เสียงแตกพร่า


พีท ทาวน์เชนด์ทำเสียงกีตาร์ฟีดแบ็คแตกพร่าใน “มายเจเนอเรชัน” (My Generation, 1965) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ในดนตรีร็อกก่อนหน้านั้นมีเสียงแตกพร่าเล็ก ๆ เกิดขึ้นบ้างเพียงแต่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจให้เกิดขึ้น การเล่นกีตาร์เสียงต่ำ แรง หมุนวอลลุ่มไปจนสุดทำให้เกิดเสียงแตกพร่าเกิดขึ้นได้ อย่างที่กอรี คาร์เตอร์ (Goree Carter) เล่นในเพลง “ร็อกอะไวล์” (Rock Awhile, 1949)  และ โจ ฮิลล์ หลุยส์ เล่นในเพลง “บูกีอินเดอะพาร์ก” (Boogie in the Park, 1950)

เสียงกีตาร์แตกพร่านี้ เกิดไปกระทบรสนิยมของ วิลลี จอห์นสัน (Willie Johnson) เข้าพอดี

วิลลี จอห์นสัน เป็นมือกีตาร์เคียงข้างปรมาจารย์บลูส์ ฮาวลิง วูล์ฟ  (Howlin’ Wolf) ในช่วงปีค.ศ. 1948 – 1953 ผลงานระดับคลาสสิกของฮาวลิง วูล์ฟในช่วงนั้นล้วนโดดเด่นด้วยเสียงกีตาร์จากวิลลี จอห์นสัน โดยเฉพาะในช่วงปีค.ศ. 1951 – 1953 ที่เขาตั้งใจพัฒนาการใช้เสียงแตกพร่าอย่างเป็นกิจลักษณะ ตัวอย่างที่โดดเด่นก็คือเพลงคลาสสิคของฮาวลิง วูล์ฟ “ฮาวเมนีมอร์เยียร์” (How Many More Years) เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มรวมเพลงที่ชื่อ โมนนิงอินเดอะมูนไลต์ (Moanin’ in the Moonlight) ปีค.ศ. 1959 แต่บันทึกเสียงไว้เมื่อปีค.ศ. 1951

(นอกเหนือจากบุกเบิกการเล่นกีตาร์ด้วยเสียงแตกพร่าแล้ว วิลลี จอห์นสันยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในการคนที่นำเพาเวอร์คอร์ดมาเล่นด้วย)

หลังจากที่วิลลี จอห์นสันนำเสียงแตกพร่ามาใช้อย่างตั้งใจ ก็มีมือกีตาร์หลายคนหลงใหลทดลองทำบ้าง อย่างเช่น กีตาร์ สลิม (Guitar Slim) มือกีตาร์ฝีมือดีที่อายุสั้นไปหน่อย ก็ลองเอามาใช้กับเพลงของเขา อย่าง “เดอะธิงส์แดตไอยูสทูดู”  (The Things That I Used to Do, 1953)  หรือบางรายไม่ใช้เต็มที่ แต่แอบเอามาใส่บ้างอย่างเพลง “เมย์เบลลีน” (Maybellene, 1955) ของ ชัก เบอร์รี (Chuck Berry)

เสียงกีตาร์แตกพร่าเริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่มือกีตาร์บลูส์ ร็อกอะบิลลี่ ร็อกแอนด์โรลในช่วงหลังปีค.ศ. 1955 เป็นต้นมา มือกีตาร์หลายคนทดลองดัดแปลงแอป์ของตัวเองเพื่อให้ได้เสียงแตกพร่า ด้วยความรู้ทางอิเล็กทรอนิคระดับสูง ไปจนถึงวิธีง่ายมากอย่างอย่าง ลิงก์ เรย์ (Link Wray) เอาดินสอทิ่มลำโพงให้เป็นรู วิธีนี้ง่ายและให้เสียงเฉพาะตัวมาก

แต่ที่จริงจังคือวงเดอะเวนเจอร์ส (The Ventures) ที่คบคิดกับ โอวิลลี่ โรดส์ สร้างพรีแอมป์เพื่อทำเสียงแตกขึ้นมา ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็คือฟัซซ์- โทนเครื่องแรกของโลก และทำจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 1962 ประทับตรายี่ห้อ Maestro รุ่น FZ-1

หลังจากนั้นเสียงกีตาร์แตกพร่าก็แพร่หลาย ใช้งานกันได้ง่ายขึ้น

แล้วเพลง  “ยูเรียลลีก็อตมี” (You Really Got Me, 1964) ของเดอะคิงส์ (The Kinks) ก็ทำให้เสียงกีตาร์แตกพร่า และพาวเวอร์คอร์ดกลายเป็นของสามัญในวงการร็อกหลังจากนั้น เพลงนี้ เดฟ เดวี่ย์ (Dave Davies) สร้างเสียงแตกพร่าโดยใช้มีดโกนกรีดลำโพงแล้วเอาเข็มหมุดกลัดตรึงไว้

ในเวลาไล่เลี่ยกัน เดอะฮูก็ทำเพลง “มายเจเนอเรชัน” ในปีค.ศ. 1965 นอกจากเสียงแตกพร่าแล้ว พีท ทาวน์เชนด์ยังทำเสียงฟีดแบ็กระคายหูจนผู้บริหารบริษัทคิดว่าหยิบเทปผิดม้วนมาให้

ด้วยกระแสความนิยมในเสียงกีตาร์แตกพร่ากำลังมาแรง คีธ ริชาร์ด (Keith Richards) แห่งวง เดอะโรลลิงสโตนส์จึงลองใช้ฟัซซ์-โทนในการบันทึกเสียงเพลง “ไอแคนท์เก็ตโน ซาทิสแฟ็กชัน” (I Can’t Get No) Satisfaction, 1965) นั่นยิ่งทำให้ความคลั่งไคล้เสียงแตกพร่าขยายวงกว้างไปอีก  ว่ากันว่าทำให้ฟัซซ์โทนรุ่นที่เขาใช้ขาดตลาดไประยะหนึ่ง…

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.