Metallica: Chapter 3 – Kil ‘Em All


ก่อนอื่น ขอแก้เรื่องราวในตอนที่ผ่านมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าจะพลาดในเรื่องง่าย ๆ นั่นคือข้อความที่ว่าลาร์ส์ อัลริชติดต่อไปหาจอห์น ซาซูลาแห่งบริษัทเมกาฟอร์ซ ในความเป็นจริงช่วงที่จอห์น ซาซูลาได้รับการติดต่อจากลาร์ส อัลริชนั้น ยังไม่ได้ก่อตั้งบริษัทเมกาฟอร์ซ แต่ว่าเขามีบริษัทเครซด์แมเนจเมนต์ (CraZed Management) ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทจัดการด้านธุรกิจให้วงดนตรีไม่ใช่บริษัทแผ่นเสียง ซึ่งในตอนนั้นก็มีแอนแทรกซ์ยอดวงแธรชเมทัลจากนิวยอร์ก กับราเวนวงร่วมสมัยนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลอยู่ในการดูแล และยังมีร้านขายแผ่นเสียงในนิวเจอร์ซีย์  ซึ่งเป็นธุรกิจที่เขาจับเป็นหลักก่อนที่จะมาก่อตั้งบริษัทเมกาฟอร์ซ

ในตอนแรกที่จอห์น ซาซูลาได้รับการติดต่อจากลาร์ส อัลริช เขาคิดเพียงแค่จะเป็นผู้จัดการวงเหมือนที่ทำกับแอนแทรกซ์ ไม่ได้คิดจะเปิดบริษัทของตัวเองแต่อย่างใด โดยเขาเสนอที่จะลงทุนจ่ายค่าห้องบันทึกเสียงให้เมทัลลิกาแต่ว่าทางวงต้องยอมให้เอาเดโม โนไลฟ์ทิลลีเธอร์ ไปขายเพื่อนำรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตอัลบั้มแรกของพวกเขา ซึ่งข้อเสนอนี้ถือว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

เมื่อเมทัลลิกามาถึงนิวยอร์กก็ต้องอาศัยนอนในอพาร์ทเมนต์ของจอห์น และออกแสดงฝีมือให้คนฝั่งตะวันออกรู้จักมากขึ้นก่อนที่จะเข้าสตูดิโอมิวสิกอเมริกาสตูดิโอเพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มแรกของพวกเขา ที่เลือกที่นี่ก็เพราะว่าโจอี เดอไมโอ มือเบสวงแมนโอวอร์เป็นคนแนะนำสถานที่ให้ แต่พอได้เข้าไปแล้วจึงเห็นว่ามันเป็นเพียงห้องใต้ดินของคลับเท่านั้น แต่ว่าลาร์สก็พอใจอย่างมากเพราะว่าเขาได้เสียงกลองที่หนาแน่นจากสภาพห้องบันทึกเสียงแบบนี้ สมาชิกทั้ง 4 คนใช้เวลาในการบันทึกเสียงอัลบั้มนี้รวม 6  สัปดาห์ ภายใต้การดูแลของพอล เคอซิโอ เจ้าของสตูดิโอ ทางวงเลือกที่ใช้พอล เคอซิโอและซาวนด์เอนจิเนียร์ประจำห้องบันทึกเสียงเพื่อลดต้นทุนการจ้างโปรดิวซ์เซอร์และซาวนด์เอ็นจิเนียร์

ผลสำเร็จออกมาเป็นอัลบั้ม เมทัลอัปยัวร์แอส (Metal Up Your Ass) ชื่อเดียวกับเดโมเทปที่บันทึกการแสดงสดในช่วงปลายปีค.ศ. 1982 ซึ่งเพลงก็เหมือนยกกันมาบันทึกเสียงในสตูดิโอใหม่ แต่เมื่อบันทึกเสียงเสร็จสิ้นลงกลับต้องเผชิญปัญหาสำคัญนั่นคือ จอห์น ซาซูลาพบว่าตัวเองมีปัญหาทางการเงินเสียแล้วเมื่อค่าใช้จ่ายมันเกินงบที่ตั้งเป้าเอาไว้ แถมเขารู้สึกว่าดนตรีของเมทัลลิกาใหม่เกินกว่าจะนำไปให้คนฟังกันทั่วไป จนมีทางเลือกไม่กี่ทาง เช่น หาทางขายสัญญาอัลบั้มให้บริษัทใหญ่ ซึ่งข้อนี้ตกไปเพราะดนตรีของเมทัลลิกาขายยากสำหรับบริษัททั่วไป กับอีกทางคือต้องขายมันเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเรืยกเงินลงทุนคืนกลับมาเป็นกอบเป็นกำไม่ต้องแบ่งสันปันส่วนกับใคร

“ตอนแรก ผมคิดว่าจะเอามันไปให้ทางเมทัลเบลดหรือว่าแชรปแนลทางฝั่งตะวันตกจัดจำหน่าย แต่แล้วผมก็คิดว่าซาวนด์ที่เมทัลลิกาทำมันใหม่มาก ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาทำหรือเปล่า” จอห์น ซาซูลาให้เหตุผลที่เขาต้องตั้งบริษัทเมกาฟอร์ซไว้อย่างนั้น

บริษัทเมกาฟอร์ซได้พันธมิตรร่วมจัดจำหน่ายในอเมริกาคือ รีเวติวิตี ส่วนทางอังกฤษและยุโรปเป็นบริษัทมิวสิกฟอร์เนชัน ซึ่งทาง รีเวติวิตีได้ออกความเห็น (เชิงบังคับ) ให้เปลี่ยนชื่ออัลบั้ม เมทัลอัปยัวร์แอส พร้อมทั้งเปลี่ยนปกเสียใหม่เนื่องจากดูรุนแรงเกินไป คลิฟฟ์ เบอร์ตันได้ฟังเลยสบถออกมาว่า “ฆ่าแม่งให้หมด” และกลายเป็นชื่ออัลบั้มนี้ คิลเอ็มออล (Kill ‘Em All) พร้อมทั้งเปลี่ยนหน้าปกเสียใหม่

kill-em-all-front

เนื้อหาใน คิลเอ็มออล เป็นเรื่องราวทั่วไปของนักดนตรีไร้ชื่อเสียงแบบพวกเขาอยากเป็น มีความทะเยอทะยานอยากประสบความสำเร็จและคิดว่าตัวเองเจ๋งมาก ดังนั้นเนื้อหาในหลายเพลงจึงเกี่ยวพันถึงความฮึกเหิมห้าวหาญของดนตรีเมทัล

No life till leather,
We are gonna kick some ass tonight!
We got the metal madness,
When our fans start screaming it’s right…well alright, yeah!
When we start to rock we never…stop again!

เริ่มกันตั้งแต่เพลงเปิดอัลบั้ม “ฮิตเดอะไลต์” ซึ่งเป็นเพลงแรกที่เมทัลลิกาเขียนตั้งแต่สมาชิกวงมีเพียงสามคน (เจมส์ ลาร์ส และรอน) ดนตรีรับอิทธิพลจากดนตรีนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัล มาเต็ม ช่วงขึ้นต้นอาจจะทำให้หลายคนนึกถึง “เจงกิสข่าน”ของไอออนเมดเดน แต่ท่อนริฟฟ์หลักบางส่วนทำให้หลายคนนึกถึง “ดีทรอยต์ร็อกซิตี” ของคิสที่เพิ่มความรุนแรงทวีคูณ เนื้อหาก็เป็นความทะเยอทะยานของทางวงที่จะออกไปสัมผัสความสำเร็จ มีแฟนเพลงเข้มแข็งเป็นกลุ่มก้อน ทั้งที่ตอนเจมส์กับลาร์สเขียนเพลงนี้พวกเขาไม่มีกลุ่มแฟนเพลง หรือพูดง่าย ๆ ยังไม่ได้ตั้งวงกันเป็นกิจลักษณะด้วยซ้ำ เนื้อหาแบบนี้ปรากฏอีกครั้งในเพลง “แฟนทอมลอร์ด” “วิปลาช” และ “เมทัลมิลลิเทีย”

คนฟังที่เคยสัมผัสเดโม เมทัลอัปยัวร์แอส ที่พวกเขาบรรเลงสดในซานฟรานซิสโกก่อนเดินทางมานิวยอร์กบอกต่อกันว่าเวอร์ชั่นใน คิลเอ็มออล นี่ช่างอ่อนปวกเปียกกว่าที่ควร แต่อย่างน้อยเพลงนี้ก็กลายเป็น เพลงเอกของวงในช่วงนั้น เช่นกับ “วิปลาช” ที่แสดงแสดงทักษะในการเล่นโซโลกีตาร์ของเคิร์ก แฮมเมตต์ได้ยอดเยี่ยมเฉียบขาดกับความเร็วแต่ยังสดสะอาดชัดทุกเม็ด และไม่น่าแปลกใจที่เขากลายเป็นตัวเลือกที่เมทัลลิกาต้องการ เพราะในขณะนั้นเจมส์มีศักยภาพทางดนตรีที่จำกัดแม้จะเป็นคนประพันธ์เพลงหลักของวง แต่ว่าเขายังใหม่ต่อการเล่นกีตาร์อยู่ไม่น้อย อย่างเช่นริฟฟ์กีตาร์ยังฉายเงาเดฟ มัสเทนครอบคลุมอยู่แทบแยกไม่ออก ในอัลบั้มนี้ใช้เพลงที่เดฟ มัสเทนร่วมประพันธ์ 4 เพลงคือ “แฟนทอมลอร์ด” “เดอะโฟร์ฮอร์สเมน” “จัมป์อินเดอะไฟร์” และ “เมทัลมิลลิเทีย” ในแต่ละเพลงจะได้ยินท่อนริฟฟ์เฉียบคม และโครงสร้างเพลงที่ไม่เหมือนกับเพลงเมทัลทั่วไป (หมายถึงเมทัลอย่างวงแรตต์หรือมอตลีครู) ต้องยอมรับว่าเดฟเป็นคนวางรากฐานให้กับการเล่นของเมทัลลิกาไม่น้อยเหมือนกัน

นอกเหนือจากเพลงที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของวงดนตรีแล้ว เมทัลลิกามีเพลงที่อาศัยเนื้อเรื่องแบบวงแบล็กซับบาธ (หรือถ้าพูดถึงวงในช่วงนั้นก็ต้องบอกว่ารับอิทธิพลมาจากวีนอม)  อย่างใน “จัมป์อินเดอะไฟร์” เป็นเพลงปีศาจซาตานแบบเดียวกับแบล็กซับบาธ หรือวีนอม ในช่วงหลังได้มีการออกซิงเกิลเพลง “จัมป์อินเดอะไฟร์” วงเมทัลลิกาเลือกที่จะกลับเข้าสตูดิโอเพื่อบันทึกเสียงเพลงนี้ใหม่อีกครั้ง แต่ผลที่ออกมาอาจจะยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และเมทัลลิกาแทบไม่เล่นเพลงนี้อีกเลยในเวลาต่อมา

และเพลงที่ต้องพูดถึงเป็นพิเศษก็คือ “อเนสธีเชีย – พูลลิงทีธ” เพราะเพลงนี้เป็นการโซโลเบสของคลิฟฟ์ เบอร์ตัน ถ้าเป็นวงเมทัลทั่วไปหากเป็นเพลงบรรเลงมักจะโชว์กีตาร์ แต่เมทัลลิกาโชว์เบส!! แสดงถึงศักยภาพของคลิฟฟ์ด้านทักษะความเชี่ยวชาญด้านดนตรีทั้งแท็ปปิ้งและการใช้วาห์-วาห์ สร้างท่อนโซโล่เบสที่ดูจะธรรมดาแต่ว่าทุกคนที่ได้ฟังต่างทึ่งแล้วก็คิดว่าทำไมไม่เอามันใส่ลงไปในอัลบั้มเสียเลย

ด้วยความที่สไตล์ดนตรีของเมทัลลิกาไม่เข้ากับดนตรีที่กำลังเป็นที่นิยมในอเมริกาในขณะนั้นทำให้วางแผนกันว่าเมทัลลิกาควรไปเปิดตลาดในยุโรปซึ่งน่าจะตอบรับดีกว่า เพราะมีวงบุกเบิกอย่างเช่น มอเตอร์เฮด ไดมอนด์เฮด วีนอม แผ้วทางเอาไว้ให้แล้ว มาร์ติน ฮุกเกอร์ และ เจม โฮวาร์ด สองผู้ก่อตั้งมิวสิกฟอร์เนชันที่รับหน้าที่จัดจำหน่ายงานของเมทัลลิกาในยุโรปจึงเป็นหัวเรือหลักในการช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้วง

“คิลเอ็มออลเป็นความรุนแรงแปลกใหม่ ผมเอาไปให้เพื่อนผมที่เคยร่วมงานกันในอีเอ็มไอฟัง เขาบอกว่านี่มันไม่ใช่เพลง มันเป็นขยะชัด ๆ เขาคิดว่าสิ่งที่ผมกำลังนำเสนอคือการย้อนถอยหลังไปหาดนตรีพังก์ ไม่ได้มองว่ามันคืออีกก้าวหนึ่งของดนตรีเมทัล” มาร์ติน ฮุกเกอร์เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงที่เขาพยายามประชาสัมพันธ์วงในแถบยุโรปเอาไว้อย่างนั้น

บริษัทมิวสิกฟอร์เนชันเปิดตัวในปีค.ศ. 1983 โดยจับวงในกระแสดนตรีนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลเป็นหลัก ก่อนหน้าเมทัลลิกาพวกเขาจัดจำหน่ายอัลบั้มของวงจากอเมริกาเพียงวงเดียวคือทวิตเตดซิสเตอร์ พวกเขาพยายามช่วยประชาสัมพันธ์โดยดึงวงเมทัลลิกาไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับวีนอม และออกทัวร์ร่วมกับทวิสเตดซิสเตอร์ แต่นั่นก็ไม่ค่อยช่วยอะไรได้มากนัก เพราะผลที่ออกมาก็คือยอดขายล็อตแรกมีจำนวนแค่ 1,500 แผ่นในยุโรปเท่านั้น

“เราประสบปัญหาในเรื่องกำหนดจุดยืนที่แน่ชัดของเมทัลลิกา…” มาร์ติน ฮุกเกอร์กล่าวถึงสาเหตุที่ขายอัลบั้มได้น้อย “…พวกเขาใส่แจ็คเก็ตหนัง กางเกงยีนส์ โอเค พวกเขามันพวกเมทัล สมัยนั้นวงเมทัล หมายถึงวงอย่างไอออนเมดเดนหรือสกอร์เปียนส์ แต่ดนตรีที่พวกเขาทำมันหนักหน่วงรุนแรงกว่าพวกนั้น และเอะอะโครมครามแบบพังก์ ทว่าพวกเขาเป็นเมทัลเกินกว่าจะเป็นพังก์ ขณะเดียวกันก็เป็นพังก์เกินกว่าจะเป็นเมทัล”

แต่อนาคตของ คิลเอ็มออล ก็ใช่ว่าจะย่ำแย่ เพราะหลังจากให้เวลาคนฟังทำความรู้จักคุ้นเคยกับดนตรีของเมทัลลิกาตามมาด้วยวงดนตรีที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกันอย่างสเลเยอร์ แอนแทรกซ์ ที่ช่วยทำให้แฟนเพลงรับรู้ความเป็นไปของบทเพลงเมทัลอีกรูปแบบหนึ่งมากขึ้น ทำให้ต่อมาอัลบั้ม คิลเอ็มออล ขายได้มากขึ้น… “ในที่สุด ผู้คนก็ไม่สนใจว่ามันจะเรียกว่าอะไร พวกเขาได้ฟังแล้วชอบ นั่นก็พอแล้ว”  มาร์ตินสรุป

อัลบั้ม คิลเอ็มออล ไม่ถึงกับเป็นอัลบั้มที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าวงการดนตรีเมทัล แต่ก็สร้างแนวโน้มใหม่ของดนตรีเมทัลที่หนักหน่วงกว่า รุนแรงกว่าดนตรีเมทัลทั่วไปในสมัยนั้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.