นมาร้องเพลงอมตะ อย่าหยุดยั้ง” อย่างเต็มใจได้พลัง (แต่ใจสัปดนดวงนี้ก็ยังอยากได้ยินเสียงโป่ง ปฐมพงศ์มากกว่า) จบเพลงนี้ก็พัก ๒๐ นาที  ตรงนี้เป็นการผิดคิวเล็กน้อย (เพราะในสูจิบัตรบอกว่าต้องเล่น “มิตรภาพชั่วนิรันดร์” ก่อนแล้วค่อยพัก แต่ว่ากอล์ฟต้องกลับไปร้องเพลงที่พัทยา แต่ด้วยเหตุผลประการใดไม่ปรากฏ พอกลับมาอีกทีกอล์ฟ ยังไม่ไปพัทยา ยังคงมาร้องเพลง มิตรภาพชั่วนิรันดร์” ต่อ  แต่เพลงนี้ รู้สึกมันเอื่อย ๆ ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ (เป็นความรู้สึกที่เป็นมาตั้งแต่ต้นฉบับแล้ว ไม่ใช่ว่ากอล์ฟร้องไม่ดี)  ถัดจากนั้นดิโอฬารโปรเจ็คท์ก็นำเสนอเพลงบรรเลง “สลีปวอล์ค” เพลงอมตะของวงเดอเวนเจอร์ส และตามด้วย “อะไวเทอร์เฉดออฟเพล” ของวงโพรคอลฮารัมโดยมีสมชาย สีหอำไพ อดีตมือกลองวงเพื่อน ปัจจุบันเป็นนักร้องนำวงเดซิเบลและตีกลองให้วงคาไลโดสโคป มาเป็นนักร้องรับเชิญ เสียงร้องของคุณสมชายยอดเยี่ยมและร้องเต็มอารมณ์ออกลีลาสุดยอด น่าเสียดายมาร้องเพลงเดียวก็ลงไป

นักร้องรับเชิญคนต่อมาก็คือคุณจิรภัทร เอมซ์บุตรจากวงอิสซึนท์มาร้องเพลง เพราะรัก” ได้นุ่มนวลน่าฟังมาก แต่ลดดีกรีร็อกลงไปหน่อย ถัดจากนั้นก็นำเสนอ “แบนด์ออนเดอะรัน” ของ พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ ที่สนุกสนาน

และแล้วสุรสีห์ อิทธิกุลก็ก้าวขึ้นเวที ได้เห็นกี่ทีกี่หนก็ยังดูหล่อสมาร์ทเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน สุรสีห์ขึ้นมาร้องเพลง เหนือคำบรรยาย” ให้อารมณ์ที่สุดยอดจริง ๆ หลังจากนั้นวิญญาณจอร์จ แฮริสันก็เข้าสิงบรรเลง เพลง “มายสวีทลอร์ด” กับ “ไวล์มายกีตาร์เจนทลีวีปส์” ที่ตามออกมาไม่ทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเสียงกีต้าร์ของคุณโอฬารและคุณสุรสีห์

หลังจากนั้นโอฬารก็นำเสนอเพลง พลังและความตั้งใจ” ซึ่งเป็นเพลงที่โอฬารให้สัมภาษณ์ว่าประพันธ์ไว้เมื่อสิบปีที่แล้วเนื่องในวโรกาสในหลวงครองราชย์ 50 ปี และตั้งใจที่จะนำมาบรรเลงในวโรกาสในหลวงครองราชย์ครบ 60 ปีในปีนี้ถือเป็นมหามงคลสูงสุด จากนั้นต่อด้วย “อินโทรดักชัน” และ ก้อ นักร้องนำก็ขึ้นมาทำหน้าที่ร้องนำอีกครั้งในเพลง แทนความห่วงใย”, เวลาร็อกแอนด์โรล” และปิดท้ายด้วยเพลง หูเหล็ก”

น่าแปลกใจ และน่าตำหนิคนมิกซ์เสียงมากตรงที่เวลา ก้อ – ธนานุเดชขึ้นมาร้องทีไร มิกเซอร์กดเสียงเขาจมทุกที ทำให้เพลงมันส์ร็อกหนัก ๆ ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ควรจะเป็น

แต่แฟนเพลงยังไม่ยอมกลับง่ายๆ ยังตบมืออังกอร์ให้ดิโอฬารกลับมาอีกรอบ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพลง “แมจิค” ของวงเรนโบว์เป็นเพลงที่พวกเขาเลือกมาให้คนฟังเพลงได้ร็อกกันต่อ และทีเด็ดสุดก็คือบรรดานักร้องรับเชิญขึ้นมาบนเวที (ขาดแต่พิชานัตที่ติดภารกิจต้องรีบไปพัทยา) ไม่ได้มายืนอำลาเฉยๆ หากแต่มีเพลง “เลทอินบี” สุดอมตะของเดอะบีทเทิลส์เป็นของกำนัล

งานนี้มีจุดด้อยไม่กี่อย่าง คือ

1) เสียงร้องของก้อ โดนกดจมหายไปกับเสียงดนตรีจนฟังไม่รู้เรื่อง

2) งานนี้ไม่มีโป่ง ปฐมพงศ์ ถ้าได้โป่งมาร้องคงจะเป็นคอนเสิร์ตที่ครบความเป็นดิโอฬารโปรเจ็คท์

กลับบ้านอย่างมีความสุข และประทับใจ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.