Take the Lead: the man “leads”, and the lady “follows”


เทกเดอะลีด (Take the Lead) ได้แรงบันดาลใจจากปิแอร์ ดูเลน แต่ตัวจริงไม่ได้สอนเต้นรำแนวใหม่ผสมผสานบอลรูมแดนซ์กับฮิปฮ็อปอย่างในภาพยนตร์ โรงเรียนอเมริกันบอลรูมเธียเตอร์ของปิแอร์ ดูเลนสอนการเต้นรำแบบโมเดิร์นบอลรูมแดนซ์เป็นหลัก และโครงการที่เข้าไปสอนในโรงเรียนก็สอนให้กับเด็กที่เรียนในระดับเกรด 5 อายุประมาณ 10 – 11 ปี ไม่ใช่สอนวัยรุ่นอายุ 17 – 18 ปีอย่างในภาพยนตร์

จุดกำเนิดดั้งเดิมของบอลรูมแดนซ์มาจากการเต้นรำสังสรรค์ในบริเวณสวนของราชสำนัก หรือปราสาทของขุนนางชั้นสูง เดิมใช้ดนตรีประเภทมินูเอ็ตบรรเลงประกอบการเต้นรำ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าตำแหน่งการวางมือและการเคลื่อนไหวมาจากฝ่ายชายที่เป็นขุนนางมักจะสะพายกระบี่ด้วยเวลาออกงานจึงต้องหาการเคลื่อนไหวและตำแหน่งการวางมือที่ไม่ติดขัดเกะกะระหว่างการเต้นรำ

บอลรูมแดนซ์ในปัจจุบัน (อย่างที่ปิแอร์ ดูเลนเปิดโรงเรียนสอน) เรียกว่าโมเดิร์น สแตนดาร์ดบอลรูม มีการเต้นรำหลักอยู่ 5 แบบ คือ เวียนนิชวอลต์ โมเดิร์นวอลต์ แทงโก สโลว์ฟ็อกซ์ทรอต และควิกสเต็ป

ในการการเต้น 5 แบบนี้ เวียนนิชวอลต์เป็นแบบแผนการเต้นรำที่เก่าแก่ที่สุด คือสืบย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 16 โดยพัฒนามาจากการเต้นรำกับดนตรีที่เรียกว่าโวลตา (เป็นอิตาเลียน โฟล์กแดนซ์ประเภทหนึ่ง) ต่อมานำไปผสมเข้ากับดนตรีเกลเลียดและแพร่หลายไปทั่วยุโรป เมื่อการเต้นรำเป็นที่นิยมก็เลยมีสถานที่สำหรับการเต้นรำโดยเฉพาะขึ้น เรียกว่าบอลรูม – ballroom โดยคำว่า ball มาจากภาษาลาติน ballare แปลว่าการเต้นรำ และการเต้นรำแบบเวียนนิชวอลต์นี้พัฒนารูปแบบการเคลื่อนไหวมาจากการเต้นวอลต์ของฝรั่งเศสอีกที นิยมเต้นรำไปกับดนตรีออเคสตราและต่อมาก็เพิ่มความเร็วของดนตรีขึ้นเพื่อความสนุกสนาน

ส่วนโมเดิร์นวอลต์เริ่มราวต้นศตวรรษที่ 19 นิยมกันมากแถบเยอรมันและออสเตรีย มีการเคลื่อนไหวหมุนตัวที่ซับซ้อนกว่าเวียนนิชวอลต์ ตอนแรกจังหวะของโมเดิร์นวอลต์ก็เร็วพอกับเวียนนิช วอลต์ แต่เนื่องจากจังหวะการหมุนตัวที่ซับซ้อนกว่าทำให้นิยมเต้นรำกันในจังหวะช้าลงกว่าเดิม เพื่อให้การเคลื่อนไหวนุ่มนวลและดูสง่างาม เทียบง่าย ๆ ว่าถ้าเวียนนิชวอลต์มีความเร็วประมาณ 180 บีตต่อนาที โมเดิร์นวอลต์จะมีความเร็วอยู่ที่ 90 บีตต่อนาที เลยมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าสโลว์วอลต์

สำหรับแทงโกเป็นการเต้นรำที่ได้รับการยอมรับว่ามีการเคลื่อนไหวร่างกายที่เซ็กซี่ที่สุด มีต้นกำเนิดจากการเต้นรำฟลาเมนโกของสเปน ในยุคล่าอาณานิคมนั้นสเปนครอบครองดินแดนอเมริกาใต้ไว้ได้มาก ทำให้ดนตรีและการเต้นรำของสเปนแพร่ขยายตามไปด้วย และไปผสมเข้ากับการเต้นรำที่เรียกว่าแทงกาโน ซึ่งเป็นของทาสอัฟริกันในย่านสลัมเมืองบัวร์โนสไอร์เรสต์ อาร์เจนตินา และยังผสานเอาจังหวะของฮาบาเนราซึ่งเป็นจังหวะการเต้นจากฮาวาน่าในคิวบา กลายเป็นการเต้นรำที่เรียกว่ามิลองกาซึ่งเป็นที่นิยมของชนชั้นล่างในอาร์เจนตินา แต่พอเข้าศตวรรษที่ 20 นักดนตรีฝรั่งเศสปรับเปลี่ยนลักษณะดนตรีมิลองกาบางอย่างใหม่ และนำไปเผยแพร่ในปารีส ทำให้แทงโกกลายเป็นดนตรีของชนชั้นสูงและเป็นที่นิยมในเมืองใหญ่ไม่ว่าจะเป็นลอนดอนหรือว่านิวยอร์ก ยิ่งเมื่อรูดอล์ฟ วาเลนติโนวาดลวดลายแทงโกเร่าร้อนไว้ในภาพยนตร์เรื่อง เดอะโฟร์ฮอร์สแมนออฟดิอะโพคคาลิปส์  (The Four Horsemen of the Apocalypse, 1921) ยิ่งทำให้การเต้นแทงโกเป็นที่นิยมในแวดวงสังคมมากขึ้น

สำหรับเพลงที่ใช้ในการประกวดเต้นแทงโกในช่วงท้ายของ เทกเดอะลีด นั้นเป็นการเพลง ลาคัมปราสิตา (La Cumparsita) ที่เอามาเรียบเรียงใหม่ เพลงนี้เป็นเพลงแทงโกที่มีชื่อเสียงของเจอราโด เมโทส โรดิเควส ซึ่งในตอนแรกขายเพลงนี้ไปในราคาเพียง 20 เปโซให้กับ เดอะเบเยอร์พับลิชชิงโดยไม่คาดคิดว่าในเวลาต่อมาไม่นานเพลงนี้แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของดนตรีแทงโก  และทำให้เขาต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปีในการขึ้นศาลเพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนจากเพลงนี้ โดยสองพาร์ตแรกของเวอร์ชั่นที่แพร่หลายในปัจจุบันนี้เป็นฝีมือการประพันธ์ของเขา

ฟ็อกซ์ทรอตเป็นการเต้นรำที่พัฒนามาจากการเต้นรำแบบทูสเต็ปในสมัยวิกตอเรียน และกลายเป็นฟ็อกซ์ทรอตในช่วงประมาณทศวรรษ 1900 ที่มาของชื่อฟ็อกซ์ทรอตมีหลายกระแส บางแห่งบอกว่าเป็นลักษณะการวางเท้าเวลาเดินของหมาจิ้งจอก แต่บางแห่งบอกว่ามาจากนายทหารในกองทัพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการวางเท้าของม้าที่ผ่านการฝึกในกองทัพ (ถ้านึกลักษณะการก้าวเท้าไม่ออกดูการเดินของหมาหรือว่าแมวใกล้ตัวก็น่าจะคล้ายกัน คือเท้าหลังจะก้าวมาทับรอยเท้าหน้า)  ซึ่งการวางเท้าแบบนี้จะเป็นการวางเท้าที่แตกต่างไปจากการเต้นรำแบบวิกตอเรียนที่จะก้าวเท้าเป็นแนวเดียวกัน แต่บางแห่งบอกว่าชื่อฟ็อกซ์ทรอตมาจากชื่อของแฮรี ฟ็อกซ์ผู้ทำให้การเต้นรำแบบนี้เป็นที่นิยม

การเต้นรำแบบฟ็อกซ์ทรอตมาพร้อมกับดนตรีแร็กไทม์และปรับตัวเข้ากับดนตรีสะวิงแจ๊ส ที่เฟื่องฟูในช่วงทศวรรษ 1920  โดยปรับเปลี่ยนการเต้นรำแบบทูสเต็ปให้เข้ากับการเต้นรำสมัยใหม่อย่างเชอร์ราตันและลินดีฮ็อปซึ่งเป็นการเต้นรำของคนผิวดำที่มีจังหวะเร็วเร้าใจ (ความเร็วบางเพลงอาจจะไปถึง 200 บีตต่อนาทีหรือเร็วกว่านั้น) นอกจากนี้ยังนำส่วนผสมของการเต้นรำแบบชิมมีและ แบล็กบ็อททอมซึ่งเป็นการดัดแปลงมาจากการเต้นรำของทาสชาวอัฟริกันอีกทอด

ต่อมาฟ็อกซ์ทรอตแบ่งเป็นสองสายคือสโลว์ฟ็อกซ์ทรอตที่ปรับจังหวะให้ช้าลง กับควิก สเต็ปที่เป็นการเต้นรำจังหวะเร็ว

บอลรูมแดนซ์เป็นที่นิยมมากในช่วงทศวรรษที่ 1920 พร้อมกับการเฟื่องฟูของดนตรีบิ๊กแบนด์แจ๊สและสะวิงแจ๊ส มีจังหวะการเต้นรำเกิดขึ้นมากมายเช่นการเต้นรำแบบบรอดเวย์แจ๊ส ลินดีฮ็อป และนำเอาการเต้นรำแถบลาตินอเมริกาเข้ามาปรับปรุงอย่างจังหวะแซมบา รุมบา ซัลซ่า เป็นต้น   นักแต่งเพลงที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นก็คือจอร์จ เกริชวิน เอาดนตรีแจ๊สมาผสมเข้ากับดนตรีคลาสสิก  โดยตอนแรกจอร์จ เกริชวินสนใจดนตรีคลาสสิก ต่อมาเมื่อเขาได้ย้ายไปทำงานในแถบทินแพนอัลลีย์ ทำให้ได้รู้จักกับนักดนตรีและคนแต่งเพลงแจ๊สมากขึ้น เขาก็นำเอาดนตรีแจ๊สเข้ามาประยุกต์กับออเคสตรา อย่างเช่น แรปโซดีอินบลูส์ (Rhapsody in Blues, 1924) นำเอาโครงสร้างดนตรีและการอิมโพร์ไวส์ของแจ๊สมาใช้ร่วมกับลักษณะการบรรเลงคอนแชร์โต้แบบศตวรรษที่ 19 กลายเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงและรูปแบบใหม่ให้กับสแดนดาร์ดแจ๊ส

ในขณะที่บอลรูมแดนซ์มีวิวัฒนาการมายาวนาน ดนตรีฮิปฮ็อปเพิ่งจะเริ่มต้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 นี่เอง คนที่บุกเบิกดนตรีฮิปฮ็อปเป็นดีเจในย่านบรองซ์ นิวยอร์ก ชื่อว่า คูล เฮิร์ก ซึ่งจัดบล็อกปาร์ตี้อยู่บ่อย ๆ (บล็อกปาร์ตี้คืองานสังสรรค์ของคนโสดที่อยู่ในละแวกเดียวกัน) ตอนแรกคูล เฮิร์กจะเปิดแผ่นแนวเร้กเก้ (เพราะเขาเป็นชาวจาไมกันที่อพยพมาอยู่นิวยอร์ก) แต่เมื่อดนตรีเร้กเก้ไม่ใช่ดนตรีที่ชาวนิวยอร์กในแถบนั้นชอบกันนัก เขาก็เปลี่ยนมาเป็นดนตรีฟังก์ ดิสโกและร็อกที่ชาวนิวยอร์กชอบ และเพื่อไม่ให้คนที่เต้นรำรู้สึกเบื่อ คูล เฮิร์กจึงนำเอาแผ่นเสียงสองแผ่นมามิกซ์ ซึ่งตอนแรกก็เป็นเพียงแค่การเปิดเพลงให้ต่อเนื่องโดยไม่หยุด แต่ต่อมาก็มิกซ์สลับระหว่างเพลงสองเพลง กลับไปกลับมา เพื่อให้คนฟังรู้สึกประหลาดใจและสนุกกับการเต้นรำมากขึ้น นอกจากนี้คูล เฮิร์กยังนำรูปแบบของโฆษก พิธีกรของงาน (M.C. – Master of Caremony) ที่จะคอยพูดระหว่างเพลงไปพร้อมกับจังหวะซึ่งก็คือแร็ปเปอร์ในเวลาต่อมานั่นเอง

สไตล์การเต้นของฮิปฮ็อปจะอาศัยความอิสระของแต่ละคนเป็นหลัก คือถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเต้นรำเป็นกลุ่ม แต่จริง ๆ อาศัยความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลัก ต่างจากการเต้นบอลรูมแดนซ์ที่จะต้องคำถึงถึงการเคลื่อนไหวเป็นคู่เสมอ คือ the man “leads”, and the lady “follows” ซึ่งหมายความว่าผู้ชายเป็นฝ่ายนำแล้วผู้หญิงเป็นฝ่ายตาม

แต่แนวคิดนี้ไม่ใช่เป็นแนวคิดนิยมเพศชาย เพราะฝ่ายหญิงไม่ได้เป็นฝ่ายตามเพียงอย่างเดียว ฝ่ายหญิงเป็นคนเลือกว่าจะตามหรือไม่ตามก็ได้ ซึ่งในจุดนี้เองที่ปิแอร์ ดูเลนใช้เป็นแนวคิดในการนำบอลรูมแดนซ์เข้าไปสอนในโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อให้เด็กวัยรุ่นรู้จักการวางตัวเข้าหากัน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.