Lady Sings the Blues


มีภาพยนตร์หลายเรื่องสร้างจากชีวิตจริงของนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น เรย์สร้างจากชีวิตของเรย์ ชาร์ล เบิร์ด สร้างจากชีวิตจริงของ ชาร์ลี “เบิร์ด” ปาร์กเกอร์ ส่วนใหญ่มักจะนำเสนอในรูปแบบดรามา จนอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตของซูเปอร์สตาร์ทำไมถึงได้รันทดไปหมด ?

เมื่อปลายปีค.ศ. 2005 มีดีวีดีเรื่อง เลดีซิงคส์เดอะบลูส์ (Lady Sings The Blues) ออกวางจำหน่ายอีกครั้ง เรื่องนี้เคยออกฉายตั้งแต่ปีค.ศ. 1972 นำแสดงโดยไดอานา รอส สาวเสียงดีแห่งวงเดอะซูพรีม (The Supreme) มารับบทบิลลี ฮอลิเดย์ คราวนั้นไดอานาเอาตัวรอดไปแบบผ่าน ๆ เพราะถึงแม้ว่าเธอจะเป็นนักร้องเสียงดี แต่เธอไม่ใช่นักร้องแจ๊ส (บางที ถ้าหากว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นงานผลักดันของเบอรี กอร์ดี เจ้าของบริษัทโมทาวน์ซึ่งเป็นต้นสังกัดของเดอะซูพรีมแล้ว ไดอานา รอส อาจจะไม่ได้รับบทนี้เลยก็ได้) อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร และไม่ได้ดำเนินเรื่องเลวร้ายอะไร ยิ่งถ้าจะหาบทสรุปชีวิตของบิลลี ฮอลิเดย์ในเวลาสั้น ๆ ก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีทีเดียว ในดีวีดีเวอร์ชันที่ออกมาปลายปีค.ศ. 2005 นี้เพิ่มความพิเศษด้วยการนำเอาความคิดเห็นของซิดนีย์ เจ. ฟูรีย์ ผู้กำกับ และ เบอรี กอร์ดี โปรดิวเซอร์ เข้ามาใส่เพิ่ม รวมถึงภาพบางส่วนที่โดนตัดออกไปจากภาพยนตร์ กับภาพเบื้องหลังการทำงานด้วย

เลดีซิงคส์เดอะบลูส์สร้างขึ้นจากหนังสืออัตชีวประวัติชื่อเดียวกันของบิลลี ฮอลิเดย์ เธอเขียนไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1956 ก่อนจะเสียชีวิตเพียงไม่กี่ปี เล่าถึงชีวิตด้านมืดของตัวเธอเองที่ได้ชื่อว่านักร้องแจ๊สหญิงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ 20 และผู้คนขนานนามเธอว่า เลดีเดย์ (Lady Day) ซึ่งเป็นการจัดเธอเข้าไว้ในกลุ่มของพวก “ขุนนางแจ๊ส” ร่วมกับ King of Swing (เบนนี กู๊ดแมน), Duke (เอ็ดเวิร์ด เคเนดี เอลลิงตัน), Earl (เอิร์ล ไฮน์), Count (วิลเลียม เจมส์ เบซีส์) ซึ่งทั้งหมดนี่เป็นผู้มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ที่สุดในทศวรรษ 30 – 40 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดนตรีแจ๊สครองความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกา

ดนตรีแจ๊สเริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ยุคของ คิง โอลิเวอร์ในนิวออลีนส์  (ช่วงต้นทศวรรษ 1900)  เริ่มแรกเป็นวงแจ๊สเล็ก ๆ ไม่กี่ชิ้น เน้นที่ความสนุกสนานเป็นหลัก พอเข้าสู่ทศวรรษ 20 มีนักดนตรีชั้นเยี่ยมเกิดขึ้นมากมายอย่าง ดุ๊ก เอลลิงตัน, ดอน เร็ดแมน และเบนนี กู๊ดแมน เป็นต้น ได้พัฒนารูปแบบของแจ๊สเป็นวงบิ๊กแบนด์

บิ๊กแบนด์แจ๊สเป็นวงดนตรีที่ “ใหญ่” สมชื่อ เพราะในแต่ละวงจะมีสมาชิกเฉลี่ยอยู่ที่ 12 – 16 คน ซึ่งมากกว่าวงแจ๊สทั่วไป ทำให้กลายเป็นข้อจำกัดไปในตัวเพราะด้วยจำนวนคนเล่นที่มากขนาดนี้ (เรียกว่าวงออเคสตราขนาดย่อม) ทำให้ต้องเรียบเรียงดนตรีแต่ละส่วนให้เข้าที่เข้าทางและมีระเบียบแบบแผน ต่างจากวงแจ๊สเล็ก ๆ ในช่วงแรกเริ่มที่เล่นกันไม่กี่คน (ส่วนใหญ่แค่ 3 หรือ 4 คน) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละคนสามารถสร้างสรรค์การเล่นของตัวเองได้เป็นอิสระมากกว่า อย่างไรก็ตาม การเล่นอิมโพรไวส์อันเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีแจ๊ส ก็ยังไม่ได้หายไปไหน เพราะในบิ๊กแบนด์ก็ยังเว้นช่วงโซโล่เอาไว้เปิดโอกาสให้นักดนตรีได้แสดงคีตปฏิภาณอันเป็นจุดเด่นของดนตรีแจ๊สอยู่เหมือนเดิม

ความต้องการทางธุรกิจก็มีส่วนช่วยให้ดนตรีบิ๊กแบนด์เจริญเติบโต เพราะธุรกิจบันเทิงหลายแขนงต้องการนักดนตรีมาเล่น อย่างในเรือสตรีมโบ้ทที่ล่องแม่น้ำมิสซิสซิปปีก็ต้องการนักดนตรีที่เล่นดนตรีเต้นรำคอยให้ความบันเทิงกับแขก และตามโรงแรมต่าง ๆ ก็มักจะมีวงดนตรีบรรเลงสำหรับการเต้นรำอยู่เป็นปกติ ซึ่งความนิยมคืบคลานจากนิวออลีนส์มาสู่ชิคาโก้และนิวยอร์คในเวลาไม่นานนัก

การเติบโตของวิทยุในสมัยนั้นก็มีส่วนช่วยเผยแพร่ดนตรีแจ๊สแบบบิ๊กแบนด์เหมือนกัน ซึ่งดูจะเป็นธุรกิจที่ฟื้นตัวรวดเร็วหลังเศรษฐกิจตกต่ำอันเป็นผลสะท้อนจากเกิดเหตุการณ์ “Black Thursday” ในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1929 ซึ่งเป็นวันที่ตลาดหุ้นในนิวยอร์คตกครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและส่งผลกระทบต่อมาถึง เดอะนิวยอร์กแบงก์ต้องล่มสลายในอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1931 และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มตกต่ำลง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายแผ่นเสียงก็ต่ำตามไปด้วย นักดนตรีหลายคนต้องมาหากินในด้านอื่นแทน เช่นมารวมกันเป็นวงออเคสตรารับจ้างเล่นสดในรายการวิทยุ (ทั้งในรายการวิทยุและทำเพลงโฆษณา) ซึ่งช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นยุคทองของวงการวิทยุในสหรัฐด้วย

เบนนี กู๊ดแมนย้ายมานิวยอร์คในราวปีค.ศ. 1928 และได้ริเริ่มตั้งวงออเคสตรา 12 ชิ้นของตัวเองในปี ค.ศ. 1934 มีรายการวิทยุเครือข่ายเอ็นบีซีชื่อเบนนี กู๊ดแมนส์เล็ทแดนซ์ (Benny Goodman’s Let Dance) บรรเลงสดทุกสัปดาห์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 แต่ความนิยมในช่วงแรกยังจำกัดอยู่ในฝั่งเวสต์โคสต์เป็นหลัก เพราะช่วงเวลาที่แตกต่างกันของฝั่งเวสต์โคสต์กับอีสต์โคสต์ถึงสามชั่วโมงทำให้รายการของเบนนีออกอากาศดึกเกินไปสำหรับฝั่งอีสต์โคสต์ แต่ว่าเบนนีก็ออกทัวร์ไปทั่วสหรัฐ และครั้งสำคัญที่สุดก็คือเมื่อวงออเคสตราของเขาไปเล่นที่ปาโลมาในลอสแอนเจลิส เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1935 หลายคนถือว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคบิ๊กแบนด์แจ๊สซึ่งแพร่หลายจากฝั่งเวสต์โคสต์มาสู่อีสต์โคสต์ได้เป็นผลสำเร็จ และมันเปิดศักราชของบิ๊กแบนด์แจ๊สพร้อมทั้งช่วงเวลาของสะวิงแจ๊ส

เบนนี กู๊ดแมนได้รับสมญาให้เป็นราชาแห่งดนตรีสะวิงในช่วงปลายทศวรรษ 30 นี่เอง เขาเป็นนักดนตรีรุ่นแรก ๆ ที่ทำลายกำแพงด้านสีผิวโดยการจ้างนักดนตรีผิวดำมาร่วมเล่นในวงของเขา ซึ่งในสมัยทศวรรษ 30 นั้นตามคลับหรือว่าตามคอนเสิร์ตจะไม่มีนักดนตรีผิวขาวเล่นร่วมวงเดียวกับนักดนตรีผิวดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบรัฐทางใต้ ซึ่งยังมีกฎหมายจิม โครว์ บังคับใช้อยู่ (Jim Crow Law – กฎหมายแบ่งแยกสีผิวที่ห้ามคนผิวดำทำในสิ่งที่คนผิวขาวทำ และกว่ากฎหมายจิม โครว์จะเลือนหายไปจากสหรัฐอเมริกาก็ช่วงกลางทศวรรษ 60) แต่เบนนีไม่สนใจเรื่องสีผิว สิ่งที่เขาสนใจก็คือดนตรีแจ๊ส

นอกเหนือจากเบนนีแล้วก็มีดุ๊ก เอลลิงตันที่ช่วยทำให้ดนตรีบิ๊กแบนด์แจ๊สพัฒนาขึ้นไปมาก ดุ๊กเป็นนักดนตรีแจ๊สที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 20 เขาย้ายมาอยู่ในย่านฮาเร็มในนิวยอร์กประมาณปีค.ศ. 1923 ได้บุกเบิกและสร้างสรรค์ลีลาการเล่นแจ๊สใหม่ ๆ เอาไว้มากมาย รวมทั้งเป็นคนแรก ๆ ที่นำเอาธีมจากดนตรีคลาสสิกเข้ามาสอดแทรกในเพลงแจ๊ส ตลอดชีวิตของเขามีผลงานฝากไว้ประมาณ 1,500 เพลง มีทั้งเพลงสำหรับละครเพลงและดนตรีประกอบภาพยนตร์ด้วย

สำหรับ บิลลี ฮอลิเดย์ เธอย้ายมาอยู่ในนิวยอร์กต้นทศวรรษ 30 และคนแรก ๆ ที่เห็นแววเธอก็คือ จอห์น แฮมมอนด์ ซึ่งให้เธอมาร้องเพลงโดยเป็นการทำงานร่วมกับเบนนี กู๊ดแมน และเริ่มต้นการเป็นนักร้องแจ๊สที่มีชื่อเสียงตั้งแต่นั้นเป็นมา

บิลลี ฮอลิเดย์ เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1915 ในฟิลาเดเฟีย เธอเป็นบุตรนอกสมรสและต้องใช้ใช้ชีวิตอยู่กับญาติฝ่ายแม่ตั้งแต่ยังเล็ก และในวัย 11 ปี เธอก็โดนละเมินทางเพศจากเพื่อนบ้านและโดนส่งไปพำนักในสถานฟื้นฟูจิตใจเยาวชน และที่นี่เธอได้ฟังเพลงของหลุยส์ อาร์มสตรองและแบซซี สมิธ ต่อมาเธอออกจากสถานฟื้นฟูและย้ายไปอยู่กับมารดาที่ย่านฮาเร็มในนิวยอร์ค

ณ ที่ฮาเร็ม เธอก็พบความจริงที่ว่ามารดาเธอยึดอาชีพโสเภณี และไม่นานเธอก็ยึดอาชีพโสเภณีเช่นกัน โดนจับกุมด้วยข้อหานี้ตั้งแต่อายุไม่เต็ม 14 ปี จากนั้นเธอเริ่มต้นอาชีพนักร้องไปด้วย และในช่วยปลายปีค.ศ. 1932 เธอก็เป็นนักร้องประจำคลับโคเวน ซึ่งทำให้เธอได้รู้จักกับจอห์น แฮมมอนด์ โปรดิวเซอร์ผู้มีชื่อเสียง แฮมมอนด์กล่าวถึงฮอลิเดย์ว่า “เธอเป็นนักร้องหญิงคนแรกที่ร้องเพลงราวกับนักดนตรีแจ๊สอัจฉริยะกำลังด้นสด” และชักนำไปสู่การบันทึกเสียงครั้งแรกกับวงของเบนนี กู๊ดแมน และต่อมานำเธอไปร่วมกับกับเท็ดดี วิลสัน

เพลงส่วนใหญ่ที่เธอร้องในช่วงนี้มีอิทธิพลต่อนักร้องรุ่นต่อมามากมาย เลสเตอร์ ยัง นักแซ็กโซโฟนประจำวงเคาท์ เบซีได้ขนานนามเธอว่า “เลดี เดย์” ไม่นานฮอลิเดย์ก็มีโอกาสร่วมงานกับเคาท์ เบซี แต่ก็ไม่ได้ร่วมงานกันนานนัก ด้วยเหตุผลว่าเธอไม่ยอมเปลี่ยนสไตล์การร้องเพลง และเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้น บวกกับเธอมีปัญหาเรื่องการทำงานที่คนรอบข้างลงความเห็นว่าไม่เป็นมืออาชีพเท่าที่ควร แต่เธอก็ยังดึงเอานักดนตรีฝีมือดีในวงเคาท์ เบซีไปช่วยบันทึกเสียงกับวงของเท็ดดี วิลสัน

บทเพลงที่จัดเป็นมาสเตอร์พีสของเธอก็คือ “สแตนจ์ ฟรุต” จากบทกวีที่ประพันธ์โดย ลิวอิส อัลเลน ครูผิวขาวที่เขียนบทกวีลงนิตยสารก่อน ต่อมาได้เติมท่วงทำนองลงไป และให้บิลลีฟัง เนื้อหาของเพลงที่พูดถึงเรื่องการแบ่งชนชั้นด้วยสีผิวมันตรงใจของบิลลี เพราะถึงแม้ว่าเธอจะมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นนักร้องคนแรกที่ออกแสดงพร้อมกับนักดนตรีผิวขาว ทว่า ในช่วงแรกเธอก็ยังโดนบังคับให้เก็บตัวเองอยู่ในห้องเล็ก ๆ ไกลจากผู้คน จะมาปรากฏตัวได้ก็ต่อเมื่อถึงคิวการแสดงบนเวทีเท่านั้น และเมื่อการแสดงจบลงก็ต้องออกไปเก็บตัวต่อทันที นี่เป็นเพียงแค่เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติสำหรับหญิงผิวดำในสมัยนั้น บิลลีนำเพลง “สแตนจ์ ฟรุต” ไปให้ซอนนี ไวท์ ช่วยเรียบเรียงดนตรี นำไปร้องครั้งแรกในปีค.ศ. 1939 และบทเพลงที่นำเสนอความขมชื่นของคนผิวดำในรัฐทางใต้เพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงที่อยู่คู่เธอมาถึงปัจจุบัน และเพลงนี้ทำให้นิตยสารไทม์ยังลงเรื่องราวของเธอ

ช่วงค.ศ. 1939 – 1947 ถือเป็นช่วงที่อาชีพนักร้องของเธอรุ่งเรืองถึงขีดสุด เธอเป็นที่รู้จักไปทั่วด้วยลีลาการร้องที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัว แต่อีกด้านหนึ่งเธอก็พบกับความกดดันในชีวิตส่วนตัว เธอเริ่มใช้กัญชาตั้งแต่เป็นวัยรุ่นและหันมาหาเฮโรอีนในช่วงทศวรรษ 40 ซึ่งการติดสุราและยาเสพติดนี้เป็นตัวบั่นทอนสุขภาพของเธอมาก ในขณะที่การงานของเธอรุ่งโรจน์ แต่ชีวิตส่วนตัวเธอตกต่ำ เธอโดนจับในปีค.ศ. 1947 และติดคุก 8 เดือนข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง เธอโดนจับอีกครั้งในปีค.ศ. 1949 ข้อหายาเสพติดเช่นเดิม

นอกจากนี้ชีวิตสมรสพังทลาย ความสัมพันธ์กับชายหลายคนที่ดูยุ่งเหยิง ดูเหมือนว่าเรื่องของสุรา ยาเสพติด และความสัมพันธ์กับชายทั้งหลายจะดึงเอาพลังด้านการร้องเพลงของเธอไป ทำให้ความนิยมในตัวเธอตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงปีค.ศ. 1957 เธอใช้ชีวิตอยู่กับหลุย แม็คเคย์ มาเฟียผู้ซึ่งทำร้ายเธอเหมือนกับชายอีกหลายคน แต่อย่างน้อยเขาเป็นคนเดียวที่พยายามให้เธอเลิกยาเสพติด ต้นปีค.ศ. 1959 เธอตรวจพบว่าเป็นตับแข็ง และหมอสั่งห้ามดื่มสุราซึ่งดูเหมือนว่าจะได้ผลช่วงแรก แต่เธอก็หันกลับมาดื่มอย่างหนักจนน้ำหนักลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ช่วงสุดท้ายของชีวิต เธอโดนจับข้อหาครอบครองยาเสพติด ไม่นานหลังจากนั้นเธอโดนนำส่งโรงพยาบาลเพราะอาการป่วยกำเริบโดยมีเจ้าหน้าทีตำรวจควบคุมเธอตลอดเวลาจนกระทั่งชั่วโมงสุดท้ายของชีวิตในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1959 ที่ศาลสั่งให้ตำรวจถอนการดูแล เพื่อให้ญาติเข้ามาเยี่ยมเป็นครั้งสุดท้าย

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.