Metallica: Chapter 2 – Hit the Light


เรื่องราวของเมทัลลิกาต้องเริ่มต้นจากหนุ่มวัยรุ่นจากเดนมาร์ก ลาร์ส อัลริช

ลาร์ส อัลริช เกิดเมื่อ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1963 ที่เจนตอฟต์ประเทศเดนมาร์ก โทรเบน พ่อของเขา เป็นทั้งนักเทนนิสและนักดนตรี เคยเล่นดนตรีร่วมกับไมล์ เดวิสมาแล้วด้วย

ด้วยการเติบโตมาในครอบครัวแบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ลาร์ส อัลริชจะเตรียมตัวเป็นนักเทนนิสมืออาชีพ และซึมซับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก

แต่ไม่รู้โชคดีหรือร้าย? เขาได้ดูการแสดงสดวงดีพเพอเพิลในปี ค.ศ. 1973 ทำให้เขาหันมาสนใจเรื่องดนตรีมากขึ้น เริ่มหัดตีกลองควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมเทนนิสเพื่อเตรียมเป็นนักเทนนิสอาชีพ

ราวปีค.ศ. 1978 – 1979 ครอบครัวอัลริชย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิสแต่ลาร์ส อัลริช ยังคงติดตามวงการดนตรีอังกฤษที่เขาโปรดปรานจากนิตยสารฝั่งอังกฤษ เช่น ซาวนด์ ซึ่งในช่วงนั้นกำลังหันมาจับดนตรีกระแสนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัล ทำให้ลาร์ส อัลริชหันมาสนใจดนตรีในสายนี้ด้วย

และถ้าบ้าดนตรีคนเดียวคงเป็นความหงอยเหงาที่ไร้สีสัน ความคลั่งไคล้ดนตรีของเขายิ่งปะทุมากขึ้นเมื่อได้รู้จักกับไบรอัน สลาเกลซึ่งหลงใหลดนตรีนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลเหมือนกัน ทั้งคู่จะไปหมกตัวอยู่ในร้านขายแผ่นเสียงอิมพอร์ตจากอังกฤษแทบจะทุกสัปดาห์ รู้จักวงดนตรีในยุคนั้นทุกวง และถ้ามีวงดนตรีเมทัลจากอังกฤษมาเยือนแคลิฟอร์เนียเมื่อไหร่ ลาร์ส อัลริซจะตามวงดนตรีไปทุกที่ จนกระทั่งช่วงฤดูร้อนปีค.ศ. 1981 ลาร์สก็ตัดสินใจทำวงดนตรีของตัวเองขึ้นมาบ้าง

แต่การที่จะหาวงดนตรีให้ได้อย่างที่ใจเขาต้องการมันไม่ง่ายอย่างที่หวัง! ถ้าเขาอยู่อังกฤษอาจจะหาคนชอบดนตรีแบบเดียวกับเขาได้ง่าย แต่กับลอสแอนเจลิสในปีนั้นแกลมเมทัลกำลังรุ่งโรจน์ วงดนตรีสอดกายไว้ใต้สีสันฉูดฉาดบาดตา เกือบทุกวงอยากเป็นอย่างแวนเฮเลน หรือไม่ก็เล่นกับแนวดนตรีใหม่ที่มาพร้อมกับวงแรตต์ มอตลีครู

ในช่วงนั้นลาร์สจึงได้ผ่านวงดนตรีหลายคณะ หนึ่งในนั้นคือวงดนตรีที่ชื่อแฟนธอมลอร์ดซึ่งมีสมาชิกคือรอน แม็กกอฟนีย์ (เบส) ฮิวห์ แทนเนอร์ (ลี้ดกีตาร์) และ เจมส์ เฮตฟิลด์ (ริธึมกีตาร์) ตอนนั้นเป็นปีค.ศ. 1981 แต่หลังจากซ้อมดนตรีกันได้ไม่กี่ครั้ง ลาร์สก็มีภารกิจสำคัญนั่นคือเดินทางไปอังกฤษเพื่อสัมผัสแหล่งกำเนิดดนตรีเมทัลที่เขาชื่นชอบนั่นเอง

ในการเดินทางไปเยือนอังกฤษครั้งนั้น ลาร์ส อัลริชได้ติดตามวงในกลุ่มนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัล หลายคณะ รวมถึงวงโปรดของเขาคือไดมอนด์เฮด เขาใกล้ชิดขนาดเข้าหลังเวทีได้และติดสอยห้อยตามไปกับรถของวงได้ แถมยังมีโอกาสไปดูการซ้อมของวงมอเตอร์เฮดซึ่งขณะนั้นกำลังเตรียมวัตถุดิบทำอัลบั้ม ไอออนฟิสต์ (Iron Fist) กล่าวได้ว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1 เดือนที่เขาอยู่อังกฤษได้พบปะพูดคุยกับวงดนตรีที่เขาชอบและเก็บเอาประสบการณ์ความประทับใจมากมาย เมื่อถึงเวลากลับลอสแอนเจลิส เขาก็มีอะไรมากมายในหัวที่อยากจะทำให้มันสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง

เมื่อเขากลับมาลอสแอนเจลิส ไบรอัน สลาเกลเพื่อนคู่หูได้ผันตัวไปจับธุรกิจตัวแทนจำหน่ายแผ่นเสียงได้บอกเขาว่ากำลังจะตั้งบริษัทแผ่นเสียงของตัวเองและจะทำอัลบั้มรวมเพลงเมทัลจากวงในลอสแอนเจลิสที่เขารู้จัก และเขาก็เปิดโอกาสว่าถ้าลาร์สสนใจก็ให้ทำเพลงมา เขาจะเอาไปรวมในอัลบั้มด้วย

ข้อเสนอแบบนี้เป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนนั้นลาร์สจะไม่มีวงดนตรีเลยก็ตาม เขารีบติดต่อหาเพื่อนร่วมวงเพื่อที่จะทำเดโมส่งให้ไบรอัน สลาเกล และคนที่ตอบกลับเขาก็คือเจมส์ เฮตฟิลด์ที่ยอมมาเป็นเพื่อนร่วมโปรเจ็คต์ทั้งที่ตอนนั้นเขาทำวงร่วมกับลอยด์ แกรนต์ และไม่เชิญลอยด์มาเป็นมือกีตาร์ในวงใหม่  โดยให้เหตุผลว่า “ลอยด์ แกรนต์เป็นคนที่โซโลกีตาร์ได้ยอดเยี่ยมมาก แต่เขาเล่นริธึมไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย” ด้วยเหตุนี้ลอยด์ แกรนต์จึงมีเครดิตกับวงเมทัลลิกาเพียงแค่ “ฮิตเดอะไลต์” เพลงเดียวที่อยู่ในอัลบั้ม เมทัลแมสซาเคอร์ (Metal Massacre)

ส่วน รอน แม็กกอฟนีย์เป็นสมาชิกวงก็เพราะเป็นเพื่อนเก่าร่วมวงเจมส์ เฮตฟิลด์มาตั้งแต่เรียนมัธยม ความจริงไม่อยากเล่นดนตรีเป็นงานหลักแต่ยังตัดเพื่อนไม่ขาดจึงแวะมาช่วยเล่นเบสให้บ้างเป็นครั้งคราว แถมยังจัดการเอาเดโมเทปของเมทัลลิกาไปช่วยขาย อีกทั้งยังเป็นคนคิดคอนเซ็ปต์ดนตรีว่าเพาเวอร์เมทัลอีกด้วย

ช่วงปี ค.ศ. 1981 คำว่าเพาเวอร์เมทัลยังไม่แพร่หลายนัก ตอนนั้นเพาเวอร์เมทัลยังไม่ได้เป็นแนวดนตรีที่รู้จักกันในอย่างทุกวันนี้ และขณะนั้นก็ยังไม่มีคำว่าแธรชเมทัล อีกทั้งวงเมทัลลิกาในตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าพวกเขากำลังทำดนตรีรูปแบบใหม่ คิดเพียงว่ากำลังเล่นดนตรีเมทัลที่ไม่ใช่เมทัลออกป็อปอย่างแรตต์หรือมอตลีครูที่กำลังดังในลอสแอนเจลิส รอนจึงอยากหาคำใหม่มาแสดงความแตกต่าง

เมื่อได้สมาชิกสามคนแล้ว อัลริช ก็ประกาศหามือลี้ดกีตาร์จากเดอะรีไซเคลอร์อีกรอบ และครั้งนี้ทำให้ได้เจอกับเดฟ มัสเทน มือกีตาร์จากวงพานิก (Panic) ซึ่งเข้าร่วมวงหลังซ้อมด้วยกันเพียงครั้งเดียว ทำให้เมทัลลิกาได้สมาชิกที่ลงตัวในยุคแรก 4 คนคือ ลาร์ส อัลริช มือกลอง เจมส์ เฮตฟิลด์ ริธึมกีตาร์-ร้องนำ รอน แม็กกอฟนีย์ มือเบส และเดฟ มัสเทน มือลีดกีต้าร์

เพลง “ฮิตเดอะไลต์” จากอัลบั้มรวม เมทัลแมสซาเคอร์ ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักพอสมควรในลอสแอจเจลิส แต่ประสบการณ์การเล่นบนเวทีจริงน้อยมาก เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสให้เล่นเป็นวงเปิดให้แซกซันที่คลับวิสกีอะโกโกเลยออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไบรอัน สลาเกลเล่าถึงการแสดงในครั้งนั้นว่า “บนเวที เจมส์ร้องอย่างเดียว ไม่ได้เล่นกีตาร์เลย…เดฟเป็นคนเล่นกีตาร์เพียงคนเดียว พวกเขาเล่นเพลงของไดมอนด์เฮด แล้วก็เพลงของวงร่วมยุคนนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลวงอื่น มีแค่เพลง “ฮิตเดอะไลต์” แค่เพลงเดียวที่เป็นเพลงของพวกเขา ตอนนั้นพวกเขาเหมือนพวกวงสมัครเล่นมากกว่า”

ในตอนนั้น เจมส์ เฮตฟิลด์มีปัญหาในการร้องเพลงพร้อมกับเล่นกีตาร์ไปด้วย ตอนแรกเขาคิดเล่นริธึมกีตาร์อย่างเดียว แต่หลังจากทาบทาม จอห์น บุช (นักร้องนำวงอาร์เมอร์ดเซนต์)) ก็ได้รับคำปฏิเสธ ลาร์สอัลองทาบทาม ฌอน แฮริช จากวงไดมอนด์เฮดก็ได้รับการปฏิเสธเช่นกัน (ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะทั้งสองคนอยู่ในวงที่มีคนรู้จักมากกว่าเมทัลลิกาในตอนนั้น) เจมส์จึงต้องรับหน้าที่ร้องนำต่อไปโดยหามือกีตาร์มาช่วยเล่นอีกคน พวกเขาลองให แบรด ปาร์กเกอร์มาเล่นกีตาร์ช่วงเดือนเมษายนค.ศ. 1982 และให้โอกาส เจฟฟ์ วอร์เนอร์ เล่นกีตาร์ริธึ่มด้วยครั้งหนึ่งแต่ออกมาไม่ดี เจมส์เลยต้องรับบทหนักทั้งร้องนำและเล่นริธึมกีตาร์ไปด้วย ซึ่งหลังจากพยายามจนลงตัวกับสไตล์การร้องของเขาจนได้

แต่ปัญหาภายในยังไม่จบ เมื่อรอน แม็กกอฟนีย์มือเบส ต้องการจะออกจากวงไปทำงานประจำเสียที ยิ่งเมื่อเขาเบื่อหน่ายพฤติกรรมของเดฟ มัสเทนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากออกจากวงมากยิ่งขึ้น แต่ว่าในขณะนั้นทางวงยังหามือเบสที่เหมาะสมไม่ได้ เขาจึงช่วยเล่นไปก่อน

พฤติกรรมของเดฟ มัสเทนขณะมึนเมาสร้างความลำบากใจให้สมาชิกวงกันถ้วนหน้า ครั้งหนึ่งขณะซ้อมดนตรี เดฟทะเลาะวิวาทกับเจมส์และรอนเรื่องสุนัขที่เขาพาไปซ้อมด้วย (เพื่อใช้สุนัขเฝ้ายาเสพติดของเขา) ผลคือเขาคนเดียวทำเอาเจมส์และรอนบาดเจ็บไปพอสมควร (แต่เรื่องสุนัขนี่ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นสุนัขที่เจมส์เลี้ยงไว้ แล้วเดฟไปเตะมันทำให้เกิดทะเลาะวิวาทขึ้น) แถมวันหนึ่งเดฟเอาเบียร์มาราดเบสที่รอนเล่น ทำให้เขาโดนไฟช็อตเมื่อเล่นเบส

ไบรอัน สลาเกล แนะนำให้ลาร์สรู้จักกับคลิฟฟ์ เบอร์ตัน มือเบสวงโทรมา (Trauma) ซึ่งมีเพลงรวมในอัลบั้ม เมทัลแมสซาเคอร์ทู (Metal Massacre II) ขณะนั้นคลิฟฟ์กำลังคิดจะออกจากวงโทรมาเพราะรู้สึกว่าทางวงกำลังหันเหทิศทางไปทำดนตรีตามสมัยมากขึ้น เมื่อลาร์สและเจมส์ไปดูวงโทรมาเล่นที่คลับวิสกีอะโกโก แล้ว พวกเขาก็รู้สึกว่าต้องดึงคลิฟฟ์มาเป็นมือเบสวงเมทัลลิกาให้ได้ทว่าเมื่อติดต่อแล้วคลิฟฟ์กลับปฏิเสธที่จะมาร่วมวงเมทัลลิกาด้วยเหตุผลว่าเขาไม่ต้องการอยู่ลอสแอนเจลิส จะปักหลักอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเท่านั้น

ก็อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าลาร์สอยากได้คลิฟฟ์มาเล่นเบสในวง เขาเลยคิดว่าถ้าคลิฟฟ์ไม่อยากมาอยู่ลอสแอนเจลิส ก็ย้ายหลักแหล่งไปปักหลักในซานฟรานซิสโกเสียเลย แต่ว่าเดฟไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ ลาร์สและเจมส์ต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมและยกเรื่องกระแสความนิยมที่แตกต่างกันระหว่างลอสแอนเจลิสกับซานฟรานซิสโกมาเป็นสิ่งจูงใจให้เดฟวาดฝันถึงความสำเร็จในวันข้างหน้า

ลอสแอนเจลิสในช่วงปีค.ศ. 1981 – 1982 ไม่เหมาะสำหรับวงแธรชเมทัลมากนัก พื้นที่ส่วนใหญ่เปิดให้กับวงแกลมเมทัลอย่างแรตต์ วอส์ป ไควเอ็ตไรอัต ด็อกเคน หรือไม่ก็เป็นฮาร์ดร็อกสนุกสนานอย่างแวนเฮเลน สำหรับวงเมทัลลิกาอาจจะเป็นที่รู้จักกันพอสมควรในแวดวงใต้ดิน แต่แนวดนตรีที่แปลกแยกทำให้เมทัลลิกากลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในลอสแอนเจลิส กล่าวคือดนตรีของเขาเล่นกันหนักหน่วงกว่า ดิบกว่า หยาบกว่า เสียงดังกว่าวงเมทัลส่วนใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนั้น ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถกลมกลืนไปกับกลุ่มฮาร์ดคอร์พังก์เพราะพวกเขาต่างไปผู้นำพังก์ในลอสแอนเจลิสอย่างแบล็กแฟล็ก หรือว่าเดอะเจิรมส์โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์การไว้ผมยาวหรือว่าดนตรีที่ออกไปทางเมทัล เรื่องเหล่านี้ทำให้ลาร์สเกิดความรู้สึกว่าลอสแอนเจลิสน่าจะไม่เหมาะกับวงเมทัลลิกา “เราตระเวนเล่นกันในแอลเอกันมาประมาณปีครึ่ง บอกได้เลยว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง…” ลาร์สกล่าวถึงช่วงนั้นอย่างเซ็งหัวใจ พวกเขาไม่เคยเป็นวงหลักในการแสดงสดแถมชื่อมักจะตกไปอยู่ในลำดับท้ายในโปสเตอร์โฆษณาเป็นส่วนใหญ่

และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาย้ายถิ่นฐานไปซานฟรานซิสโก ซึ่งมีดนตรีคล้ายคลึงกับที่พวกเขากำลังเล่นอยู่กำลังได้รับความนิยมไม่น้อย และที่นี่สถานภาพของเมทัลลิกาพลิกจากร้ายกลายเป็นดีมีแฟนเพลงติดตามเป็นกลุ่มก้อนไม่เหมือนลอสแอนเจลิส

“ซานฟรานซิสโกเป็นที่แรกในโลกที่เปิดรับพวกเรา เราได้แฟนเพลงที่แท้จริงครั้งแรกที่นี่ เหมือนกับว่าคนที่นี่เกิดมาเพื่อเราโดยเฉพาะ พวกเขาชอบเพลงของพวกเราจริง ๆ ไม่ได้ชอบเพราะภาพลักษณ์ของพวกเรา” เจมส์ เฮตฟิลด์ กล่าวถึงความประทับใจครั้งแรกที่พวกเขารู้สึกดีที่สุดนับแต่ก่อตั้งวงเมทัลลิกาขึ้นมา และที่ดีที่สุดคือในที่สุดคลิฟฟ์ เบอร์ตันเข้ามาเป็นมือเบสในวงเมทัลลิกา

“แค่ซ้อมดนตรีร่วมกับคลิฟฟ์ครั้งแรกเท่านั้นแหละ ผมก็รู้แล้วว่าเราได้สิ่งที่เราต้องการแล้ว” เจมส์ เฮตฟิลด์ให้สัมภาษณ์รอน ควินตานาในนิตยสารเมทัลมาเนียไม่กี่เดือนหลังคลิฟฟ์เข้าร่วมวง แม้แต่เดฟ มัสเทนที่ไม่ค่อยจะชมใครนักก็ยังชื่นชมคลิฟฟ์ “เขาเล่นโซโล่ได้มหัศจรรย์มาก มีทั้งบาค บีโธเฟนอยู่ในนั้น แน่นอนมันเป็นร็อก เป็นเมทัล แต่ว่ายังมีส่วนของพิงก์ฟรอยด์มาผสมด้วย คลิฟฟ์เจ๋งที่สุด”

คลิฟ เบอร์ตั้น เกิดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1962 ในคาสโต วัลลี่ย์ในแคลิฟอร์เนีย แต่มาเติบโตในซาน ฟรานซิสโก เขาสนใจดนตรีคลาสสิกตั้งแต่ยังเด็กโดยพ่อเขาเป็นคนสนับสนุนให้หัดเล่นเปียโน แต่พอโตขึ้นมาเขาก็สนใจดนตรีแจ๊สและกลายเป็นดนตรีเมทัล โดยหันมามาเล่นเบสตั้งแต่อายุ 13 ปี และก่อตั้งวงแรกคือ เอเจนตส์ออฟมิสฟอร์จูน (Agents of Misfortune) ขึ้นเป็นวงแรก (ที่น่าสนใจคือมือกีตาร์วงนี้คือ จิม มาร์ติน ซึ่งต่อมาเป็นมือกีตาร์วงเฟธโนมอร์) และร่วมตั้งวงโทรมาในปีค.ศ. 1982 การได้คลิฟฟ์เข้าร่วมวงทำให้ดนตรีของเมทัลลิกาเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น เจมส์ยกย่องเพื่อนร่วมวงคนนี้ว่าพื้นฐานดนตรีแน่นกว่าทุกคนในวง และสร้างรากฐานด้านริธึ่มให้วงมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

หลังจากได้คลิฟฟ์มาร่วมทีม ภารกิจสำคัญต่อไปก็คือการทำอัลบั้ม ซึ่งในขณะนั้นเมทัลลิกาได้ประพันธ์เพลงเก็บไว้หลายเพลง และมีเดโมออกมาหลายเวอร์ชัน สมควรแก่เวลาที่พวกเขาจะต้องทำอัลบั้มเต็มกันแล้ว เขาเจรจากับไบรอัน สลาเกล เพื่อนเก่าที่ทำบริษัทเมทัลเบลดเรื่องทำอัลบั้มแรกของวง ซึ่งไบรอันก็เกือบจะตกลงแต่มาสะดุดตรงที่ลาร์สขอเงินทุนในการทำอัลบั้มถึง 8,000 ดอลลาร์ ซึ่งไบรอันคิดว่ามากเกินกว่าที่เขาจะจ่ายให้ได้ทำให้ลาร์สต้องมองหาบริษัทที่จะช่วยเหลือเรื่องการเงินให้กับพวกเขาได้

รอน ควินตานาแนะนำให้ลาร์สติดต่อกับเมกาฟอร์ซ บริษัทแผ่นเสียงที่ตั้งอยู่ในนิวเจอร์ซี เจ้าของบริษัทคือจอห์นนี ซาซูลา (หรือเรียกสั้น ๆ ว่าจอห์นนี ซี) ทำธุรกิจตัวแทนจำหน่ายแผ่นเสียงและออกอัลบั้มวงดนตรีที่เขาสนใจเป็นพิเศษ เมื่อลาร์สติดต่อไปก็ได้ข้อเสนอกลับมาว่าทางเมกาฟอร์ซจะให้เงินล่วงหน้าก่อน 1,500 ดอลลาร์ และขอเอาเดโมเทป โนไลฟ์ทิลลีเธอร์ (No Life Till Leather) มาขายในราคา 4.99 ดอลลาร์ เพื่อเป็นทุนในการจ่ายที่เหลือให้กับทางวง อีกทั้งต้องเดินทางไปนิวเจอร์ซีด้วยเพื่อเปิดตลาดให้คนแถบตะวันออกของสหรัฐได้รู้จักเมทัลลิกามากขึ้น

แน่นอนว่าลาร์สตกลง

เมทัลลิกาเดินทางออกจากซานฟรานซิสโกมุ่งหน้าสู่นิวเจอร์ซีย์โดยใช้รถบรรทุก และแวะเล่นดนตรีตามรายทางไปด้วย แต่ระหว่างเดินทางเดฟ มัสเทนสร้างปัญหาชวนปวดหัวให้สมาชิกและลูกทีมหลายครั้ง เช่นเมาขาดสติตะโกนด่าคนดูกลางเวที ไปจนถึงเล่นอะไรไม่ได้เลยก็มีในบางครั้ง แถมระหว่างทางเขา ซึ่งต้องขับรถบรรทุกตามหลังคันอื่นก็ขับชนคันหน้าหลายต่อหลายครั้ง (ในช่วงนั้นวงเมทัลลิกายังไร้ชื่อเสียงและทุนทรัพย์สมาชิกเลยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง) มีอยูครั้งหนึ่งเขาชกต่อยกับมาร์ก วิตเทกเกอร์ ผู้จัดการทัวร์ สร้างความระอาใจไปทั่ว

ที่ผ่านมาลาร์สกับเจมส์พยายามใช้ความอดทนเพราะยามที่เดฟไม่เมา เขาเป็นมือกีตาร์ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งแถมยังเขียนเพลงได้ แต่ความอดทนก็เริ่มสิ้นสุดลงเมื่อมาร์ก วิตเทกเกอร์ ซึ่งเป็นผู้จัดการวงเอ็กโซดัส (และเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย) แนะนำให้เจมส์และลาร์สฟังการเล่นของเคิร์ก แฮมเมตต์มือกีตาร์หน้าตาดีของวงเอ็กโซดัส โดยยื่นเดโมเทปของเอ็กโซดัส ซึ่งขณะนั้นก็ถือว่าเป็นวงดังในเบย์เอเรียอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังทั้งคู่ก็ติดใจสไตล์การเล่นของเคิร์ก ยิ่งเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้เล่นเดฟออกได้ง่ายขึ้น

เมื่อเมทัลลิกาต้องไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับแวนเดนเบิร์กและเดอะร็อดส์ในวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1983 ก็เป็นวันที่พวกเขาตัดสินใจว่าเดฟน่าจะออกจากวงไปได้แล้ว จึงเอาตั๋วรถเกรย์ฮาวน์บัสยัดใส่มือเดฟ มัสเทนและพาเขาไปส่งที่สถานีรถบัส ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดสำหรับเดฟ มัสเทนไม่น้อย เพราะคืนก่อนหน้าที่เขาจะโดนไล่ออก เขาเพิ่งชกแฟนเพลงคนหนึ่งเพื่อปกป้องลาร์สจากการโดนทำร้าย แต่วันรุ่งขึ้นกลับโดนไล่ออกไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เคิร์ก แฮมเมตต์ เกิดวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1962 ในซานฟรานซิสโก หน้าตาออกทางเอเชียเล็กน้อยเพราะแม่ของเขาเป็นชาวฟิลิปปินส์ เขาหลงใหลจิมี่ เฮนดริกซ์มากเป็นพิเศษ และตัดสินใจหัดเล่นกีตาร์เมื่ออายุ 15 ปี โดยเรียนกับครูสอนกีต้าร์ชื่อ โจ  แซตทรีอานี่ (ซึ่งนักเรียนของโจหลายคนกลายเป็นมือกีตาร์ที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น สตีฟ วาย อเล็ก สโคลลิก, ฟิล เคตต์เนอร์ และเควิน คาโดแกน เป็นต้น) เคิร์กตั้งวงเอ็กโซดัส ร่วมกับ พอล บาลลอฟ และแกรี โฮล์ต ร่วมทำเดโมเทปกันชุดหนึ่งก่อนจะได้รับการชักชวนให้เข้ามาร่วมวง เมทัลลิกา

มีข่าวออกมาว่าเขาได้รับคำเชิญพร้อมตั๋วเครื่องบิน ก่อนที่เมทัลลิกาจะไล่เดฟออกอย่างเป็นทางการเสียอีก!

ในขณะที่เดฟต้องใช้เวลา 3 วันหมดไปกับการนั่งรถบัสกลับลอสแอนเจลิส เคิร์กใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในการเดินทางไปเรียนรู้บทเพลงของเมทัลลิกาเพื่อที่จะบันทึกอัลบั้มแรกของพวกเขา

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเมทัลลิกาซึ่งออกอัลบั้มแรกเมื่อปีค.ศ. 1983

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s