Soundtrack to the Apocalypse finale


ในฐานะของแฟนเพลง Slayer คนหนึ่งต้องบอกว่างานชุด Soundtrack to the Apocalypse เป็นงานที่ค่อนข้างจะคุ้มพอสมควร ในแง่ของการรวมเพลงในรอบกว่าสองทศวรรษ ที่ทำได้เกือบจะครบถ้วน ถึงแม้จะมีเพลงซ้ำกันบ้าง  คือจาก เพลงทั้งหมด ๘๘ เพลง มีอยู่ ๑๔ เพลงที่ซ้ำๆ กัน อย่าง “South of Heaven” กับ Raining Blood” ก็มีเพลงละ 4 เวอร์ชั่น  รวมจริงๆ จะมีเพลงที่ไม่ซ้ำกันอยู่ ๖๓ เพลง ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นการรวมเพลงที่เยอะเอาการ

คิงให้ความเห็นเกี่ยวกับดนตรีว่า “สำหรับผม ดนตรีมันเป็นเรื่องของช่วงเวลาดีๆ  ได้ซื้อแผ่นเสียง แล้วก็ได้รำลึกถึงความหลังที่สมัยที่คุณได้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับบทเพลงเหล่านั้น ผมเกลียดเวลาพวกวงดนตรีพ่นเรื่องการเมืองในดนตรีของพวกเขา และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่เคยทำเช่นนั้น”

“เราไม่เคยพยายามที่จะเป็นนักดนตรีฝีมือฉกาจหรอกนะ” คิงสาธยายต่อมา “เราแค่มีริฟฟ์ที่เยี่ยมๆ ริฟฟ์ที่ฟังดูโหดๆ น่ากลัว ถ้าคุณฟัง Hell Awaits คุณสามารถเพลงเยี่ยมได้อีกนับสิบเพลงจากริฟฟ์ที่เราใช้ในเพลงเดียว”

“ตอนนั้นเราเริ่มจากเล่นเพลงของวงอย่าง Iron Maiden กับ Judas Priest ซึ่งคุณยังฟังอิทธิพลของสองวงนั้นในอัลบั้มแรกของเราได้” คิงเล่าต่อ “หลังจากนั้นเราก็ฟังเพลงที่หนักขึ้นอย่าง Venom และ Mercyful Fate ผมคิดว่ามันเป็นอิทธิพลอย่างมากต่ออัลบั้ม Hell Await ที่มีโครงสร้างเพลงซับซ้อน แต่ผมคิดว่าอัลบั้ม Reign in Blood เป็นอัลบั้มที่เราสร้างสรรค์เสียงของเราเองขึ้นมาเป็นครั้งแรก”

สิ่งสำคัญที่เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของวง Slayer ก็คือเนื้อหาของบทเพลง ซึ่งแสดงด้านมืดออกมาสม่ำเสมอซึ่งเรื่องนี้ เคอรี่ คิง กล่าวเกี่ยวกับเรื่องเนื้อเพลงว่า “ผมชอบพวกหนังสยองขวัญทั้งหลายนะ… ลองคิดถึงตอนที่คุณดูเฟร็ดดี้ ครูเกอร์ ครั้งแรกใน Nightmare สิ ตอนที่เขายืนอยู่ที่ถนน หรือว่ากรีดนิ้วใบมีดไปมา มันน่ากลัว แต่ว่ามันก็เท่เป็นบ้าเลย เวลาผมเขียนเนื้อเพลง ผมจะเขียนจากจินตนาการ ขณะที่ทอมจะเขียนถึงสิ่งที่เป็นจริงมากกว่า ผมไม่เคยให้ใครมาฟังเนื้อเพลงที่ผมเขียนแล้วยึดเอาเป็นจริงเป็นจัง”

อรายา เขียนเนื้อเพลงด้านที่เป็นจริงมากกว่า หลายๆครั้งทีเขาจับเอาเรื่องฆาตกรต่อเนื่องมาเขียน ซึ่งมันก็ส่งผลกระทบกับทางวงอยู่เหมือนกัน พวกเขาโดนฟ้องข้อหาเนื้อเพลงยั่วยุให้ฆาตกรบางคนลงมือฆาตกรรมอันโหดร้าย อย่างกรณีของเอลิส พาห์เลอร์ เด็กหญิงไฮสคูลที่โดนกลุ่มวัยรุ่น ๓ คน ฆาตกรรมฑารุณเมื่อปี ๒๕๓๘ (แต่กว่าจะพบศพก็ปี ๒๕๓๙)  โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับการบูชาซาตาน เด็กหนุ่มทั้งสามคือ รอยส์ แคซี่ส์, โจเซฟ ฟิโอเรลล่า และ จาค็อบ เดลาชมัทท์ อ้างว่าตัวเองเป็นแฟนเพลงของ Slayer  ทั้งสามถูกตัดสินจำคุก ๒๕ ปีถึงตลอดชีวิต

ผู้ปกครองของพาห์เลอร์ ตัดสินใจฟ้อง Slayer ว่าเป็นต้นเหตุของฆาตกรรมในครั้งนั้น  โดยอ้างถึงเพลง “Postmartem” และ Dead Skin Mask” ว่าเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กหนุ่มทั้งสามข่มขืน ฑารุณกรรม ฆาตกรรม และย่ำยีศพ  กรณีนี้ ก็จบเหมือนกับคดีของออสซี่ และ Judas Priest คือศาลยกฟ้องโดยอ้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูณข้อหนึ่ง (the First Amendment)  ซึ่งอรายา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องของการยอมรับผลของสิ่งที่เกิดขึ้น, พ่อแม่ของพวกเด็กเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหนล่ะ? เขาให้การอบรมปรึกษาอะไรกับเด็กๆ เหล่านั้น? สิ่งแบบนั้นมันไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนหรอกนะ”

ถ้าจะพิจารณาในแง่มุมของเนื้อหา ทาง Slayer ก็ยังปกป้องตัวเองว่าเนื้อหาที่พวกเขาเขียนขึ้นมันไม่ได้รุนแรงไปกว่าภาพยนตร์ฮอลลี่วู้ดแต่อย่างใด พวกเขาสรรหาเรื่องน่ากลัวมาเพื่อสร้างความบันเทิงให้คนที่ชอบสุนทรีย์ทางด้านนี้ ขณะเดียวกันก็เป็นการสะท้อนสภาพสังคมอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยน่าชื่อชมนักให้แฟนเพลงได้รับรู้ (หรือจริงๆ แฟนเพลงก็รู้ถึงด้านนี้กันหมดแล้ว) และอย่างที่อรายาบอกว่ามันไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน ความรุนแรงทางสังคม และครอบครัว ต่างครอบงำเยาวชนไปทั่ว  และการฆาตกรรมก็เกิดขึ้นได้เสมอ โดยไม่เกี่ยวกับบทเพลง  “แฟนเพลงของพวกเราไม่งี่เง่าเหมือนที่หลายๆคนอยากให้พวกเขาเป็นหรอกนะ” อรายากล่าวตบท้ายไว้อย่างนั้น

แต่ความรุนแรงก็ยังครอบงำแฟนเพลงของ Slayer เสมอๆ แม้ว่านานๆ จะเกิดขึ้น อย่างกรณีที่ฮอลลี่วู้ด ในปี ๒๕๓๑ เมื่อแฟนเพลงของ Slayer ก่อการจลาจลในย่านซันเซ็ท บูลิวาร์ดจนกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์เมือง  ด้วยเหตุที่ว่าซื้อตั๋วคอนเสิร์ตแต่ไม่ได้เข้าไปดู และหลังจากนั้นจนมาถึงปัจจุบัน Slayer ก็ไม่เคยกลับไปเล่นที่ Hollywood Palladium สถานที่ต้นเหตุนั้นอีกเลย

“ตอนนั้นผมเห็นกลุ่มคนบ้าคลั่งจากบริเวณกึ่งกลางคนดู  และเมื่อผมเดินออกไปข้างนอก หลังจากการแสดงจบ ก้ได้เห็นตำรวจในเครื่องแบบป้องกันจลาจลมีอาวุธครบมือ  มีเฮลิคอปเตอร์บินไปมา พรอ้มกับพายุแสงและคลื่นไฟฟ้า พร้อมเสียงที่อึกทึก ..ถึงได้รู้ว่ามันเป็นการจลาจล.” ลอมบาร์โดเล่าถึงเหตุการณ์จลาจลครั้งนั้นไว้เพียงสั้นๆ  ส่วนอรายา กล่าวถึงรายละเอียดว่า  “หลังจากการแสดงจบลง ผู้จัดการเราก็มาบอกว่ามีสถานีวิทยุอยากจะสัมภาษณ์ นิดหน่อย เกี่ยวกับการแสดง แต่ว่าผู้สื่อข่าวถามเราเรื่องการจลาจล  เราได้แต่เอ๋อๆ ไป พร้อมกับถามว่า  การจลาจลอะไรนะ? เราขึ้นไปแสดงบนเวทีโดยไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นด้านนอก ไม่รู้ว่าโปรโมเตอร์สั่งปิดประตูด้านนอก..”

“การจลาจลครั้งนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกับดนตรีของเรา มันเป็นเรื่องของโปรโมเตอร์งี่เง่าที่ขายบัตรเกินจำนวน และไม่ยอมให้เด็กๆ ที่จ่ายเงินซื้อบัตรเข้าไปดูการแสดงของเรา ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำอย่างนั้นกับแฟนเพลงของ Slayer เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นพวกแฟนเพลงจะไม่ยอมหยุดจนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะราบเป็นหน้ากลองจริงๆ” คิงกล่าวเสริมท้าย

หลังจากผ่านความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงของกระแสดนตรี Slayer ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปกับดนตรีที่แฟนเพลงยังคงเชื่อมั่นได้ เสมอ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.