1812 Overture


จงจดจำวันที่ 5 พฤศจิกายน

วีบุรุษผู้ซ่อนโฉมหน้าตัวเองไว้ใต้หน้ากากกาย ฟอว์กส์ (Guy Fawkes) บอกเอาไว้อย่างนั้น

กาย ฟอว์กส์ มีตัวตนอยู่จริง เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มกบฏดินระเบิด ซึ่งพยายามจะระเบิดสภาขุนนาง (Houses of Lords) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1605 ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสภาขุนนางจะมีพระเจ้าเฮนรีที่แปดแห่งอังกฤษเสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดประชุม

หากว่าการระเบิดครั้งนั้นประสบความสำเร็จ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อังกฤษครั้งใหญ่ แต่แผนการครั้งนั้นรั่วไหล กายโดนจับกุมพร้อมระเบิด 36 ถังในคืนวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1605 ขณะกำลังลอบวางระเบิด

มูลเหตุของการก่อกบฏครั้งนั้นเกิดจากเรื่องความเชื่องทางศาสนาที่ลามมาสู่การเมือง เพราะพระเจ้าเฮนรีที่แปดแห่งราชวงศ์ทิวดอร์ ได้ประกาศให้กษัตริย์เป็นประมุขของเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) ไม่ขึ้นกับพระสันตะปาปาแห่งโรมันคาธอลิค และดำเนินการทางศาสนาเพื่อลดทอนอำนาจและศรัทธาฝ่ายคาธอลิคอย่างเข้มข้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการต่อต้านจากฝ่ายผู้นับถือโรมันคาธอลิค

วีจึงบอกให้เราเราจำวันที่ 5 พฤศจิกายน

วีน่าจะหลงใหลความงามทางศิลปะหลายแขนง เขามีตู้เพลงและเก็บสะสมภาพยนตร์เก่าๆ มากมาย และสิ่งเหล่านั้นทำให้เขาแสดงการรำลึกถึงวันที่ 5 พฤศจิกายนอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการระเบิดตึกโดยมีบทเพลงประกอบ

คือถ้าระเบิดเฉยๆ คงไม่น่าสนใจอะไร แต่เขากระตุ้นความสนใจด้วยการระเบิดตึกโดยมีเสียงเพลงประกอบการระเบิด หรือจะเรียกว่าเขาเปิดเพลง โดยมีการระเบิดตึกเป็นส่วนประกอบก็คงจะไม่ผิด เพราะบทเพลงที่เขาเลือกมาบรรเลงเปิดตัวคือ “1812 โอเวอเจอร์” (1812 Overture) ของไชคอปสกี้ผู้ประพันธ์บทเพลงนี้โดยตั้งใจให้มีเสียงปืนใหญ่ประกอบบทเพลงด้วย

1815 โอเวอเจอร์

ไชคอปสกี้ประพันธ์ “1812 โอเวอเจอร์” เมื่อปีค.ศ. 1880 ตามคำขอของนิโคไล รูบินสไตน์ (Nicolai Rubinstein) วาทยกรผู้เป็นมิตรสนิทเนื่องในโอกาสที่จะครบรอบ 70 ปีชัยชนะของกองทัพรัสเซียที่มีเหนือกองทัพฝรั่งเศส และเขาก็ไม่ได้ภูมิใจมากมายอะไรเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับเพลง “เซเรเนดฟอร์สตริงอินซีเมเจอร์” (Serenade for Strings in C Major) ซึ่งประพันธ์ในปีเดียวกัน โดยเขาเขียนบันทึกในเชิงว่าเพลง “เซเรเนดฟอร์สตริงอินซีเมเจอร์” เป็นเพลงที่เขาประพันธ์ด้วยหัวใจ ในขณะที่ “1812 โอเวอเจอร์” นั้นไม่ใช่ และเขารู้สึกว่าบทเพลงนี้มัน “เสียงดัง” และ “หนวกหู” เกินไปทั้งจากเสียงปืนใหญ่และเสียงระฆังโบสถ์

ไชคอปสกี้ประพันธ์ “1812 โอเวอเจอร์” ช่วงวันที่ 12 ตุลาคม ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ.1880 เสร็จสิ้นเป็นบทเพลงที่มีความยาวประมาณ 17 นาทีใช้เสียงดนตรีเป็นสื่ออารมณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากเสียงเชลโล่และเครื่องสายที่นำความรู้สึกสงบในช่วงแรก ( ซึ่งในกลางทศวรรษ 1960 มีการเรียบเรียงโดยใช้เสียงร้องแบบไควเออร์แทน) จากนั้นก็มีบางส่วนของ “ก็อดพรีเซิร์ฟธีพีเพิล” เพลงพื้นเมืองรัสเซีย และเขาใช้ทำนองเพลง “ลามาซิเยส์” เป็นตัวแทนของฝรั่งเศสในช่วงแรก และมี “ก็อดเซฟเดอะซาร์” เป็นตัวแทนรัสเซียปิดท้ายหลังเสียงปืนใหญ่กึกก้องคำราม (หมายเหตุ – ณ ปีค.ศ. 1880 ที่ไชค้อปสกี้ประพันธ์เพลงนี้ ทั้ง “ลามาซิเยส์” และ “ก็อดเซฟเดอะซาร์” เป็นเพลงชาติของแต่ละประเทศ แต่เพลง “ลามาซิเยส์” ไม่ได้เป็นเพลงชาติฝรั่งเศสจนกระทั่งปีค.ศ. 1870 และเพลง “ก็อดเซฟเดอะซาร์” ยังไม่ใช่เพลงชาติรัสเซียจนกระทั่งปีค.ศ. 1833)

“1812 โอเวอเจอร์” บรรเลงต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกที่วิหารคริสต์เดอะเซเวียร์ (Cathedral of Christ the Saviour) ณ กรุงมอสโคว์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1882 มหาวิหารแห่งนี้ซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่หนึ่งแห่งรัสเซียมีบัญชาให้สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 1812

บทเพลง “1812 โอเวอเจอร์” มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างตามวันเวลา อย่างเมื่อรัสเซียกลายเป็นสหภาพโซเวียต ได้นำท่อนที่ชื่อ “ชัยชนะ” จากโอเปราเรื่อง อีวาน ซูนานิน ของมิกคาเอล กลินกา มาใช้แทนเพลง “ก็อดเซฟเดอะซาร์”  และการใช้ปืนใหญ่จริงก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้นการบรรเลงส่วนใหญ่จะใช้เสียงกลองทดแทน

การเลือกเพลงของวีจึงสอดคล้องกับเจตนารมย์ที่เขาต้องการทั้งในความหมายและเนื้อหาของบทเพลง รวมทั้งวิธีการนำเสนอบทเพลงมัน

เป็นหนึ่งในบทเพลงที่ทำออกมาสวยงามตาในภาพยนตร์

ไชคอปสกี่

ถ้าอยากจะรู้จักกับงานของไชคอปสกี้อย่างจริงจังแล้ว บางที “1812 โอเวอร์เจอร์” อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก ด้วยเหตุผลข้อแรกคือไชคอปสกี้ไม่ได้ภูมิใจในบทเพลงนี้เท่าใดนัก ถ้าใครอยากจะเข้าถึงบทเพลงของเขาน่าจะเป็นเพลงอื่นที่เขาสะท้อนชีวิตในขณะนั้นออกมาเป็นบทเพลง การนำเสนออารมณ์ของตัวเองออกมาผสมผสานเทคนิคการเรียบเรียงเสียงประสานที่รับอิทธิพลจากลักษณะการประพันธ์ของทางเยอรมันผสมกับดนตรีพื้นเมืองรัสเซีย โดยมีท่วงทำนองไหลรื่นออกมาจากอารมณ์และความรู้สึกของเขา

อย่างเช่นบทคอนแชร์โต้เปียโนแรก ที่ชื่อ “โรแมนซ์อินเอฟ” ที่เขียนให้กับนักร้องหญิงคนหนึ่ง  หรืองานทรีโอ้ที่มีท่วงทำนองเฉพาะตัว “ทรีโออินเอไมเนอร์” (ผลงานหมายเลข 50) ก็เป็นการไว้อาลัยให้กับนิโคไล รูบินสไตน์ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานกันมายาวนาน หรือ “ยูจีน โอเนจิน” และ ซิมโฟนี่หมายเลขสี่ในบันไดเสียงเอฟไมเนอร์ ที่เขาประพันธ์ให้กับนาตาชา ฟอน เม็ก สตรีที่ไชคอปสกี้ไม่เคยเห็นหน้า ติดต่อกันผ่านทางจดหมาย เธอมีส่วนสนับสนุนให้ไชคอปสกี้ลาออกจากงานประจำและมาทำงานประพันธ์ดนตรีแต่เพียงอย่างเดียว (แน่นอนว่าเธอสนับสนุนทางการเงินด้วย) ช่วงเวลาที่เธอสนับสนุนยาวนานถึง 14 ปี ผ่านจดหมายมากกว่า 1,100 ฉบับ  และเธอเป็นแรงบันดาลใจให้เขาประพันธ์เพลง

ช่วงที่เขาแต่งงานกับแอนโทนินา อีวานนอฟนา ไชคอปสกายา เป็นเสมือนฝันร้ายของไชคอปสกี้ เขาถึงกับหนีเตลิดออกจากบ้านและป่วยหนัก นำมาสู่ความพินาศของชีวิตสมรส ต่อมาทั้งคู่หย่าจากกัน และผลสุดท้ายแอนโทนินาได้รับการวินิจฉัยว่าวิกลจริตและอยู่ในสถานบำบัดกระทั่งเสียชีวิตในช่วงปฏิวัติรัสเซีย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีทฤษฎีหนึ่งบอกว่าไชคอปสกี้มีรสนิยมทางเพศเบี่ยงเบนมาชอบเพศเดียวกัน ว่ากันว่าเขาค้นพบว่าตัวเองเป็นโฮโมเซ็กชวลตั้งแต่ตอนที่เขาเรียนอยู่ที่อิมพีเรียลสคอลออฟจัสซิสพรูเดนซ์ แต่การเป็นโฮโมเซ็กชวลยังไม่เป็นที่ยอมรับกันมากนักในสมัยนั้น ทำให้เขาต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับจากสาธารณชน และกลายเป็นแรงกดดันทำให้เขารู้สึกเศร้าซึมและแสดงมันออกมารุนแรงในบทเพลง  และความรู้สึกแปลกแยกเดียวดายก็นำมาสู่บทเพลงอันมีความงดงามเช่นบัลเลต์เรื่องสวอนเลก ซึ่งปรับแต่งลักษณะของบัลเลต์มาสู่ยุคใหม่

ไชคอปสกี้เสียชีวิตในปีค.ศ. 1893 โดยโรคอหิวาต์ที่ระบาดอยู่ในขณะนั้น แต่ในทฤษฎีที่บอกว่าเขาเบี่ยงเบนทางเพศอ้างว่าเขาเสียชีวิตเพราะดื่มยาพิษ อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของเขากับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเริ่มเป็นที่จับตามอง และกำลังเป็นเรื่องอื้อฉาว

แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ผลงานของไชคอปสกี้ก็เป็นที่ประทับใจของผู้คนเสมอมา

ซีดีที่น่าสนใจ

Tchaikovsky: 1812 Overture/Capriccio Italien/Beethoven: Wellington’s Victory [ Mercury, 1995]

ว่ากันว่าเพลง “1812 โอเวอเจอร์” ในซีดีแผ่นนี้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดที่เคยบันทึกเสียงเก็บไว้ เป็นการบันทึกเสียงเมื่อปี 1958 โดยมินนาโปลิสซิมโฟนิกออเคสตรา กับเดอะยูนิเวอซิตีออฟมินเนโซตาบราสแบนด์ โดยมี อันตัล โดราติ เป็นผู้อำนวนเพลง เสียงปืนใหญ่ที่ได้ยินในเพลงนี้เป็นปืนใหญ่ของฝรั่งเศสที่ทำขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปีค.ศ. 1775 รวมถึงเสียงระฆังก็ใช้ระฆังโบสถ์จริง

ส่วนเพลง “ชัยชนะของเวลลิงตัน” (Wellington’s Victory) เป็นการบรรเลงของวงลอนดอนซิมโฟนิกออเคสตรา ภายใต้การอำนวยเพลงของอัลตัล โดราติ บันทึกเสียงเมื่อปีค.ศ. 1960 และใช้ปืนใหญ่และปืนยาวจริงในการบันทึกเสียงด้วย

“ชัยชนะของเวลลิงตัน” (หรือ “เดอะแบตเทิลซิมโฟนี หรือ เดอะแบตเทิลออฟวิตอเรีย) ของ บีโธเฟน ประพันธ์เมื่อปีค.ศ. 1813 เพื่อรำลึกถึงชัยชนะของดุ๊กแห่งเวลลิงตันที่นำทัพอังกฤษเอาชนะกองทัพสเปนของพระเจ้าโจเซฟ-นโปเลียน โบนาพาร์ท (พี่ชายของจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศส ซึ่งอีกสองปีหลังจากนั้น ดุ๊กแห่งเวลลิงตันก็มีชัยเหนือจักรพรรดินโปเลียน ในสงครามที่วอเตอร์ลูอันลือลั่น) ซึ่ง “ชัยชนะของเวลลิงตัน” ของบีโธเฟนนั้นมีเสียงปืนใหญ่ถึง 188 ครั้ง และเสียงปีนยาวอีก 25 ชุด

บีโธเฟนประพันธ์ประพันธ์บทเพลงในปีเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์ แต่ไชคอปสกี้ประพันธ์ “1812 โอเวอเจอร์” ในอีก 7 ทศวรรษถัดมา

ในแวดวงร็อกโคซี พาวล์ มือกลองผู้ยิ่งใหญ่ก็เคยแสดงการโซโล่กลองระหว่างการแสดงสดสมัยเขาอยู่กับวงเรนโบว์ประมาณปี ค.ศ. 1977 ได้ตัดเอาส่วนไคลแม็กซ์ของ “1812 โอเวอเจอร์” มาบรรเลง โดยเขาหวดกลองแทนเสียงปืนใหญ่อย่างเมามันส์สะใจคนดู และต่อมาก็เอาไปทำเรียบเรียงเป็นเพลง “โอเวอร์เดอะท็อป” บรรจุอยู่ในอัลบั้มโอเวอร์เดอะท็อป งานเดี่ยวของเขาในปีค.ศ. 1979  ไม่ใช่แค่โคซีรายเดียวที่นำ “1812 โอเวอเจอร์” ไปทำเป็นเพลงร็อก เพราะวงรัชก็เคยนำ “1812 โอเวอเจอร์” ไปใส่ในอัลบั้ม 2112  ในส่วนหนึ่งของพาร์ทที่ชื่อ โอเวอเจอร์ ของเพลง “2112”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.