Metallica: Chapter 6 – and Metallica for All


เจสัน นิวสเตดเริ่มต้นเล่นดนตรีในวงแกงค์สเตอร์ (Gangster) จากนั้นก็มาเข้าร่วมโฟลตแซมแอนด์เจตแซม ในปีค.ศ. 1982 (สมัยนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อวงว่าโฟลตแซมแอนด์เจตแซม) มีผลงานร่วมกับโฟลตแซมแอนด์เจตแซม เพียงชุดเดียวคือ ดูมส์เดย์ฟอร์ดีซีฟเวอร์ (Doomsday for the Deceiver) ในปีค.ศ. 1986 แล้วเจสันก็ออกมาอยู่กับเมทัลลิกาโดยออกทัวร์มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์เป็นงานแรกและเขาก็ต้องเผชิญกับความกดดันจากแฟนเพลงที่ยังยึดติดกับคลิฟฟ์ เบอร์ตันและมองว่าเขายังไม่อาจมาแทนที่คลิฟฟ์ได้

เจสัน นิวสเตดได้แสดงฝีมือเป็นครั้งแรกในอีพีชื่อ เดอะ5.98ดอลลาร์อีพี การาจเดยส์รี-รีวิสิตเตด ( The $5.98 E.P.:Garage Days Re-Revisited) ซึ่งเป็นการนำเอาเพลงเก่าของวงฮาร์ดคอร์และเมทัลยุคนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลมาทำใหม่ ในปกอัลบั้มนี้จะราคากำกับรวมอยู่ในชื่ออัลบั้มด้วย เพื่อป้องกันร้านค้าปลีกขายขายในราคาเดียวกับอัลบั้ม (พอเปลี่ยนมาเป็นซีดีก็จะเปลี่ยนเป็น The $9.98 CD) แถมยังเติม Re เข้าไปหน้า Revisited เพราะพวกเขาเคยเอาเพลงของคนอื่นทำใหม่อยู่เรื่อย ใส่ในซิงเกิลหน้าบีบ้าง หรือหลุดเป็นบู้ตเลกออกมาแล้วบ้าง

อีพีชุดนี้มี 5 เพลงคือ “เฮลป์เลส” (ไดมอนด์เฮด) “เดอะสมอลอาวรส์” (โฮโลคอสต์) “เดอะเวต” (คิลลิงโจ๊ก) “แครชคอสอินเบรนเซอเจรี ” (บัดจี) และ “ลาสต์เครส/กรีนเฮล” (เดอะมิสฟิตส์T) ซึ่งแต่ละเพลงถือว่าเอาตัวรอดไปได้สบาย เป็นงานขัดตาทัพก่อนที่จะทำอัลบั้มเต็มออกมา

สาเหตุหนึ่งที่เมทัลลิกาทิ้งช่วงระหว่างอัลบั้มนานกว่าที่เคยเพราะเจมส์ เฮตฟิลด์ประสบอุบัติเหตุระหว่างการเล่นสเก็ตบอร์ดจนทำให้แขนหักเป็นครั้งที่สอง จึงต้องรอให้เจมส์หายสนิทดีเสียก่อน และหลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมารวมตัวกันทำเพลงให้เรียบร้อยในเวลา 1 เดือนมันจึงยังมีอะไรไม่เข้าที่อยู่บ้าง ไอเดียส่วนใหญ่จะมาจากเจมส์กับลาร์ส

อัลบั้มใหม่ของเมทัลลิกามีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน ตอนแรกทางวงจะให้ ไมค์ คลิงค์เป็นโปรดิวเซอร์แต่ว่าไม่สำเร็จ และหลังจากที่พวกเขาพยายามทำงานกันเป็นเดือน ก็ตัดสินใจตามเฟลมมิง ราสมุสเซ่นกลับมาทำงานเหมือนอัลบั้มก่อนหน้า เขาเดินทางไปสตูดิโอวันออนวันในลอสแอนเจลิสประมาณเดือนเมษายน ค.ศ. 1988 และเริ่มทำงานในอัลบั้มใหม่ที่ตอนนั้นมีชื่ออัลบั้มเรียบร้อยแล้วว่า แอนด์จัสติสฟอร์ออล – …And Justice for All

metallica-and_justice_for_all_front

“ทางวงต้องการให้ไมค์ คลิงค์มาเป็นคนโปรดิวซ์งานชุดนี้ เพราะว่าพวกเขาชอบที่เขาทำในอัลบั้มแอปปิไทต์ฟอร์เดสทรักชัน ของ กันส์แอนด์โรเซส…” เฟลมมิง ราสมุสเซนให้สัมภาษณ์ “…แต่ว่ามันไม่ลงตัวอย่างที่พวกเขาคิด ก็โอเคนะ ผมเข้าใจความรู้สึกของเขา ลาร์สโทรมาหาผมว่าอยากให้ผมไปหาพวกเขาด่วนเป็นเพิเศษ เพราะกำลังมีปัญหาในการทำงานในสตูดิโอ” เฟลมมิงจึงจำเป็นต้องเดินทางจากโคเปนฮาเก้นไปแอลเอในวันถัดมา

“เขา(คลิฟฟ์ เบอร์ตัน)เป็นมือเบสที่ยอดเยี่ยมที่สุด และเต็มไปด้วยพลัง แต่เจสัน นิวสเตดก็มีดีในแบบของเขาเอง ซึ่งผมทำงานร่วมด้วยได้สบาย…” เฟลมมิงให้สัมภาษณ์ในภายหลังต่อถึงความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นหลังการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคลิฟฟ์ เบอร์ตัน “…ลาร์สกับเจมส์กลายเป็นคนกำหนดทิศทางของวงเกือบทั้งหมด ทั้งคู่เป็นคนตัดสินใจว่าวงจะเดินไปในทิศทางไหน”

…แอนด์จัสติซฟอร์ออล เปิดอัลบั้มด้วย “แบล็กเคนด์” เป็นเพลงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม คือ โลกที่กำลังจะตาย ซึ่งก่อนหน้านี้เจมส์ไม่ค่อยเล่นเรื่องนี้มากนัก ลาร์สวางเสียงกลองในอัลบั้มนี้อย่างบรรจงเพื่อสร้างสรรค์ความแตกต่างให้เกิดขึ้น

เนื้อหาหลักใน …แอนด์จัสติซฟอร์ออล ยังคงเป็นไปในทิศทางการเมืองโดยเน้นไปที่ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมที่โดนฉ้อฉล มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเจมส์เขียนเพลงนี้ขึ้นมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคลิฟฟ์ เบอร์ตัน ซึ่งเขากล่าวหาว่าคนขับรถทัวร์เมาเหล้าแต่ข้อกล่าวหาของเขาไม่มีใครสนับสนุนและไม่มีใครติดตามต่อ และนี่อาจจะเป็นต้นเหตุที่เขาเขียนเพลงที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในระบบ

อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตนี้ไม่เคยได้รับการยืนยันจากเจมส์ เฮตฟิลด์ เขาเพียงแต่บอกว่าชื่อเพลงได้ไอเดียมาจากภาพยนตร์เสียดสีระบบยุติธรรมที่กำกับโดยนอร์แมน เจวิสัน ซึ่งเขาได้ดูแล้วเกิดอยากแต่งเพลงขึ้นมา คอนเซ็ปต์ของเพลงนี้ก็คือ “Halls of Justice Painted Green, Money Talking…” ระบบยุติธรรมแปดเปื้อนด้วยอำนาจเงิน เขาใช้ Lady Justice เป็นตัวแทนของความยุติธรรม แต่ว่าความยุติธรรมนั้นโดนกระทำชำเราไปเรียบร้อย ดังนั้น  …” Seeking No Truth, Winning Is All” ท้ายที่สุดไม่มีความจริงปรากฏมีแต่คนชนะเท่านั้น

“เพลงนี้มันเกี่ยวกับระบบยุติธรรมในสหรัฐที่ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวกับความจริงสักเท่าไหร่ มันเกี่ยวกับว่าใครจะจ้างทนายที่ยอดเยี่ยม(แพง)กว่ากัน” ลาร์ส อัลริช กล่าวถึงเนื้อหาของเพลงไว้อย่างนั้น และยังพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของเพลงที่หลายคนคิดว่าตามรอย มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ว่าไม่จริง “เพลงนี้มีความแตกต่างออกไป เพราะเราวางริฟฟ์ท่อนหนึ่งให้เป็นริฟฟ์หลัก ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางของเพลง โดยมีเสียงกลองสร้างสีสัน”

แต่เมื่อเจมส์ เฮตฟิลด์มองเพลงนี้อีกครั้งหลังจากที่แบล็กอัลบั้มทำให้พวกเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ว่า “ผมคิดว่าเพลงนี้มันเยี่ยมมากนะ แต่ว่าเราเติมแต่งมันมากเกินไป มันมีริฟฟ์เยี่ยม ๆ อยู่ในเพลงแต่โดนมองข้ามไปเพราะความยาวของเพลง” (หมายเหตุ…ประโยคเหมือนแก้ตัวกลาย ๆ เหมือนกันเพราะเขาโดนถามเรื่องทำไมเพลงในแบล็กอัลบั้มถึงได้สั้นมากกว่าเดิม เป็นเพราะต้องการทำเพลงให้เปิดตามวิทยุง่ายหรือเปล่า?”)

ต่อเนื่องคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมด้วยเพลง “อายออฟเดอะบีโฮลเดอร์” ซึ่งเจมส์เขียนถึงความรู้สึกของเขาที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเดอะเดดเคนเนดี วงฮาร์ดคอร์ที่ต้องขึ้นศาลข้อหาอนาจารจากหน้าปกอีพีแฟรงเกนไครสต์ ที่สร้างสรรค์โดย เอช อาร์ กีเกอร์  ผลงานนี้ชื่อพีนิสแลนด์สเคป (Penis Landscape) เป็นรูปอวัยวะเพศชายเรียงตัวกันอย่างมีระเบียบ ซึ่งนอกจากจะเป็นหน้าปกอีพีแล้วยังทำเป็นโปสเตอร์แถมไปด้วย งานนี้เจลโล เบียฟราต้องโทษ 1 ปีและปรับอีก 2,000 ดอลลาร์ ข้อหาเผยแพร่สิ่งไม่เหมาะสมต่อผู้เยาว์

“คุณคิดว่าศิลปะคืออะไร? แล้วอนาจารคืออะไร? ความเฉียบแหลมเป็นยังไง? ในหัวคุณคิดอะไรอยู่…” เจมส์ให้สัมภาษณ์นิตยสารเซอคัสในปีค.ศ. 1988 “…ถ้าคุณไม่สามารถแสดงความคิดของคุณได้อย่างอิสระ มันคือสิ่งที่น่ากลัว…ผมคิดว่า คุณมีทางเลือกนะ ถ้าคุณไม่อยากดูมัน ก็ไม่ต้องดูมัน” และนั่นคือสิ่งที่เขาเขียนในบทเพลง “Do you hear what I hear? Doors are slamming shut, Limit your imagination, keep you where they must” เขาตั้งคำถามว่า เราเป็นอิสระอย่างที่เราคิดจริงหรือ? ในเมื่อแม้แต่จินตนาการของเรายังโดนจำกัดโดยคนอื่น ซึ่ง…มีสิทธิอะไรมาจำกัดจินตนาการของคนอื่น

และอีกเพลงที่ตอกย้ำเรื่องระบบยุติธรรมก็คือ “เดอะช็อตเตสต์สตรอว์” โดยคลิฟฟ์ เบิร์นสไตน์ผู้จัดการวงเป็นคนแนะนำให้เจมส์ เฮ็ทฟิลด์อ่านหนังสือเรื่อง เนมมิงเนมส์ (Naming Names) ของวิกเตอร์ นาวาสกี และเดอะเดียร์ปาร์ก (The Deer Park) ของนอร์แมน มิลเลอร์ หนังสือทั้งสองเรื่องเขียนในช่วงทศวรรษ 50 ขณะที่กระแสแม็กคาร์ธียิซึม (McCarthyism) กำลังเป็นวิกฤตในฮอลลีวู้ด

McCarthyism เป็นการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผยและรุนแรง นำโดยวุฒิสมาชิก โจเซฟ แม็คคาร์ธี่ (ภายใต้การสนับสนุนของเอฟบีไอ) รณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์แบบเดามั่ว กล่าวหาคนนั้นคนนี้เป็นคอมมิวนิสต์ส่งผลให้ผู้กำกับ ดาราและผู้เกี่ยวข้องในแวดวงบันเทิงหลายคนโดนขึ้นบัญชีดำ บ้างก็ไม่ได้รับโอกาสในการทำงาน และที่ร้ายกว่านั้นคือบางคนโดนจำคุก จนมีบางคนเปรียบเปรยยุคนั้นว่าเหมือนยุคล่าแม่มด  “ตอนนั้นใครทำตัวไม่ปกตินิดหน่อย ก็โดนอัปเปหิออกจากสังคม…” ลาร์ส อัลริช อธิบายถึงเนื้อหาของเพลง “…พวกคนในอุตสาหกรรมบันเทิงหลายคนมีความเห็นไม่ตรงกับพวกเขา ก็จะโดนขับออกจากแวดวงไป…”

ส่วนเพลงบัลลาด “วัน” ประสบความสำเร็จที่สุดในอัลบั้ม ช่วยให้เมทัลลิกาได้รับรางวัลแกรมมี่เป็นครั้งแรก  “เราได้ไอเดียเกี่ยวกับเพลงที่พูดถึงคนที่เคลื่อนไหวไม่ได้ พูดไม่ได้ มองไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียง มีเพียงแต่สมองที่ยังทำงานอยู่…เราวางโครงคร่าว ๆ เอาไว้ประมาณปีหรือสองปีก่อนหน้านั้นแล้ว..” ลาร์ส อัลริชเล่าถึงที่มาของเพลง “…จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งพูดถึงเรื่องของการต่อต้านสงคราม แล้วเจมส์ก็พูดว่า เฮ้ย ทำไมไม่เขียนเพลงเกี่ยวกับคนที่เดินเข้าไปในดงระเบิดล่ะ” เนื้อหาของเพลงนี้คลิฟฟ์ เบิร์นสไตน์ ผู้จัดการวงเป็นคนแนะนำให้เจมส์ลองอ่านหนังสือ จอห์นนีก็อตฮิสกันส์ (Johnny Got His Guns) ของดาลตัน ทรัมโบที่บรรยายความรู้สึกของโจ บอนแนมที่กลับจากสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยปราศจากแขนขา มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน พูดไม่ได้ มีเพียงสมองที่ยังรับรู้เป็นปกติ  (เรื่องนี้แปลเป็นภาคภาษาไทยในชื่อ จอห์นนี่ไปรบ โดยคุณมโนภาษ เนาวรังสี)

และเพลง “วัน” ยังเป็นเพลงแรกที่นำไปทำเป็นวิดีโอโปรโมตอัลบั้ม ซึ่งผิดไปจากแนวทางเดิมของ เมทัลลิกาที่เคยบอกว่าจะไม่ทำวิดีโอและจะใช้วิธีโฆษณาด้วยการออกทัวร์เป็นหลัก “ตอนแรกที่เราไม่ทำวิดีโอเพราะว่าเราไม่มีงบทำมันน่ะ…” ลาร์ส อัลริช แก้ตัว “..หลังจากนั้นเราไม่ทำวิดีโอ เพราะเราไม่อยากทำ มันเหมือนกับ เฮ้ย เราคือเมทัลลิกา อย่ามาบอกให้เราทำอะไรนะ เราจะไม่ทำ แต่ทุกคนก็คงจะรู้ว่าเรามันพวกเบื่อง่าย เราเบื่อความคิดแบบเดิม อยากจะลองหาทิศทางใหม่บ้าง เราจะทำตามสัญชาติญาณของเราว่าควรจะทำอะไร มุ่งหน้าไปทางไหน ยังไงเราก็ไม่ทำตามบริษัทแผ่นเสียงเสียทีเดียวหรอก พวกนั้นมักจะมีสูตรสำเร็จตายตัว เอบีซี ซึ่งเราตัดสินใจว่าเมทัลลิกาจะไม่ทำตามสูตรสำเร็จแบบนั้น ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่พวกเขาเสนอมามันไม่เจ๋ง เราก็จะไม่ทำ แต่ถ้ามันเจ๋ง ทำไมเราจะไม่ทำมันล่ะ?”

วิดีโอเพลง “วัน” ถ่ายทอดออกมาในแบบขาวดำ และยังนำภาพจากภาพยนตร์เรื่อง จอห์นนีก็อตฮิสกันส์ (Johnny Got His Guns) ในปึค.ศ. 1971 มาใช้ และทำวิดีโอออกเป็นสามเวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นสมบูรณ์เต็มความยาวเพลงในอัลบั้มจะมีทั้งภาพจากภาพยนตร์สลับกับภาพสมาชิกวงเล่นดนตรีในโกดัง กับเวอร์ชั่นที่ 2 เพลงจะโดนตัดความยาวเพื่อให้ง่ายต่อการเปิดออกอากาศ ส่วนเวอร์ชั่นที่ 3 จะเป็นเวอร์ชั่นที่มีแต่ภาพสมาชิกวงกำลังเล่นดนตรีในโกดังเพียงอย่างเดียว

ส่วนใน “ฮาร์เวสเตอร์ออฟซอร์โร” เป็นเรื่องราวของความกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานหนัก แต่ว่าได้รับค่าตอบแทนคืนมาน้อย ไม่ได้รับความเคารพจากลูกของคุณ ความกดดันที่เกิดขึ้นทีละนิดสะสมวันละหน่อยจนกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอการทำลายล้าง “มันเป็นเรื่องของคนธรรมดาคนหนึ่งที่ทำงานบริษัททั่วไป มีภรรยา มีลูกสามคน แล้ววันหนึ่งเขาก็กราดยิงทุกคนที่อยู่รอบตัวเขา มันคงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าพิสมัยนักหรอก” ลาร์ส อัลริช อธิบายถึงเนื้อหาของเพลง ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายกับเพลง “เดอะเฟยด์เอนดส์ออฟซานิตี” ที่ตามมาในเนื้อหาของคนที่กำลังสูญเสียสติสัมปชัญญะและหวาดระแวงต่อทุกสิ่ง

เมทัลลิการำลึกถึงคลิฟฟ์ เบอร์ตันเพื่อนเก่าในเพลง “ทูลิฟอิสทูดาย” ใช้ท่อนริฟฟ์และโครงสร้างเพลงที่คลิฟฟ์เขียนเอาไว้ก่อนตายมาทำใหม่ ซึ่งถ้าใครฟังจากอัลบั้มอาจจะเหมือนกับเพลงที่แจมกันธรรมดา แต่ว่าในช่วงท้ายของเพลงถ้าฟังดี ๆ เสียงกีตาร์ที่ได้ยินจะมาจากการอัดเสียงกีตาร์ 15 แทร็คทับกัน

ปิดท้ายอัลบั้มด้วย “ดายเยอร์’สอีฟ” บทเพลงที่เร็วและแรงที่สุดของอัลบั้ม “เนื้อหามันเกี่ยวกับเด็กที่พ่อแม่ปกป้องไม่ให้เจอกับโลกในความเป็นจริง และเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ามันจริงเขาก็รับมือกับมันไม่ได้” ลาร์ส อัลริช เอ่ยปากถึงเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม ซึ่งเนื้อหาเขียนเหมือนกับจดหมายจากเด็กที่เขียนถึงพ่อแม่ (มันเริ่มต้นด้วย Dear Mother Dear Father, What Is this Hell You Have Put Me Through) ลาร์สได้ชื่อเพลงมาตอนดูภาพยนตร์เรื่องลิตเติลบิ๊กแมน และได้ประโยคเด็ดในภาพยนตร์ที่ว่า Today would be a good day for dying. และเมื่อทำเป็นเพลงมันก็เปลี่ยนไปอย่างที่ได้ยิน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้ …แอนด์จัสติซฟอร์ออล เป็นงานที่ไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่นัก อย่างแรกมันเป็นงานที่ตามรอยอัลบั้ม มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ ซึ่งยอดเยี่ยมในตัวเอง ประการต่อมา ระบบการบันทึกเสียงที่ย่ำแย่ของงานชุดนี้ทำให้ดนตรีขาดพลังไปอย่างมาก

“ผมเกลียดงานชุดนี้เลยล่ะ…” เจม โฮเวิร์ด แห่งมิวสิกฟอร์เนชัน กล่าวถึง …แอนด์จัสติซฟอร์ออล…เสียงมันโคตรแย่ ไม่ได้ยินเสียงเบสเลยด้วยซ้ำ เสียงกลองก็กระป๋องมาก มันแสดงให้เห็นได้ชัดเลยว่าบริษัทแผ่นเสียงใหญ่ทำลายพวกคุณได้อย่างไร พวกเขาไม่มีคำแนะนำที่ดีให้คุณ  เพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าคุณกำลังทำอะไร” ส่วนมาร์ติน ฮุกเกอร์ก็เสริมว่า “ตอนที่ผมได้ยินมัน ผมผิดหวังมากและมันก็ไปได้แย่เลยในอังกฤษแทบไม่น่าเชื่อเลยว่ามันมาจากวงที่เคยทำงานเยี่ยม ๆ มาแล้วสามอัลบั้ม…”

แต่ถึงแม้ว่ามิวสิกฟอร์เนชันจะไม่ค่อยยินดีในสิ่งที่เกิดขึ้นกับ …แอนด์จัสติซฟอร์ออล มันก็คงไม่กวนใจเมทัลลิกามากนัก เพราะคิวไพร์มได้จัดการเรื่องสัญญาจัดจำหน่ายเสียใหม่ โดยทำสัญญากับอีเล็กตรา ในอเมริกาเหนือ ส่วนอื่นทั่วโลกจะจัดจำหน่ายโดยโพลีแกรม

“ผมคิดว่าอัลบั้มนี้เขียนเนื้อเพลงได้เจ๋งมาก แต่ภาคการผลิตมันแย่มาก…” เจมส์ ให้สัมภาษณ์ในปี ค.ศ. 1992 และยังเสริมต่ออีกว่า ถ้าเป็นไปได้อย่างจะบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ใหม่ทั้งหมด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s