Metallica: Chapter 4 – Ride the Lighting


ปี ค.ศ 1983 วงเมทัลลิกาตระเวนเล่นดนตรีไปทั่วทุกแห่งเท่าที่พวกเขาจะไปได้ ทั้งในอเมริกาและยุโรปเพื่อที่จะประชาสัมพันธ์ผลงานชุดแรกของพวกเขาให้เป็นที่รู้จักมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แต่ คิลเอ็มออล ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายมหาศาล ถ้าเอาไปเทียบกับวงดนตรีในสมัยนั้นถือว่าอยู่ในระดับใต้ดินอยู่ดี และเมื่อสิ้นสุดการทัวร์คอนเสิร์ต พวกเขาก็คิดทำอัลบั้มถัดไปทันที แต่ความคิดนี้ก็ต้องสะดุดลงเมื่อทางจอห์น ซาซูลาประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนไม่สามารถช่วยสนับสนุนทางการเงินให้พวกเขาได้อีก

มาร์ติน ฮุกเกอร์จากมิวสิกฟอร์เนชัน ผู้จัดจำหน่ายอัลบั้มของเมทัลลิกาในยุโรปยื่นมือเข้ามาช่วย โดยเป็นคนจัดการนำสมาชิกทั้งหมดออกจากซานฟรานซิสโก ข้ามฝั่งมหาสมุทรไปสู่ประเทศเดนมาร์ก และใช้บริการห้องบันทึกเสียงสวีตไซเลนซ์สตูดิโอ ภายใต้การดูแลของเฟลมมิง ราสมุสเซน ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984

“อัลบั้มไรด์เดอะไลต์นิงแตกต่างจากคิลเอ็มออลอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าเรามีคลิฟฟ์ (เบอร์ตัน) และเคิร์ก (แฮมเมตต์) เข้ามาเป็นสมาชิกเต็มตัว…” ลาร์ส อัลริซกล่าวถึงอัลบั้มที่สองของพวกเขาที่เปลี่ยนแปลงจากอัลบั้มแรกผิดหูผิดตา “…แต่ไม่ว่าอย่างไร เราก็ไม่ปฏิเสธว่า เดฟ (มัสเทน) คือคนที่มีคุณูปการต่อดนตรีของพวกเราในช่วงแรกมากเหมือนกัน ระหว่างสองอัลบั้มนี้มันมีความแตกต่างกันมาก มันเป็นการเติบโตของเรา”

สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้อัลบั้ม ไรด์เดอะไลต์นิง แตกต่างจากอัลบั้ม คิลเอ็มออล ก็คือการร่วมงานกับเฟลมมิ่ง ราสมุสเซ่น ซึ่งถ้าเทียบบารมีกันในสมัยนั้นต้องบอกว่าเฟลมมิงมีมากกว่าเมทัลลิกาเสียอีก เขาเป็นเจ้าของห้องบันทึกเสียงสวีตไซเลนซ์สตูดิโอและเคยร่วมงานกับวงร็อกโด่งดังหลายวงมาแล้ว รวมทั้งเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ให้กับอัลบั้มเบนต์เอาต์ออฟเชปของวงเรนโบว์ก่อนที่จะมาจับงานของ Metallica ไม่นาน

“ผมคิดว่าตอนนั้นเมทัลลิกาคงอยากจะไปทำงานนอกอเมริกา…” เฟลมมิง ราสมุสเซนกล่าวถึงสาเหตุที่เขามารับหน้าที่โปรดิวซ์งานของเมทัลลิกา “…คิดว่าคงเป็นเพราะลาร์ส อัลริชเป็นคนเดนมาร์กด้วย ที่สำคัญคือพวกเขาประทับใจซาวนด์ที่ผมทำไว้กับวงเรนโบว์ ต้องยอมรับว่าตอนนั้นผมไม่เคยรู้จักวงเมทัลลิกา มาก่อน แต่พวกเขาส่งเดโมเทปมาให้ผมฟัง และผมประทับใจในสิ่งที่พวกเขากำลังทำมาก ตอนนั้นพวกที่อยู่ในสตูดิโอที่ได้ฟังเดโมเทปคิดว่าพวกเขามันห่วยแตก แต่นั่นแหละคืองานของผมที่จะต้องสร้างซาวนด์ที่เต็มที่เข้มข้นให้กับพวกเขา”

พวกเขาใช้เวลาบันทึกเสียงนานหนึ่งเดือนครึ่ง ระหว่างนั้นสมาชิกทั้งสี่อาศัยกินอยู่หลับนอนในสตูดิโอ โดยได้งบประมาณในการบันทึกอัลบั้มนี้ 20,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างเมกาฟอร์ซ กับ มิวสิกฟอร์เนชัน ซึ่งมันไม่พอเพราะพวกเขาต้องการอย่างน้อย 30,000 ดอลลาร์ ทำให้พวกเขาพยายามหาทางเซ็นสัญญาเข้าบริษัทแผ่นเสียงใหญ่ไปด้วย ระหว่างที่ทำงานอัลบั้มนี้อยู่ก็จะมีพวกแมวมองและคนจากบริษัทแผ่นเสียงเข้านอกออกในเพื่อมาดูผลงานของพวกเขาเป็นระยะ จนในที่สุดก็มีบริษัทบรอนซ์เร็คคอรดส์จากอังกฤษสนใจจะเซ็นสัญญากับพวกเขา ทั้งสัญญาทำอัลบั้มและสัญญาจัดการวง

1984-ride-the-lightning

แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เมื่อเจอร์รี บรอน เจ้าของบรอนซ์เร็คคอรดส์เดินทางจากลอนดอนมาฟังผลงานของพวกเขาถึงในสวีตไซเลนซ์สตูดิโอ เกิดรู้สึกว่าอัลบั้มพวกนี้ยังมีการบันทึกและมิกซ์เสียงไม่ดีพอ และอยากให้เอ็ดดี คราเมอร์ที่เป็นโปรดิวเซอร์และซาวนด์เอนจิเนียร์ระดับหัวแถวมาควบคุมงานนี้มากกว่าจะให้เป็นฝีมือของเฟลมมิง ราสมุสเซน (เอ็ดดี คราเมอร์มีผลงานมากมายกับศิลปินดังเช่นคิส เลดเซพพลิน จิมี เฮนดริกซ์ เป็นต้น)

“เจอร์รี บรอนเข้ามาฟังอัลบั้มนี้ในสตูดิโอแล้วรู้สึกว่าอัลบั้มนี้มันยังไม่ดีพอ…” เฟลมมิง ราสมุสเซนอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เขาเกือบกระเด็นจากตำแหน่งโปรดิวเซอร์ชุดนี้ “…เขาคิดว่าที่มันออกมายังไม่ดีพอ และอยากให้วงเมทัลลิกาตามเขากลับไปอังกฤษเพื่อจะเริ่มบันทึกเสียงอัลบัมนี้ใหม่…ขอบคุณพระเจ้าที่พวกเขาไม่เอาด้วย ก็เลยไม่มีการทำสัญญาระหว่างเมทัลลิกากับบรอนซ์เร็คคอรดส์เกิดขึ้น”

อัลบั้ม ไรด์เดอะไลต์นิง เปิดตัวด้วยเสียงอคูสติกกีตาร์แผ่วเบาสงบเงียบในสูตร “ความเงียบสงบก่อนพายุจะเข้า” (calm before the storm) อันนี้เป็นสูตรสำเร็จคุ้นหูชาวเมทัลกันดีในปัจจุบันคือขึ้นดนตรีมาด้วยความเงียบสงบก่อนที่จะกระหน่ำกันโหดร้ายทารุณของเพลงที่รุนแรง “ไฟต์ไฟร์วิธไฟร์” ซึ่งจะว่าไปแล้วสไตล์ดนตรียังถอดแบบอัลบั้มแรก มีความกราดเกรี้ยว ท่อนริฟฟ์รุนแรง แต่ที่ดูจะเหนือกว่า คิลเอ็มออล ก็คือ ภาคการผลิตดีกว่าเยอะ ทั้งการบันทึกและการมิกซ์เสียง นอกจากนี้เมทัลลิกายังมีประสบการณ์ในการทำงานมากขึ้นกว่างานชุดแรกมากพอสมควร

ด้านเนื้อหาของเพลงมันสะท้อนถึงภาวะสังคมในยุคประธานาธิบดีโรนัล เรแกน ซึ่งสหรัฐอเมริกายังมีสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียตจนถึงขั้นออกโครงการ “สตาร์วอรส์” ที่จะควบคุมการยิงขีปนาวุธจากดาวเทียมนอกโลกและสร้างระบบป้องกันการโจมตีจากอาวุธหนักเช่นระเบิดปรมาณู  “Blow the universe into nothingness, Nuclear warfare shall lay us to rest…” เจมส์  เฮตฟิลด์เลยมองว่านี่คือยุทธการ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ซึ่งไม่มีทางจะสร้างสันติภาพได้

การเขียนเพลงต่อต้านสงครามนี้เจมส์เคยทำมาก่อนแล้วใน “โนรีมอรส์” และยังเล่นสืบเนื่องต่อมาถึง ไรด์เดอะไลต์นิง ที่โดดเด่นและกลายเป็นเพลงคลาสสิกของวง คือ “ฟอร์ฮูมเดอะเบลโทลส์” เพลงความเร็วปานกลางเปิดตัวด้วยเสียงอินโทรจากเบสฝีมือคลิฟฟ์ เบอร์ตัน (คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเสียงกีตาร์)  ท่อนอินโทรนี้ไม่ได้เป็นท่อนที่คิดตอนเขียนเพลงแต่ว่าคลิฟฟ์ไปเอามาจากเพลงเก่าของเขามาสวมทับเข้าไป และสิ่งที่โดดเด่นอย่างมากของเพลงนี้ก็คือภาคริธึมไม่แรงนักแต่ว่าจังหวะจะโคนกำลังดี เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง ฟอร์ฮูมเดอะเบลโทลส์ (For Whom the Bell Tolls) ของเออเนสต์ เฮมมิงเวย์ ซึ่งเป็นเรื่องราวช่วงสงครามกลางเมืองในสเปน ใครสนใจลองหานิยายเรื่องนี้มาอ่านได้ภาษาไทยก็มีคุณอาษา ขอจิตต์เมตต์ เคยแปลเอาไว้ในชื่อ ศึกสเปญ (สะกดตามหนังสือ) หรือจะหาดีวีดีมาดูก็มีเหมือนกัน

ส่วน “ไรด์เดอะไลต์นิง” เพลงไตเติลแทร็กเป็นเพลงที่เน้นความรุนแรงของท่อนริฟฟ์เฉียบคม จากสมองของดฟ มัสเทนทิ้งเอาไว้เป็นมรดก แต่ว่าเนื้อหาคอนเซ็ปต์เพลงไม่เหลือเค้าดั้งเดิมที่เดฟตั้งเอาไว้ กลายเป็นเนื้อหาของนักโทษประหารที่กำลังนั่งเก้าอีไฟฟ้าแทน อีกเพลงที่มีเนื้อหาคล้ายกันคือ “แทร็ปด์อันเดอร์ไอซ์” เพียงแต่ “ไรด์เดอะไลต์นิง” บรรยายถึง “ตัวเอง” กำลังจะโดนประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า “แทร็ปด์อันเดอร์ไอซ์”  บรรยายถึง “ตัวเอง” กำลังจะตายเพราะโดนฝังอยู่ในน้ำแข็ง

หรือถ้าไม่ใช่โดนคุมขังหรือโดนกักในที่ใด ก็เป็นเรื่องการเนรเทศตัวเองจากสังคมมาสู่ความโดดเดี่ยวใน “เอสเคป” ซึ่งเทคนิคการเล่นดนตรีจะมีรายละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะเคิร์ก แฮมเมตต์กับคลิฟฟ์ เบอร์ตัน ทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่รุนแรงแต่มีความละเอียด นอกจากนี้แจมส์เริ่มจับทิศทางการใช้เสียงของตัวเองได้ดีขึ้นจนเป็นสไตล์การร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาในยุคนั้น

แต่เพลงที่ทำให้ใครต่อใครแปลกใจในช่วงนั้นก็คือ “เฟดทูแบล็ก” เพราะโดยธรรมชาติดนตรีของพวกเขาไม่น่าจะออกมาทางบัลลาดได้ แถมตัวเจมส์ เฮตฟิลด์ ก็ “ร้องเพลง” เป็นครั้งแรก หลังจากเอาแต่ตะโกนมาโดยตลอด ตอนนั้นไม่มีวงแธรชเมทัลทำเพลงบัลลาดออกมา และถือเป็นก้าวที่กล้าหาญวัดดวงของ เมทัลลิกาด้วยเหมือนกันเพราะก่อนหน้าที่พวกเขาจะทำเพลงนี้ออกมา เขาได้ลองกระจายเพลงไปในรูปแบบเดโมเทปให้แฟนเพลงของพวกเขาฟัง ปรากฏว่าแฟนเพลงส่วนใหญ่แสดงทัศนคติด้านลบกับเพลงบัลลาดเพลงนี้  แต่ท้ายที่สุดเมทัลลิกาก็เชื่อมั่นในการสร้างสรรค์ของพวกเขา

“แน่นอน บอกตามตรงผมเครียดกับความคิดเห็นที่มีต่อเพลงนี้มาก…” ลาร์ส อัลริช รำลึกถึงเมื่อตอนนำเพลงนี้ไปให้บรรดาคนในเครือข่ายแลกเปลี่ยนเทปใต้ดินฟัง “…แต่แล้วก็คิดขึ้นมาว่า เฮ้ย นี่เราเล่นดนตรีเพื่อตัวเรานะเว้ย ถ้าเราต้องการเพลงบัลลาด เราก็จะทำเพลงบัลลาด ถ้าคนอื่นไม่ชอบก็ช่างหัวแม่ม…”

ท้ายที่สุด “เฟดทูแบล็ก” กลายเป็นเพลงที่แฟนเพลงเมทัลลิการู้จักดีมาจนถึงทุกวันนี้!!!

เพลงคลาสสิกอีกเพลงคือ “ครีปปิงเดธ” จับความเชื่อทางศาสนามาใช้ เนื้อหานำมาจากพันธะสัญญาเดิมในไบเบิล คือตั้งแต่ประโยคแรก “Slaves, Hebrews born to serve, to the pharaoh” ก็ได้พาคนฟังย้อนไปถึงเรื่องราวตอนที่โมเสสและอารอนขอให้ฟาโรห์แห่งอียิปต์ปลดปล่อยทาสอิสราเอลเป็นอิสระ ซึ่งฟาโรห์แห่งอียิปต์ไม่ยินยอม พระเจ้าเลยบันดาลให้เกิดภัยพิบัติ 10 ประการ แต่นับดูแล้วในเพลงบรรยายภัยพิบัติเพียง 5 ข้อจาก 10 ข้อ

ปิดท้ายอัลบั้มด้วยเพลงบรรเลง “เดอะคอลออฟคทูลู” บทเพลงยาวเหยียดเกือบ 9 นาที ผลิตผลของเดฟ มัสเทน อีกเพลง ความจริงอารมณ์ของเพลงนี้ออกไปทางการแจมกันของสมาชิกแต่ละคนมากกว่าจะเป็นเพลงบรรเลงเต็มตัวเหมือนอัลบั้มหลัง คทูลู – Ktulu เป็นชื่อที่สะกดผิดของ Cthulhu ตัวประหลาดลึกลับในนิยายของเอชพี เลิฟคราฟ

“ผมคิดว่า ไรด์เดอะไลต์นิง เป็นผลงานที่เยี่ยมมาก โดยส่วนตัวผมชอบ ‘ฟอร์ฮูมเดอะเบลโทลส์’ ซึ่งเป็นเพลงที่เขียนในสตูดิโอ กับเพลง “คริปปิงเดธ” เป็นพิเศษ…” เฟลมมิง ราสมุสเซนรำลึกถึงความสำเร็จของ ไรด์เดอะไลต์นิง “…หลังจากนั้นก็มีวงดนตรีแบบเมทัลลิกามาขอให้ผมทำงานให้อีกหลายวง เพราะอยากจะได้ซาวนด์แบบเมทัลลิกา แต่ผมปฏิเสธไปเกือบทั้งหมดเพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำงานเพียงรูปแบบเดียวซ้ำซากจำเจ อีกอย่างเมทัลลิกาคือต้นตำรับหนึ่งเดียวของจริง ทำไมผมจะต้องไปทำงานกับพวกเลียนแบบในเมื่อผมทำงานกับต้นแบบไปแล้ว”

อัลบั้ม ไรด์เดอะไลต์นิง ออกวางจำหน่ายในยุโรปโดยมิวสิกฟอร์เนชัน ส่วนในอเมริกาออกจำหน่ายโดยเมกาฟอร์ซซึ่งมีปัญหากระทบกระทั่งกับวงเป็นระยะ เนื่องจากเมทัลลิกาคิดว่าเมกาฟอร์ซไม่ค่อยช่วยขายอัลบั้มนี้เท่าที่ควร ทำให้เมทัลลิกาหันไปเซ็นสัญญาการจัดการวงกับบริษัทคิวไพร์มซึ่งตอนนั้นทำงานกับวงดัง หลายคณะ เช่นเดฟเลพเพิร์ด และในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่าง จอห์น ซี กับเมทัลลิกากำลังง่อนแง่นนี้ ไมเคิล อีลาโก แมวมองบริษัทอีเล็กตราซึ่งเป็นแฟนเพลงของวงก็เข้ามาสอดแทรกและดึงเมทัลลิกาให้เซ็นสัญญากับอิเล็กตราได้สำเร็จ

สิ่งที่ต้องชมเชยไมเคิล อีลาโกก็คือเขาเข้าใจในธรรมชาติของดนตรีแบบเมทัลลิกา ดังนั้นเขาจึงไม่เสนอความเห็นอย่างที่ เจอร์รี บรอน แห่งบรอนซ์เร็คคอรดส์เสนอให้เมทัลลิกาเข้าห้องบันทึกเสียงใหม่ สิ่งที่เขาทำคือจัดการดึงลิขสิทธิ์เพลงของเมทัลลิกามาก่อน แล้วจัดการเอามาขายกระจายเป็นวงกว้างขึ้น และสนับสนุนผลงานของเมทัลลิกาเต็มที่ รวมทั้งได้การจัดการวงที่ดีอย่างคิวไพร์มทำให้อัลบั้ม คิลเอ็มออล และ ไรด์เดอะไลต์นิง กลายเป็นอัลบั้มที่สร้างผลกระทบต่อวงการเมทัลในอเมริกาอย่างสูง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s