Metallica: Chapter 5 – Master of Puppets


“ตอนที่เราเริ่มตั้งวงกันใหม่ ๆ ยังไม่มีบริษัทอิสระเล็ก ๆ มากนักหรอก ตอนต้น 80 ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของพวกบริษัทใหญ่ที่จะคอยชี้นำว่าจะจัดการพวกวงดนตรีอย่างไร…” ลาร์ส อัลริช ย้อนกลับไปช่วงที่เริ่มทำ มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ “… เราได้แต่บอกว่าช่างแม่ม แล้วก็ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำและรู้สึกเยี่ยมไปเลยที่ได้ทำอย่างนั้น ในตอนที่เราตั้งวงใหม่ ๆ เราเป็นคนกำหนดเองว่าเราจะเล่นดนตรีอย่างไร แต่งตัวแบบไหน เราจะนำเสนอตัวเองอย่างไร หรือไม่นำเสนอแบบไหน ตอนที่เราออกงานชุดแรก คนยังฟังวงสติกซ์หรือว่าอาร์อีโอสปีดแวกอนอะไรทำนองนั้น เป็นเพราะบริษัทใหญ่เหล่านั้นมองไม่เห็นว่าดนตรีหนักหน่วงอย่างเราจะขายได้”

แต่เมทัลลิกาไม่ได้โดนมองข้ามนาน บริษัทคิวไพร์มที่ดูแลจัดการธุรกิจให้พวกเขาช่วยเหลือเป็นสื่อกลางจนได้เซ็นสัญญากับบริษัทอิเล็กตรา และทำงานอย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น หลังจากทัวร์ ไรด์เดอะไลต์นิง เสร็จ พวกเขาก็มีเพลงตุนในมือมากพอจะทำอัลบั้มใหม่ และพวกเขาก็เข้าสตูดิโอเพื่อผลิตผลงานใหม่ต่อเนื่องไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์

เมทัลลิกาเลือกใช้บริการเฟลมมิง ราสมุสเซนอีกครั้ง นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องไปทำงานที่ สวีตไซเลนซ์สตูดิโอในโคเปนฮาเกน เพราะเฟลมมิงไม่อยากไปทำงานที่อื่น แต่สถานะของพวกเขาครั้งนี้ต่างจากสมัยทำอัลบั้ม ไรด์เดอะไลต์นิง เยอะ เพราะได้รับการสนับสนุนเม็ดเงินจากอิเล็กตรามากพอที่จะใช้เวลาในห้องบันทึกเสียงได้เต็มที่ ไม่ต้องรีบร้อนให้เสร็จโดยเร็วเหมือนกับอัลบั้มก่อน นอกจากนี้ยังไปพักอยู่ที่โรงแรมไม่ต้องอาศัยสตูดิโอเป็นที่หลับนอนเหมือนคราวที่แล้ว

แต่สมาชิกวงไม่ค่อยชอบบรรยากาศของเมืองโคเปนฮาเก้นสักเท่าไหร่ ยิ่งในช่วงฤดูหนาวที่มีบรรยากาศหม่นหมองไร้แสงแดดทำให้สมาชิกแต่ละคนอยากกลับไปซานฟรานซิสโกหรือลอสแอนเจลิสมากกว่า คนที่มีปัญหามากที่สุดคือคลิฟฟ์ เบอร์ตันที่เจอความหนาวเย็นของโคเปนฮาเกนเข้าไปจนเสียสมาธิในการทำงานหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้นเมื่อบันทึกเสียงเสร็จสิ้นลงพวกเขาก็หอบหิ้วผลงานกลับมายังลอสแอนเจลิสและให้ไมเคิล วากเนอร์เป็นคนเป็นคนมิกซ์ดาวน์ขั้นสุดท้าย

“เราอยากให้อัลบั้มล้ำหน้าเกินกว่าใคร…” ลาร์ส อัลริชกล่าวถึงความมุ่งมั่นขณะทำอัลบั้ม …มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์อาจมีลักษณะดั้งเดิมที่เคยมีในไรด์เดอะไลต์นิงก็จริงอยู่ แต่ว่ามันมีความลงตัวและสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม”

1986-master-of-puppets-large

แต่ที่สำคัญคือลาร์ส อัลริชบอกว่าอัลบั้มนี้ไม่มีเงาของเดฟ มัสเทน อดีตมือกีตาร์ของวงครอบคลุมอยู่อย่างในสองอัลบั้มแรก นอกจากนี้บทบาทของเคิร์ก แฮมเมตต์ไม่ได้เป็นแค่มือกีตาร์เท่านั้น เขายังมีส่วนร่วมคิดพาร์ตกีตาร์และร่วมวางโครงสร้างเพลงมากยิ่งขึ้น “ถ้าคุณดูที่ปกอัลบั้มจะเห็นชื่อเพลง และมีเวลาต่อท้าย…ตอนนั้นผมโคตรภูมิใจกับมันเลย รู้มั้ย ตอนที่ผมทำเพลง ‘มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์’ เวอร์ชั่นแรกยาวแค่เจ็ดนาทีครึ่ง ผมเอาเพลงกลับไปฟังที่บ้านแล้วก็คิดว่า เฮ้ย มันต้องหาท่อนริฟฟ์เสริมเข้าไปอีก ให้เพลงยาวกว่านี้ แต่ตอนนี้เรื่องความยาวของเพลงไม่กวนใจผมแล้วล่ะ” ลาร์ส อัลริชรำลึกถึงความหลังสมัยทำอัลบั้มมาสเตอร์ออฟพัพเพตส์

มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ยังคงเปิดอัลบั้มด้วยเสียงอินโทรอคูสติก ตามกระหน่ำด้วยความหนักหน่วงแบบเดียวกับอัลบั้มที่แล้ว เจมส์ เฮตฟิลด์ ยังคงเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามต่อเนื่องตั้งแต่เพลง “แบตตารี” ที่ใช้เป็นเพลงเปิดอัลบั้มนี้ เนื้อหากล่าวถึงคนที่วิกลจริตไปเพราะสงคราม และไม่ใช่แค่เพลงนี้เพลงเดียวที่กล่าวถึงสงคราม ยังมีเพลงดุเดือดเลือดพล่านเกี่ยวกับสงครามอีกเพลงคือ “ดิสพอสเซเบิลฮีโร” เขียนขึ้นในมุมมองทหารที่ผ่านสมรภูมิสู้รบครั้งแล้วครั้งเล่า จากจุดเริ่มต้นเป็นทหารหนุ่มผู้ตั้งใจจะเป็นทหารเต็มที่ แต่ผ่านไปเขาก็หมดความรู้สึกเฉื่อยชาและรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าในสงครามที่ไร้ความหมาย กลายเป็นเหมือนแค่หุ่นที่ไร้ชีวิตตัวหนึ่งเท่านั้น

ส่วนในเพลงเอกของอัลบั้มคือ “มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์” เพลงนี้ได้แสดงถึงอิทธิพลของคลิฟฟ์ เบอร์ตันในภาคริธึ่มค่อนข้างชัด เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทางวงไม่เคยมีปัญหาเรื่องยาเสพติด แต่มีปัญหาเรื่องดื่มเหล้าแทน บางช่วงพวกเขาจะเรียกตัวเองว่า แอลกอฮอลิกา(Alcohollica) เป็นการล้อเลียนตัวเอง เจมส์ก็ต้องเข้ารับการบำบัดอาการติดเหล้าเรื้อรังเป็นระยะ

ส่วนเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือก็มี “เดอะธิงแดตชูลด์นอตบี” ได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือ ดากอน ของ เอชพี เลิฟคราฟต์ นักเขียนที่คลิฟฟ์ชอบเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงทำดนตรีโดยอาศัยอิทธิพลของหนังสือที่เขาชอบอ่านออกมาในแนวที่มืดหม่นมัวซัว โดยเฉพาะเพลง “โอไรออน” เป็นเหมือนกับบทเพลงที่แสดงศักยภาพของคลิฟฟ์ เบอร์ตันโดยเฉพาะ เพลงนี้สมาชิกที่เหลือยกเครดิตให้คลิฟฟ์ในฐานะผู้วางโครงสร้างหลักของเพลง วางไลน์เบสโดดเด่น

นอกจากนี้ ก็ยังมี “เวลคัมโฮม (ซานีทาเรียม)” ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากหนังสือ วันฟลูโอเวอร์เดอะคุกคูส์เนส ของ เคน เคซีย์ (ต่อมากลายเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกันแสดงโดยแจ็ก นิโคลสัน) ออกมาเป็นเพลงบัลลาดที่เปลี่ยนอารมณ์ในตอนท้ายเพลงเช่นเดียวกับ “เฟดทูแบล็ก” โดยลาร์ส อัลริช ใช้แพตเทิร์นกลองเป็นตัวตอกย้ำความเป็นดรามาของบทเพลง

ที่ผ่านมาเมทัลลิกาไม่ค่อยหยิบเรื่องของศาสนามาเล่น แต่ว่าในงานชุดนี้พวกเขาลองเชิงกันด้วยเพลง “ลีเปอร์เมสไซอาห์” ที่กล่าวถึงความปลิ้นปล้อนหลอกลวงของบรรดานักเทศน์ ซึ่งในช่วงกลางทศวรรษ 80 นั้นมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการรุกคืบขององค์กรพีเอ็มอาร์ซี (PMRC – Parent Music Resource Center) ซึ่งมุ่งมันที่จะควบคุมเนื้อหาและการแสดงออกทางดนตรีที่พวกเขาคิดเอาเองว่ามันเป็นอันตรายต่อเยาวชน และดนตรีเฮฟวีเมทัลก็โดนหมายหัวว่าเลวทรามไปเสียหมด ก็มีบรรดานักเทศน์หลายคนโหนกระแส หยิบยกไบเบิลและพระเจ้าเป็นข้ออ้างในการกระโจนเข้าร่วมวงรักษาคุณค่าของครอบครัวกันหลายคน แต่ดูเหมือนว่าหลายคนจะมีเจตนาทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองเสียมากกว่า ช่วงนั้นจึงมีเพลงเมทัลหลายเพลงที่เสียดสีเรื่องนี้ อย่าง “เซนด์มียัวร์มันนี” ของซูไซดัลเทนเดนซีส์หรือ “มิราเคิลแมน” ของออสซี ออสบอร์น เป็นต้น ทางเมทัลลิกาก็มี “ลีเปอร์เมสไซอาห์” ที่ออกมากล่าวถึงนักเทศน์ประเภทนี้

ภายหลัง เดฟ มัสเทน อ้างว่าตัวเขามีส่วนในการเขียนเพลง “ลีเปอร์เมสไซอาห์” แต่ว่าไม่ได้เครดิต เรื่องนี้เคิร์ก แฮมเมตต์ปฏิเสธ “…อาจจะมีทางเดินคอร์ดประมาณ 10 วินาทีในเพลงที่เขาเคยทำไว้ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วลาร์ส อัลริชเป็นคนคิดส่วนหลักเพลงขึ้นมา”

อัลบั้มปิดท้ายด้วย “ดาเมจอิงค์” ซึ่งเคิร์ก แฮมเมตต์เล่าที่มาของเพลงว่า “คลิฟฟ์เป็นคนคิดช่วงอินโทร ตอนที่เรากำลังทัวร์ไรด์เดอะไลต์นิงกันอยู่ มันเป็นไลน์เบสพร้อมกับมีฮาร์โมนีประสานน่าสนใจมาก เขาบอกว่ามันมาจากพรีลูดเพลง “คัมสวีตเดธ” ของ เจ. เอส. บาค” เพลงนี้เสมือนกับพายุที่กระหน่ำรุนแรง และอาจจะเป็นเพลงแรงหนักหน่วงชิ้นสุดท้ายของเมทัลลิกา

“มันเป็นช่วงเวลาที่ลงตัวมากสำหรับพวกเรา…” เคิร์ก แฮมเมตต์บอก  “…เหมือนว่าอัลบั้มนี้มันสร้างตัวของมันขึ้นมาเองจากจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มเขียนเพลงไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ไอเดียเด็ดๆ เจ๋งๆ หลั่งไหลมาจากไหนไม่รู้และดูเป็นระเบียบแบบแผนมากกว่าที่เคยเป็นมา เราเล่นได้อย่างที่ควรจะเล่น …”

เดือนมีนาคม ค.ศ. 1986 อัลบั้ม มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ วางตลาดในขณะที่ดนตรีเมนสตรีมยังคงเป็นร็อกหรือไม่ก็แกลมเมทัล  แต่หลังจากที่ มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ออกมาระยะหนึ่ง ดนตรีแธรชเริ่มมีที่ทางในตลาดเมนสตรีม เครือข่ายเอ็มทีวีอันทรงประสิทธิภาพในการโฆษณาดนตรีเริ่มเล่นวิดีโอของพวกแธรชเมทัลบ้าง “แธรชเหรอ…เราคิดว่าเป็นวงอเมริกันที่รับอิทธิพลมาจากอังกฤษและยุโรปเท่านั้นแหละ” ลาร์ส อัลริช มือกลองของวงเมทัลลิกากล่าว “ก่อนหน้านั้นไม่เห็นมีใครใส่ใจว่าเราจะเป็นอะไร จนกระทั่ง มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ออกมา”

ถ้าพิจารณาจากโครงสร้างเพลงและเทคนิคต่าง ๆ ที่พวกเขาใช้ไม่แตกต่างจากอัลบั้ม ไรด์เดอะไลต์นิง แต่เคิร์ก แฮมเมตต์มองว่านี่คืองานชุดแรก (และชุดสุดท้าย) ที่เจมส์ เฮตฟิลด์ ลาร์ส์ อัลริช คลิฟฟ์ เบอร์ตัน และตัวเขาเองได้แชร์ไอเดียร่วมกันเต็มที่หรืออย่างน้อยก็ 99 เปอร์เซ็นต์ในการทำอัลบั้มนี้

มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ถือเป็นงานปิดท้ายในยุคที่เมทัลลิกายังทำดนตรีกันแบบทะเยอทะยานและไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังมากนัก ทางวงได้รับการขอร้องให้ทำวิดีโอโฆษณาอัลบั้ม เพราะวิทยุไม่ค่อยเปิดเพลงของพวกเขาเนื่องจากเพลงที่ยาวเกินกว่าห้านาที แต่ตอนนั้นทางวงปฏิเสธที่จะทำในแบบที่วงดนตรีร็อกเมนสตรีมทั่วไปทำคือปล่อยเพลงเป็นซิงเกิล ทำอัลบั้มรวมฮิต และทำวิดีโอส่งเสริมการขาย “ตอนนั้นเราไม่เห็นความสำคัญว่าทำไมต้องเสียเงินทำวิดีโอโปรโมทเพลงของเรา สิ่งที่เราอยากจะทำคือตระเวนแสดงสดไปทั่วทุกที่มากกว่า” ลาร์ส อัลริช กล่าวถึงเหตุผลที่ไม่คิดทำมิวสิกวิดีโอ นอกจากนี้พวกเขายังปฏิเสธไม่ยอมไปเล่นต่อหน้าผู้คนประมาณห้าหมื่นคนในงานมอนสเตอร์ออฟร็อกในอังกฤษ

เมทัลลิกาได้เป็นวงเปิดให้กับออสซี ออสบอร์นซึ่งเริ่มในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1986 และการทัวร์ครั้งนั้นทำยอดจำหน่ายบัตรได้สูงเป็นอันดับสองของปีนั้น (รองจากทัวร์ของแอโรสมิธ) การออกทัวร์ครั้งนี้ทำให้สมาชิกวงตื่นเต้นที่ได้ร่วมทัวร์กับออสซี เพราะว่าเป็นแฟนเพลงติดตามมาตั้งแตแบล็กซับบาธแล้ว “ช่วงนั้นมันเหมือนกับช่วงที่เรารู้สึกว่ากำลังรุ่งจริง ๆ” ลาร์ส อัลริชยอมรับถึงความรู้สึกสมัยที่ได้ทัวร์ร่วมกับออสซี “…ตอนนั้นออสซี่เป็นร็อกสตาร์ค้างฟ้าที่ไม่มีใครเทียบได้ มีคนมาดูคอนเสิร์ตของเขามากมาย ซึ่งเราไม่เคยเจอแบบนั้น…”

“ตอนที่อัลบั้ม มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ออกมาใหม่ ๆ ผมคิดว่าคนฟังยังไม่เข้าถึงพวกเรานัก…” เคิร์ก แฮมเมตต์เล่าต่อ… “แต่หลังจากที่เราได้เล่นร่วมกับออสซี ออสบอร์น เราก็ดึงเอาคนที่ไม่เคยฟังเรามาก่อนมาเป็นแฟนเพลงได้ ซึ่งมันทำให้เราดีใจมาก กว่าเราจะรู้ตัวอีกที อัลบั้มก็ทำยอดจำหน่ายได้สูงกว่าที่ใครจะคาดคิด” ส่วนออสซีก็เล่าให้ฟังภายหลังว่าตอนนั้นถ้าใครเข้าไปหลังเวที จะได้ยินเมทัลลิกาเล่นเพลงของแบล็กซับบาธสมัยที่เขายังเป็นนักร้องอยู่เป็นประจำ

หลังจากทัวร์อเมริการ่วมกับออสซีจบลง พวกเขาก็ออกทัวร์ของตัวเองในชื่อดาเมจอิงค์ทัวร์ในยุโรปโดยเริ่มที่อังกฤษ การแสดงแต่ละรอบของพวกเขายาวนานกว่าสองชั่วโมง โดยมีแอนแทรกซ์เป็นวงเปิด แต่ระหว่างการทัวร์ เจมส์ เฮตฟิลด์เกิดอุบัติเหตุระหว่างเล่นสเก็ตบอร์ดทำให้ต้องหยุดเล่นกีตาร์ไปถึง 3 เดือน ทางวงเลยให้ จอห์น มาแชลล์ช่างเทคนิคกีตาร์ของเคิร์ก แฮมเมตต์เล่นกีตาร์แทน โดยเจมส์ร้องเพียงอย่างเดียว

เจมส์ เฮตฟิลด์กลับมาเล่นกีตาร์เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนที่สต็อกโฮล์ม สวีเดน ในคืนวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1986 จากนั้นทางวงต้องเดินทางไปยังโคเปนฮาเกนต่อโดยทางรถบัส และเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เมทัล

เคิร์ก แฮมเม็ท เล่าว่าในตอนเช้า เวลาประมาณ 6:30 เขาก็ต้องสะดุ้งตื่นเนื่องจากเสียงดังระหว่างการเดินทาง แต่ยังไม่ทันจะคิดอะไรรถก็พุ่งออกนอกทางและคว่ำเสียศูนย์ รู้ตัวอีกทีก็เห็นร็อบบี ชไนเดอร์ ผู้จัดการทัวร์บาดเจ็บที่ซี่โครงหัก ลาร์ส อัลริชขาหัก เจมส์ เฮตฟิลด์กับเขาบาดเจ็บเล็กน้อย แต่เมื่อเดินหาคลิฟฟ์ เบอร์ตันเขาก็พบว่าคลิฟฟ์ติดอยู่ในซากรถ

มันอาจจะเป็นโชคชะตา สำหรับมรณกรรมของคลิฟฟ์ เพราะปกติจุดที่เขานอนในวันที่เกิดอุบัติเหตุโดนยึดครองโดยเคิร์ก แฮมเมตต์ แต่ในคืนก่อนนั้นทางวงเสี่ยงจับไพ่เพื่อจะเลือกที่นอนสบาย ๆ ที่หาได้ยากในรถทัวร์ คลิฟฟ์ เบอร์ตันจับได้ไพ่เอโพดำ เลยเลือกที่จะนอนตำแหน่งที่เคิร์กนอนประจำ และมันกลายเป็นจุดมรณะ…

คนขับรถให้การว่าระหว่างเดินทางแถวเขตเมืองลจุงบี ใกล้เมืองโดราร์ป บริเวณตอนใต้ของสวีเดน รถเสียหลักเนื่องจากพื้นถนนมีเกล็ดน้ำแข็ง แต่เจมส์ เฮตฟิลด์เชื่อว่าคนขับเมา เพราะเขาเดินแถวนั้นขณะที่รอความช่วยเหลือก็ไม่พบเกล็ดน้ำแข็งตามที่คนขับรถกล่าวอ้าง

อัฐิของคลิฟฟ์โปรยปรายสู่บริเวณแม็กซ์เวลแรนช์ โดยในงานศพบรรเลงเพลง “โอไรออน” ที่ไม่เคยบรรเลงเพลงนี้บนเวทีการแสดงที่ใดมาก่อน และทางวงก็ไม่เคยเล่นเพลงนี้จนกระทั่งวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 2006 ที่เล่นเพลงจากอัลบั้ม มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ยกอัลบั้มเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 20 ปีของอัลบั้มนี้

มีมือเบสหลายคนที่เกือบจะมาเป็นมือเบสของแทนที่คลิฟฟ์ อย่างเช่น เลส เคลพูลจากวงพรีมัส เพื่อนเก่าของเคิร์ก แฮมเมตต์ และ ทรอย เกร็กกอรีจากวงพรอง ซึ่งเจมส์และลาร์สอยากให้มาร่วมงานมาก แต่ทรอยปฏิเสธที่จะออกจากวงพรอง จนท้ายที่สุด ไบรอัน สลาเกลเพื่อนเก่าแก่ของลาร์สก็เสนอชื่อเจสัน นิวสเตด มือเบสวงโฟลตแซมแอนด์เจ็ตแซม มาลองทดสอบฝีมือดู และกลายเป็นมือเบสคนใหม่ของเมทัลลิกา

“การสูญเสียคลิฟฟ์ เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของเรา…” เคิร์ก แฮมเมตต์เอ่ยปาก “…ไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียเพื่อน แต่มันคือการสูญเสียในเรื่องทิศทางดนตรี เขามีอิทธิพลต่อการทำดนตรีของพวกเรามาก ไม่ใช่เป็นแค่มือเบส หากแต่เป็นนักดนตรี เขาเป็นคนสอนผมในเรื่องการวางเคาเตอร์พอยต์…ซึ่งเขาเป็นปรมาจารย์ในเรื่องนี้เลยล่ะ เพราะเขาศึกษาเรื่องดนตรีคลาสสิกมานานแล้ว นอกจากนี้เขายังเป็นคนคิดท่วงทำนองที่ติดหูอีกด้วย”

คลิฟฟ์ เบอร์ตัน ถือเป็นคนวางรากฐานทางดนตรีให้เมทัลลิกา ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปในสมัยทางลาร์สยังฟังแต่นิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัล เจมส์ฟังอเมริกันฮาร์ดร็อกทั่วไปก่อนหันมาฟังเพลงตามลาร์ส แต่คลิฟฟ์ เปิดกว้างหลากหลายกว่า “ก่อนที่เขาเสียชีวิต เขาฟังพวกครีเดนซ์เคลียร์วอเตอร์รีไววัล ดิอีเกิลส์ เดอะเวลเวตอันเดอร์กราวนด์ เคต บุช เขาฟังเพลงของบาคเยอะมาก และกำลังยุให้พวกเราหันมาฟังอาร์อีเอ็ม  ขณะเดียวกันเขาก็ฟังเมอซีฟูลเฟธ มอเตอร์เฮด เลดเซพพลิน จิมี เฮนดริกซ์ พิงก์ฟรอยด์ รวมถึงวงอย่าง แอนแทรกซ์ เขามีแนวเพลงที่หลากหลายอยู่ในหัวและทำได้ทุกอย่าง” เคิร์กกล่าว

“บางที นี่คือเหตุผลว่าทำไม มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ถึงเป็นอัลบั้มที่ผมชอบที่สุด มันเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ของพวกเราที่เราดึงเอาโน้ตที่ถูกต้องออกมาใช้ถูกจังหวะ ตอนเราทำไม่ได้คิดถึงว่าจะทำอัลบั้มที่สูงค่าเลอเลิศอะไร เราแค่ต้องการทำอัลบั้มที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในขณะนั้น” เคิร์กกล่าวปิดท้ายในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารกีตาร์เวิลด์ปีค.ศ. 2006 สองทศวรรษหลังจาก มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ สร้างให้พวกเขากลายเป็นวงระดับหัวแถว

เมื่อคลิฟฟ์ เบอร์ตันเสียชีวิต ทางวงเคยคุยกันเรื่องจะแยกวง เนื่องจากหาคนที่มาแทนเขาไม่ได้  และถึงได้เจสัน นิวสเตด มาแทน ทุกคนที่ได้ฟังอัลบั้มใหม่ก็รู้ดีว่าวงเมทัลลิกาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกคน รวมถึงเคิร์กเชื่อว่าคลิฟฟ์ไม่มีทางยอมร่วมงานกับบ็อบ ร็อกที่เคยทำงานให้บองโจวีแน่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี หรือไม่ดีเพราะแบล็กอัลบั้มที่พวกเขาร่วมทำกับบ็อบ ร็อกคืองานที่ทำให้เมทัลลิกายกฐานะเป็นซูเปอร์สตาร์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s