เลส พอล


กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นที่รู้จักกันดี ยิ่งถ้าเป็นวงดนตรีร็อกยิ่งมีน้อยคณะที่จะไม่อาศัยกีตาร์เป็นตัวสร้างเสริมบรรยากาศ (อย่างเพิ่งไปคิดถึงอีเมอร์สัน เลก แอนด์พาล์มเมอร์ก็แล้วกัน) ยิ่งถ้าได้มือกีตาร์ฝีมือฉกาจมาร่วมด้วย จะเป็นตัวกรุยทางให้วงดนตรีคณะนั้นประสบความสำเร็จได้โดยง่าย

กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีที่จัดว่าเก่าแก่พอสมควร แต่สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าประเภทลำตัวตันดูจะพัฒนาการมาได้ไม่เท่าไหร่ เริ่มปลายทศวรรษยี่สิบ เริ่มจากกีตาร์ฮาวาย (แลปสตีลกีตาร์) ซึ่งมีสไตล์การเล่นที่เป็นตัวนำ จึงเกิดแนวคิดที่จะหาทางเพิ่มความดังของเสียงให้มากขึ้น และลอยด์ ลอร์ (Lloyd Loar) คิดค้นการผลิตปิ๊กอัปที่ใช้รับสัญญาณจากสายกีตาร์ไปสู่แอมป์ได้เป็นผลสำเร็จในปีค.ศ. 1923 และผลิตเป็นวีวี่โทน แต่ว่ามันไม่ประสบความสำเร็จทางการตลาดเลยจึงยุติไปในที่สุด

ถัดจากนั้นอดอลฟ์ ริคเคนเบ็กเกอร์ก็เริ่มพัฒนากีตาร์ไฟฟ้า และตั้งบริษัทในปีค.ศ. 1931 โดยมีจอร์จ บูแชมป์ กับ พอล บาร์ท เป็นคนพัฒนาปิ๊กอัปให้ดียิ่งขึ้น และนำไปใช้กับกีตาร์รุ่นฟลายอิงแพน (กีตาร์ตัวแรกที่ผลิตเป็นสตีลกีตาร์) ซึ่งจุดอ่อนของเสียงกีตาร์ในรุ่นแรกก็คือเรื่องของเสียงฟี้ดแบ็กและโอเวอร์โทนเมื่อเร่งความดังมาก ๆ แต่มันก็ประสบความสำเร็จด้วยดี จนมีบริษัทอื่นก่อตั้งตามออกมา

บริษัทที่เด่นหน่อย เป็นที่รู้จักมาถึงปัจจุบันก็มีอยู่สองบริษัท คือเฟนเดอร์กับกิ๊บสันซึ่งหันไปทำกีตาร์เป็นลำตัวตัน (solid body) เพื่อลดปัญหาเสียงฟี้ดแบ็ก แต่เครดิตของคนที่ทำได้สำเร็จและแพร่หลายก่อนเป็นของพอล บิ๊กส์บี ที่ทำกีตาร์ให้มาร์ล ทราวิสเล่น ตามมาด้วยกีตาร์เทลสตาร์ (หรือเทเลคาสเตอร์) ของเฟนเดอร์  และมือกีตาร์ที่ถือว่าบุกเบิกการเล่นกีตาร์ไฟฟ้า โดยเอาคุณลักษณะของกีตาร์ไฟฟ้ามาใช้ (ไม่ใช่แค่ใช้เพื่อต่อเข้าแอมป์ให้เสียงดังเฉยๆ) ก็ต้องยกให้กับชาร์ลี คริสเตียน มือกีตาร์แนวแจ๊สที่เล่นกับเบนนี้ กู้ดแมน เขาใช้กิ๊บสัน อี-150 ซึ่งยังเป็นลักษณะที่เลียนแบบมาจากกีตาร์สแปนิช ที่ลำตัวโปร่ง

เลส พอล หรือ ชื่อเดิมเลสเตอร์ วิลเลียม พอลฟัส (Lester William Palfus) เป็นมือกีตาร์แจ๊สฝีมือดีทุกวันนี้อาจจะไม่ค่อยมีใครได้ยินเขาเล่นกีต้าร์บ่อยครั้งนัก (เขาเกิดปีค.ศ. 1905 ถ้านับอายุ ก็ 90 ปีแล้ว) แต่ในสมัยเมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้ว เขาเป็นมือกีต้าร์ที่มีงานต่อเนื่อง เคยร่วมงานกับศิลปินแนวหน้าอย่าง แน็ต “คิง” โคล บิง คอสบี รวมไปถึงการออกงานในนามเลส พอล ทรีโอ

เลส พอลไม่ค่อยพอใจกับเสียงกีต้าร์ที่มีขายในสมัยนั้นเท่าใดนัก ทำให้เขาต้องลงมือค้นคว้าหาทางพัฒนากีตาร์ขึ้นมาเอง                                              เขาเริ่มออกแบบกีตาร์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1948 และนำไปเสมอบริษัทกิ๊บสัน ซึ่งกว่าจะยอมรับและผลิตมันออกมาจริงก็ปีค.ศ. 1952  จุดเด่นอยู่ที่ปิ๊กอัปคู่ (หรือที่รู้จักกันต่อมาว่าดับเบิลคอยส์ หรือว่า ฮัมบัคกิง) ซึ่งเลส พอลคิดประดิษฐ์นำมาปรับแต่งใช้กับกีต้าร์ลำตัวตันรุ่นแรกของบริษัทและตั้งชื่อเป็นเกียร์ติ (หรือว่าเพื่อโฆษณา?) ว่ารุ่น “เลสพอล”

หลังจากนั้นเลสพอลก็กลายเป็นกีต้าร์ที่ยิ่งใหญ่คู่วงการดนตรี โดยเฉพาะดนตรีร็อกมาโดยตลอด แต่ในช่วงปีค.ศ. 1960 – 1968  มีการเปลี่ยนรูปร่างกีตาร์ ซึ่งต่อมารุ่นนั้นได้เปลี่ยนชื่อไปใช้เอสจีและเลส พอลก็กลับมามีรูปร่างเหมือนเดิม

อันที่จริงกีตาร์กิ๊บสันรุ่นเลสพอลไม่ได้มีรูปร่างแบบที่เลส พอล ออกแบบไว้ แต่มีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงลักษณะบางประการโดยคนที่เป็นหลักในการพัฒนาเลส พอลมีสองคน คือ เท็ด แม็กคาร์ทที่ย์ กับ เลส พอล โดยที่ เลส พอล นำต้นแบบที่เขาออกแบบเอง (มีชื่อเรียกว่า เดอะล็อก) ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างคอกีต้าร์จากอิพิโฟน กับลำตัวกีตาร์กิ๊บสันรุ่นอีเอส-295 ซึ่งเป็นลำตัวโปร่ง แต่พอมาเป็นรุ่นเลสพอลจะทำเป็นลำตัวตันแทน และใช้ปิ๊คอัปรุ่นพี-90 สองตัวประกบกัน บริษัทกิ๊บสันปรับเปลียนกีตาร์เลสพอลต่อเนื่องตลอดโดยคงลักษณะสำคัญบางอย่างเอาไว้ อย่างเช่นการใช้ปิ๊กอัปแบบดับเบิลคอยส์ ใช้ไม้มะฮอกกานี่เป็นตัวทำคอกีตาร์ มี 22 เฟร็ท ซึ่งในช่วงแรกยังไม่ได้พัฒนาป็คอัพแบบฮัมบัคกิ้งมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่ง เซ็ธ เลิฟเวอร์ได้พัฒนาปิ๊กอัปแบบฮัมบักกิงขึ้นมาในราวปีค.ศ. 1955 ตอนแรกมีชื่อว่าพีเอเอฟ (PAF ย่อมาจาก Patent Applied For) ซึ่งให้เสียงที่อ้วนหน้า และมีเสียงค้างยาวนาน

และด้วยคุณลักษณะนี้เองที่เป็นที่ต้องตาต้องใจของเหล่ามือกีต้าร์สายร๊อค ที่หันมาใช้กีต้าร์เลส พอลกันมากขึ้น

มือกีตาร์ที่ใช้เลสพอล

มือกีต้าร์ที่มีชื่อเสียงคนแรก ๆ ที่หันมาใช้เลสพอล ได้แก่ คีธ ริชาร์ด มือกีตาร์ของโรลลิงสโตนส์  หลังจากที่วงหินกลิ้งได้มาแสดงสดที่อเมริกาในช่วงปีค.ศ. 1964 เขาก็ได้จับกีต้าร์กิ๊บสันเลสพอลเป็นครั้งแรก และใช้มันในการบันทึกเสียงเพลง “ซาทิสแฟ็คชัน” ซิงเกิลสุดฮิตในปีถัดมา (เล่นผ่านเอฟเฟ็กท์ฟัซ)  และจะว่าคีธ เป็นคนที่บุกเบิกการเล่นกิ๊บสันเลสพอลก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านั้นนักดนตรีฝั่งอังกฤษมักจะใช้กีตาร์ริกเคนเบกเกอร์, เกรทซ์ หรือว่า ฮอฟเนอร์เป็นหลัก กีต้าร์เลสพอลที่คีธใช้เป็นรุ่นเลสพอลสแตนดาร์ดที่ใช้คันโยกของพอล บิ๊กส์บี้ หลังจากนั้นก็มีมือกีตาร์หลายรายที่หันมาใช้กีตาร์เลสพอล

เป็นที่น่าสังเกตว่าเลสพอล เป็นที่นิยมในหมู่ของมือกีต้าร์ที่เล่นแนวบลูส์ร็อกในช่วงแรก (ทั้งที่เลส พอลเป็นมือกีตาร์แจ๊ส) อาจจะเพราะด้วยคุณลักษณะของปิ๊กอัปแบบฮัมบักกิงที่ให้เสียงที่ค่อนข้างจะหนาแน่น

อีริก แคลปตันก็เป็นอีกคนที่หันมาใช้เลส พอล เริ่มในปีค.ศ. 1965 สมัยที่อยู่กับวงบลูส์เบรกเกอร์ ของจอห์ม มายอล โดยต่อเลสพอลสแตนดาร์ดเข้ากับแอมป์มาร์แชล 1962 2×12 คอมโบ ซึ่งทำให้เสียงที่ออกมาอ้วนหนาและมีพลังค้างยาว

อีริกเข้ามาแทนที่โรเจอร์ ดีนในวงจอห์น มายอลในปีค.ศ. 1965 และได้ร่วมบันทึกเสียงซิงเกิลเพลง “ไอม์ยัวร์วิตช์ด็อกเตอร์” และบันทึกอัลบั้ม บลูส์เบรกเกอร์วิธอีริก แคลปตันในปีถัดมา อัลบั้มนี้แสดงด้านบลูส์เข้มข้น (เข้มข้นกว่างานในปัจจุบันของเขามาก) อย่างเช่นเพลง “ออลยัวร์เลิฟ” เพลงเก่าของโอทิส รัช (ต้นฉบับออกมาในปีค.ศ. 1958) แต่ที่น่าทึ่งคือเพลง “ไฮด์อะเวย์” เพลงเก่าของเฟรดดี คิง ซึ่งมีความหลากหลายของเสียงและการขยี้เสียงไวเบรโต้อันเด็ดขาด และทุกเพลงในงานชุดนี้เป็นการเคี่ยวกรำบลูส์ร็อกได้สุดยอดบูลส์แห่งเกาะอังกฤษในช่วงนั้น การใช้เทคนิคดันสาย สั่นสาย เสียวค้างยาวและกระแทกคอร์ดรุนแรง การใช้แฮมเมอร์ออน – พูลออฟ อันน่าทึ่ง ทำให้งานชุดนี้เปล่งประกายเสียงกีตาร์เลสพอลจากปลายนิ้วของอีริกได้ชัดเจนมาก

และต่อมา อีริคก็ออกมาก่อนตั้งวงครีม (Cream) ซึ่งจัดเป็นซูเปอร์กรุ๊ปคณะแรก ที่รวมเอาสุดยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วคืออีริก แคลปตัน มือกีตาร์. แจ็ก บรูซ มือเบสและร้องนำ และ จิงเจอร์ เบเกอร์ มือกลอง ด้วยฝีมือการเล่นภาคริธึมในแบบแจ๊สบวกกับบลูส์ร็อกของอีริกทำให้เกิดรสชาติใหม่ขึ้นมา เสียงเบสมักจะเล่นเป็นเคาเตอร์เมโลดี้อยู่บ่อยๆ ส่วนกลองจะใช้โพลี่ริธึ่มของอัฟริกันเข้ามาผสาน หลายคนลงความเห็นว่านี่คือจุดเริ่มต้นของทิศทางที่จะมุ่งหน้าไปสู่ดนตรีเฮฟวี เมทัล แต่ในอัลบั้มถัดมา อีริกเริ่มหันไปใช้กีตาร์รุ่นอื่นเช่นเอสจีและรุ่นไฟร์เบิร์ดแทนที่เลสพอลในช่วงอัลบั้มที่สองเป็นต้นมา

สำหรับทางวงบลูส์เบรกเกอร์เมื่อแยกทางจากอีริก แคลปตันแล้วก็ได้ตัวปีเตอร์ กรีนมาเป็นมือกีตาร์คนใหม่ ปีเตอร์ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่หลงใหลเสียงของเลสพอล ในอัลบั้ม อะฮาร์ดโรด ของวงแสดงทักษะและความชำนาญในการควบคุมบังคับเสียงกีตาร์ของปีเตอร์ได้ดีว่าไม่แพ้อีริกแม้แต่น้อย

แต่หลังจากร่วมงานกันได้ไม่นาน เขาก็ออกมาตั้งวงฟลีตวู้ดแม็ก ร่วมกับมิก ฟลีตวู้ด มีเพลง “แบล็กเมจิกวูแมน” เป็นเพลงฮิต (แต่น่าเสียดาย คนรุ่นหลังกลับไปจำเวอร์ชั่นที่ซานตานาเล่นเสียมากกว่า) เสียงกีตาร์เลสพอลที่ผ่านเสียงเอฟเฟ็กต์รีเวอร์ปเป็นหลัก

นอกจากนี้ กระแสการใช้เลสพอลยังลามไปถึงจอร์จ แฮริสันมือกีตาร์ผู้เงียบขรึมของสี่เต่าทอง งานที่เขาใช้เด่นชัดมากที่สุดคืองานชุด เดอะบีตเทิลส์ (ซึ่งแฟนเพลงของสี่เต่าทองมองว่านี่คืองานเดี่ยวของสมาชิกแต่ละคนที่ออกมาในนามสี่เต่าทองมากกว่า) จอร์จเลือกใช้เลส พอลรุ่นสแตนดาร์ด และท่อนโซโล่ในเพลงอมตะ “ซัมธิง” ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่โซโลด้วยกีตาร์เลสพอล ที่ได้เสียงค้างยาวอ้วนหนาอันเป้นเอกลักษณ์ช่วยให้เขาโซโล่ค้างยาวรื่นและเป็นสิ่งที่ติดหูที่สุดในเพลงนี้

คนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ใช้เลสพอล ก็คือจิมมี เพจ มือกีตาร์ของ เลดเซพพลินลักษณะการเล่นอันสร้างสรรค์และบุกเบิกของเขามันผสมผสานระหว่างบลูส์ แจ๊ส คลาสสิเคิล โฟล์ค และอีกมากมาย เขาเคยร่วมงานกับจอนห์ มายอลและอิริก ในช่วงทำซิงเกิ้ลฮิต “ไอม์ยัวร์วิตช์ด็อกเตอร์” ในฐานะโปรดิวเซอร์ จากนั้นไปร่วมงานกับยาร์ดเบิร์ดก่อนที่จะมาก่อตั้งวงเลดเซพพลินเรือเหาะล่องนภากาศที่กลายเป็นตำนานมาถึงทุกวันนี้

อัลบั้มแรกของเลดเซพพลินไม่สู้จะแตกต่างไปจากวงบลูส์ร็อคทั่วไปนัก แต่จิมมี่สร้างสรรค์สารพัดเสียงจากกีตาร์เลสพอลผ่านเอฟเฟ็กต์ประเภทดิสทรอชัน วาห์ วาห์ และในการบันทึกเสียงก็ใช้พวกรีเวิร์ป เอ็กโค และดีเลย์เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดความหลากหลาย บางเสียงไปคล้ายกับเสียงไวโอลิน (ภาพสุดเท่ที่ประทับใจคนรุ่นหลังภาพหนึ่งก็น่าจะเป็นภาพเขาใช้คันชักไวโอลินมาสีกับกีตาร์)  แต่ในช่วงอัลบั้มที่สองเป็นต้นไปเขาเริ่มใช้กีตาร์อื่นมากขึ้น แต่ก็ยังใช้เลสพอลเป็นหลัก

เลส พอล ผ่านช่วงเวลามาด้วยมือกีต้าร์ฝีมือดีรุ่นแล้วรุ่นเล่า อย่างเช่นสตีฟ ฮิลเลจ จากวงกอง สตีฟ เพอร์รีแห่งวงแอโรสมิธ โจ วอลช์มือกีตาร์ของพญาอินทรีย์ ดิอีเกิลส์ก็ใช้เลสพอล และแม้แต่เข้าสู่ยุคพังก์ก็ยังมี สตีฟ โจนส์ แห่งเซ็กส์พิสทอลที่ใช้เลสพอล

แต่ในช่วงปลายทศวรรษแปดสิบ จะหาใครเล่นเลสพอลได้เท่กว่าสแลชคงจะยากอยู่สักหน่อย วงกันส์แอนด์โรเสส  เป็นอีกหนึ่งในวงฮาร์ดร็อกที่เล่นได้อย่างถึงกึ๋นเบียดพวกป็อปที่อาศัยภาพลักษณ์ฉาบฉวยของพวกแฮร์แบนด์ไปจนกระเจิง ส่วนหนึ่งของความสำเร็จต้องยกให้กับสแลชและกีตาร์เลสพอลในมือของเขา

เรื่องอื่น

นอกเหนือจากเป็นเจ้าของชื่อรุ่นเลสพอลแล้ว เลส พอลยังเป็นผู้บุกเบิกการบันทึกเสียงแบบมัลติแทร็กอีกด้วย เพลง “เลิฟเวอร์ (เวนยัวร์เนียร์มี)” เมื่อปีคงศ. 1947 เขาเล่นกีตาร์คนเดียว 8 แทร็ค ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีเทคนิคเช่นนี้ ถ้าจะบันทึกเสียงจะบันทึกเสียงพร้อมกันทั้งวง

และในช่วงต้นทศวรรษห้าสิบ เขาก็เป็นคนที่บุกเบิกเทคนิคการบันทึกเสียงแบบมัลติแทร็กเอาไว้อีกหลายอย่าง เช่นการเล่นกับสปีดเร็วขึ้นหรือว่าช้าลง นอกจากนี้ยังเป็นคนริเริ่มใช้เสียงเอฟเฟ็กต์อย่างเช่นเอ็กโค รีเวิร์ป ดีเลย์ เฟรสซิง อีกด้วย

อนาคตของเลสพอล? Les Paul Digital

ปัจจุบันเป็นโลกของดิจิทัลไปแล้ว และกิ๊บสันเองก็ไหลไปกับกระแสดิจิตอลด้วยการออกกีตาร์กิ๊บสัน ดิจิตอลโดยอาศัยเลสพอลเป็นแบบ และยังรับรองว่าจะได้เสียงแบบเก่า โดยพัฒนาระบบ “คลาสิกโหมด” รวมกับปิ๊กอัปที่ออกแบบมาเป็นพิเศษซึ่งทางกิ๊บสันให้ข่าวว่าได้เสียงแบบฮัมบักกิ้งแบบเก่าแน่นอน  ส่วนสายแจ็คแบบ BoB (Blackout Box) จะต่อเข้ากับตัวรับ ซึ่งบอกว่าจะรับสัญญาณเสียงสายกีต้าร์แต่ละสายแยกกันต่างหาก และให้เสียงสัญญาณที่สะอาดบริสุทธ์ ช่วยให้แต่งเสียงทั้งในสตูดิโอและการแสดงสดได้ง่ายขึ้น

แนะนำหนังสือ

หากต้องการทราบเรื่องเกี่ยวกับกิ๊บสัน เลสพอล มีหนังสืออยู่สองเล่มที่อยากแนะนำให้อ่าน

50 Years of the Gibson Les Paul: Half a Century of the Greatest Electric Guitars — โดย Tony Bacon

The Les Paul Legacy : The Man, the Sound and the Gibson Guitar โดย Robb Lawrence, Les Paul

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.