Metallica: Chapter 7 – Don’t Tread on Me


ถึงแม้ว่า …แอนด์จัสติซฟอร์ออล จะทำให้เมทัลลิกาเสียรังวัดไปกับคุณภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยมีไปบ้าง แต่ในทางกลับกันมันกลับช่วยส่งให้เมทัลลิกาก้าวขึ้นเป็นหัวแถวในวงการแธรชเมทัลในฐานะที่ทำยอดขายถล่มทลายแหวกจากกลุ่มดนตรีใต้ดิน มาสู่ดนตรีติดชาร์ตบิลบอร์ด อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมีสาขาวงดนตรีฮาร์ดร็อก/เฮฟวีเมทัลยอดเยี่ยม ในปีค.ศ. 1989 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการแจกรางวัล แกรมมีสาขานี้ แต่ว่ารางวัลในปีนั้นกลับตกเป็นของเจโทรทูลล์อย่างน่ากังขา

หลังจากนั้นเมทัลลิกามาทบทวนความผิดพลาดของ แอนด์จัสติซฟอร์ออล แล้วคิดว่ามันไม่ได้ผิดที่ตัวเพลง แต่ผิดที่ภาคการผลิตที่ย่ำแย่พวกเขาจึงมองหาโปรดิวเซอร์คนใหม่ที่จะมารับภาระอันนี้ แต่ในระหว่างที่ยังหาโปรดิวเซอร์คนใหม่ไม่ได้ พวกเขาก็ยังคงขอให้เฟลมมิง ราสมุสเซนรอจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยลาร์ส อัลริช ให้เหตุผลที่ไม่ค่อยอยากใช้บริการของเฟลมมิง ราสมุสเซ่นก็เพราะว่าเขาไม่ค่อยชอบการมิกซ์เสียงในอัลบั้ม ไรด์เดอะไลต์นิง กับ แอนด์จัสติซฟอร์ออล มากนัก (ส่วนอัลบั้ม มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์ นั้นมิกซ์เสียงโดย ไมค์ คลิงค์) “เราคิดถึงปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอด เราอยากให้อัลบั้มมีเสียงที่สุดยอด มีมวลเสียงมีความหนา เราอยากให้เสียง ผมพูดถึงเสียงนะ ไม่ใช่เพลง เป็นอย่างอัลบั้มล่าสุดของมอตลีครู เราอยากให้อัลบั้มของเราออกมามีเสียงที่เต็มและฟังหนักแน่นอย่างอัลบั้มด็อกเตอร์ฟิลกู้ด” ลาร์ส อัลริชพูดถึงเหตุผลในการมองหาโปรดิวเซอร์คนใหม่

และคนที่ดูแลการผลิตให้อัลบั้ม ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด ของมอตลีครูก็คือบ็อบ ร็อกบุคคลที่มีการกล่าวถึงภายหลังว่า ถ้าคลิฟฟ์ เบอร์ตันยังมีชีวิตอยู่ไม่มีทางยอมให้บ็อบมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงเมทัลลิกาแน่ เพราะ บ็อบ ร็อกที่มีชื่อเสียงทางด้านวงร็อกและป็อปเมทัล โดยเฉพาะความสำเร็จที่เขามีส่วนร่วมในฐานะซาวนด์เอนจิเนียร์ให้กับบองโจวีในอัลบั้ม สลิปเพอรีเวนเวต และนิวเจอร์ซีย์อันโด่งดัง

บ็อบ ร็อก หรือ โรเบิร์ต เจนส์ ร็อก เริ่มต้นอาชีพทางดนตรีกับวงเดอะปาโยลาส (The Payola$) ในช่วงปลายทศวรรษ 70 โดยเป็นมือกีตาร์พร้อมทั้งเริ่มทำงานซาวนด์เอนจิเนียร์ควบคู่ไปด้วย วงดังที่เขาเคยทำหน้าที่คุมเสียงให้ก็มีเซอไวเวอร์ และ เลิฟเวอร์บอย แต่ที่สร้างชื่อคือการทำงานกับบองโจวีในชุดสลิปเพอรีเวนเวต กับนิวเจอร์ซีย์ และต่อมาก็รับบทบาทเป็นโปรดิวเซอร์ให้วงดนตรีอีกหลายวงซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสายฮาร์ดร็อกหรือเมทัลที่ไม่หนักเกินไปหนัก

เคิร์ก แฮมเมตต์ค่อนข้างประทับใจกับการดูแลการผลิตของบ็อบ ร็อกในอัลบั้ม โซนิกเทมเปิล ของเดอะคัลต์ วงโปรดของเขาอยู่ก่อนแล้ว หรือแม้แต่เจมส์ เฮตฟิลด์ (ที่เคยติดคำว่า “Kill Bon Jovi” บนกีตาร์แจ็กสันคิงวีของเขาสมัยช่วงทัวร์มาสเตอร์ออฟพัพเพตส์) ก็ยังยอมรับว่างานของเขายอดเยี่ยมมาก เขาพูดถึงอัลบั้ม ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด ที่บ็อบดูแลการผลิตว่า “ถ้าคุณย้อนกลับไปฟังอัลบั้มที่เขาโปรดิวซ์ดี ๆ แล้วล่ะก็ จะพบว่ามันมีซาวนด์ที่มหัศจรรย์มาก ถึงแม้ว่าเพลงจะห่วยและวงจะดูเกย์มากก็ตาม”…

“…บ็อบ ร็อกทำให้ ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดที่มอตลีครูเคยทำมาและเขาก็ยังช่วยสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันให้กับบองโจวีและเดอะคัลต์” ลาร์ส อัลริชกล่าว เขาลองเอาเดโมเทปไปให้บ็อบ ร็อก ฟังดู ตอนนั้นเพลงมีแต่เสียงกลองกับกีตาร์และเสียงร้องหยาบ ๆ ยังไม่ได้ขัดเกลาอะไรทั้งสิ้น “ผมสังเกตได้เลยว่าตาเขาเป็นประกายขึ้นมาตอนที่ได้ฟังแซดบัตทรู …” ลาร์ส อัลริชกล่าวถึงเหตุการณ์พบปะครั้งสำคัญ … เขาบอกว่า ว้าว…นี่มัน แคชเมียร์ ของยุค 90 ได้เลยนะ จากนั้นการตกลงทำงานมันก็เป็นไปอย่างราบลื่น ที่สำคัญเขาทำให้เราคิดถึงในอีกแง่มุมที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน ผมหมายถึงแง่ของอารมณ์และวิญญาณ…ที่เราปิดบังมันผ่านความแรงของบทเพลงแรง ๆ”  

metallica_black-album

บ็อบ ร็อกและเมทัลลิกาใช้เวลาในสตูดิโอวันออนวันยาวนานถึง 6 เดือนจนสำเร็จออกมาเป็นอัลบั้มที่ใช้ชื่อเรียบง่ายว่า เมทัลลิกา หรือต่อมามักจะเรียกกันว่าแบล็กอัลบั้ม (ในบ้านเราเรียกกันว่าชุดปกดำ หรือไม่ก็ชุดงูขด หรือ งูสปริง) ออกวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1991 ด้วยหน้าปกสีดำมีโลโกของวงกับรูปงูขดสีจางเกือบกลมกลืนไปกับหน้าปกอัลบั้มถ้าไม่สังเกตหลายคนอาจจะไม่เห็นงูก็เป็นได้

dont-tread-on-me-meaning

รูปงูขดบนหน้าปกนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากธงของเหล่าทหารเรือสมัยปฏิวัติประกาศอิสรภาพจากประเทศอังกฤษในช่วงปี 1775 – 1783 ซึ่งใช้รูปงูขดบนพื้นธงสีเหลืองพร้อมกับคำขวัญที่ว่า “Don’t Tread On Me” รูปงูนี้คนริเริ่มใช้เป็นสัญลักษณ์แทนการปลดแอกคือเบนจามิน แฟรงคลิน ใช้รูปงูหางกระดิ่งประกอบการเขียนบทความเสียดสีโดยเปรียบเทียบว่าทางอังกฤษส่งอาชญากรมายังอเมริกาก็คือการส่งงูพิษเข้ามาปล่อยในอเมริกา และต่อมาเขายังทำเป็นสัญลักษณ์พร้อมประโยค “Join or Die” ในช่วงปลุกระดมมวลชนเพื่อที่จะประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ซึ่งเพลง “ดอนต์ทรีดออนมี” ในอัลบั้มนี้ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน  เริ่มจากประโยคแรกของเพลงคือ

Liberty or death, what we so proudly hail
once you provoke her, rattling of her tail
never begins it, never, but once engaged…
never surrenders, showing the fangs of rage
said don’t tread on me

วลี ‘Liberty or death’ มาจากประโยคอมตะของ แพตทริค เฮนรี่กล่าวสุนทรพจน์ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1775 ช่วงเริ่มแรกของสงครามประกาศอิสรภาพที่ว่า Give me Liberty, or give me Death!  ส่วนวลี  ‘rattling of her tail’ ก็เป็นการอ้างอิงถึงงูหางกระดิ่งที่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพนั่นเอง

เจมส์ เฮตฟิลด์ เขียนเพลงนี้ขึ้นเพื่อเป็นการสะท้อนถึงสงคราวอ่าวเปอร์เซียที่สหรัฐกำลังถล่มอิรักในสมัยนั้น (ช่วงกลางปีค.ศ. 1990 – ต้นปีค.ศ. 1991) หลายคนมองว่าเนื้อหาของเพลงมันเป็นการสนับสนุนสงคราม แต่เจมส์ให้สัมภาษณ์ว่ามันไม่ใช่การสนับสนุนให้อเมริกาไปถล่มอิรัก “จริง ๆ เราไม่อยากเกาะกระแส เราแค่อยากทำเพลงในทำนองเดียวกับ “กีฟพิซอะเชนซ์” เจมส์ เฮตฟิลด์ว่าไว้แบบนั้น “…ในเพลงมีคำว่า To secure peace is to prepare for war” มันมาจากประโยคอมตะช่วงทศวรรษ 1780 และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมจึงมีรูปงูสปริงอยู่บนหน้าปกอัลบั้ม” และเคิร์ก แฮมเมตต์ต์ก็อธิบายว่า “เพลงนี้มันเขียนมานานแล้ว นานก่อนที่คุณจะรู้จักชื่อซัดดัม ฮุสเซ็นเสียอีก”

แบล็กอัลบั้มถือเป็นจุดเปลี่ยนทิศทางดนตรีของเมทัลลิกา เมื่ออัลบั้มนี้ออกมาแฟนเพลงเก่าแก่โจมตีว่าเมทัลลิกากำลังขายวิญญาณให้กับเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบทเพลงที่เบาลง ไม่มีริฟฟ์แรง ๆ อย่างในอดีต เพลงที่สั้นลงก็โดนกล่าวหาว่าเพื่อที่จะให้เปิดตามสถานีวิทยุง่ายขึ้น “ตอนที่เราออกทัวร์ดาเมจด์จัสติส ได้ครึ่งทาง ผมมานั่งฟังเพลงเก่าแล้วก็สงสัยว่าผมจะทำเพลงยาว 9 นาทีแล้วต้องมานั่งวิตกถึงความสมบูรณ์แบบของเพลงทำไม?…” ลาร์ส อัลริช กล่าวถึงการเปลี่ยนความคิดและทิศทางใหม่ของเมทัลลิกาในแบล็กอัลบั้ม ซึ่งเปลี่ยนไปตั้งแต่เพลงเปิดอัลบั้ม “เอนเตอร์แซนด์แมน” ก็ทำให้แฟนเพลงดั้งเดิมรู้สึกว่าเมทัลลิกาเปลี่ยนไป เพราะเพลงนี้มันง่ายมาก แม้แต่ลาร์ส อัลริช ก็ยังยอมรับ! “ เอนเตอร์แซนด์แมนเป็นเพลงที่ง่ายที่สุดเท่าที่เราเคยทำมา ถ้าคุณฟังมันจะพบว่ามันมีแค่ริฟฟ์เพียงแค่ท่อนเดียวเท่านั้นเอง ทั้งเพลงเขียนขึ้นจากริฟฟ์เพียงริฟฟ์เดียวเท่านั้น  ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพลงของเมทัลลิกา”

ถึงแม้ว่าจะมีริฟฟ์เพียงริฟฟ์เดียวก็ตาม แต่ทุกคนที่ได้ฟังก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นริฟฟ์ที่ติดหูมากๆ ริฟฟ์หนึ่งของวงการเมทั่ล  นอกจากนี้เนื้อหาของเพลงไปพูดถึงเรื่องเด็ก แต่ว่า “เรื่องเด็ก” ที่เจมส์เขียนคงไม่ใช่เรื่องหวานแหววชวนฝันแน่นอน เนื้อหาของเพลงก็ยังคงวนเวียนกับเรื่องของสงครามและเรื่องโรคหวาดระแวงอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัยอัลบั้ม คิลเอ็มออล อย่างเช่นเนื้อเพลงบางท่อนที่ว่า

Something’s wrong, shut the light
Heavy thoughts tonight and they aren’t of snow white
Dreams of warDreams of liars
Dreams of dragons’ fire and of things that will bite

ก็ไม่ต่างไปจากเพลงอย่าง “โนรีมอรส์” ในอัลบั้มแรกเลย เพียงแต่พวกเขารู้จักบิดผันทำเป็นเหมือนเพลงก่อนนอนสำหรับเด็กให้ดูมีอาการหวาดระแวงเข้ามา

Hush little baby don’t say a word
And never mind that noise you heard
It’s just the beasts under your bed
In your closet and in your head

จะเรียกว่าเป็นการกึ่งหลอกกึ่งขู่เด็กก็ได้  มีเรื่องเล่าว่า เจมส์ เฮตฟิลด์ ได้ไอเดียการเขียนเพลงนี้มาจากการ์ตูนเรื่องแซนด์แมนของ นีล ไกแมน โดนนำเอาบุคลิกของแซนด์แมนมาเป็นแนวคิดดำเนินเรื่องราวในเพลงนี้

ถัดจากนั้นก็คือเพลง “แซดบัตทรู” ที่ยังสะท้อนความหวาดระแวงและอาการตีสองหน้า เหมือนกับกำลังพูดอยู่กับตัวเองซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เคยทำมาแล้วใน “เฟรยด์เอนดส์ออฟซานิตี” และยังเล่นกับจังหวะที่ติดหูมีชั้นเชิง ต่อด้วยบทเพลงที่สวยงาม “ดิอันฟอร์กิฟเวน” ซึ่งบ็อบ ร็อก อยากให้เจมส์ เฮตฟิลด์ ลองร้องเพลงแบบนักร้องดูบ้าง ไม่ใช่อาศัยการตะโกนตามสไตล์อย่างเดียว “เพลง ‘ดิอันฟอร์กีฟเวน’ เป็นเพลงโปรดของผมในอัลบั้มนี้ มันเป็นเรื่องของคนที่ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าจะคว้าโอกาสที่มาอยู่ใกล้มือ และต่อมาเขาก็ต้องมารู้สึกเสียใจและเสียดายกับสิ่งต่าง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำและปล่อยให้มันหลุดลอยไปจากชีวิตของเขา…” เจมส์ เฮตฟิลด์ ให้สัมภาษณ์หลังจากอัลบั้มออกมาใหม่ ๆ “…เราจะเขียนเพลงที่มีท่อนริฟฟ์เป็นร้อยท่อนในหนึ่งนาทีได้สบายๆ แต่สิ่งที่ท้าทายในเพลงนี้คือการเขียนเพลงที่เรียบง่าย แต่ว่าต้องให้มันมีควาหมายและมีความงดงามสมบูรณ์”

ทั้ง “ดิอันฟอร์กิฟเวน” และอีกหลายเพลงในอัลบั้มนี้ได้ฉีกรูปแบบการเขียนเพลงแบบเดิมของเมทัลลิกาออกไป และยังมุ่งหน้าสู่การค้นหาทิศทางดนตรีใหม่ไม่ย่ำอยู่กับที่ แต่ขณะเดียวกันบรรดาแฟนเพลงสมัยดั้งเดิมกลับไม่ค่อยชอบเพราะรู้สึกเหมือนว่าเมทัลลิกาหันหน้าเข้าการพาณิชย์มากเกินไป

ความเบื่อหน่ายในการทัวร์ที่ยาวนาน ซึ่งส่งผลสะท้อนกลับมายังเจมส์ เฮตฟิลด์ในด้านการดื่มที่หนักขึ้นเรื่อยๆ แฝงมาในอัลบั้มนี้หลายเพลง เช่น “โฮลีเออร์แดนโธ” ซึ่งถึงแม้ว่าจะถือว่าหนักและเป็นเพลงเร็วในแบบฉบับเมทัลลิกายุคเก่า เนื้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและร็อกสตาร์บวกกับความเบื่อหน่ายในสิ่งแวดล้อมรอบตัวทั้งหลังเวทีและความบ้าบอที่เกิดขึ้นระหว่างการทัวร์ ซึ่งเจมส์ เฮตฟิลด์ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่  เลยเขียนถึงบุคคลประเภทที่เขาไม่ชอบแต่ต้องทนเจอเอาไว้ในเพลงนี้ ซึ่งมันออกไปในทางกราดเกรี้ยวโกรธาเล็กน้อย เริ่มตั้งแต่ประโยคแรกของเพลงคือ

No more!
The crap rolls out your mouth again
Haven’t changed, your brain is still gelatin
Little whispers circle around your head
Why don’t you worry about yourself instead

“ตอนที่ผมเอาเนื้อเพลง ‘โฮลีเออร์แดนโธ’ ไปให้บ็อบ (ร็อก) ฟัง เขาก็ถามผมว่า เฮ้ นี่คุณเขียนเพลงถึงผมเหรอ? เปล่าเลย มันเป็นเรื่องของคนเฮงซวยที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับผมนั่นแหละ” เจมส์เล่า แต่ก็ไม่ได้มีแต่ด้านกราดเกรี้ยวอย่างเดียว ในเพลง “แวร์เอฟเวอร์ไอเมย์โรม” ออกมาเบามากกว่าโดยพูดถึงชีวิตที่ต้องเดินทางต่อเนื่องยาวนาน ต้องเจออะไรต่อมิอะไรสารพัด แต่เนื้อเพลงออกมาในโทนสบาย เบา ๆ

But I’ll take my time anywhere
Free to speak my mind anywhere
And I’ll redefine anywhere
Anywhere I roam
Where I lay my head is home

ซึ่งมันก็ยังไม่วายแฝงเนื้อหาบ่งบอกว่าเขายังมีวิญญาณขบถอยู่ในตัวไม่ได้หายไปไหน ตามสไตล์สิงห์มอเตอร์ไซค์ขี่ฮาร์ลีย์เดวิดสันไปตามท้องถนน หลังจากจบดาเมจด์จัสติซทัวร์ที่ยาวนานเขาพยายามหาทางออกให้กับชีวิตแนวทางอื่นบ้างนอกเหนือจากเหล้า ลงเอยด้วยการเข้าคู่กับ เท็ด นูเจนต์ เข้าป่าล่าสัตว์เป็นงานอดิเรก เขาเขียน “ออฟวูลฟแอนด์แมน” เตือนสติตัวเองว่าอะไรคือความหมายของชีวิต ขณะเดียวกันก็ใช้สไตล์การเขียนเพลงแบบช่วงอัลบั้ม Ride the Lightning ด้วยการสร้างจินตนาการว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…”

แต่เพลงที่แปลกออกไปก็คือ  “Nothing Else Matters” ซึ่งเป็นเพลงส่วนตัวที่เฮตฟิลด์บรรยายความรู้สึกส่งไปถึงแฟนสาวที่ต้องอยู่ห่างการเพราะชีวิตการทัวร์ที่ยาวนานไม่ได้อยู่ติดบ้าน เป็นอีกเพลงที่เป็นเพลงช้าแสดงศักยภาพในการดูแลการผลิตของบ็อบ ร็อก โดยเฉพาะภาคโปรดักชันหรูหราอลังการ และเป็นครั้งแรกที่เมทัลลิกาเขียนเพลงที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิง

I never opened myself this way
Life is ours, we live it our way
All these words I don’t just say
And nothing else matters

เจมส์ เฮตฟิลด์ ยังคงตั้งคำถามว่า เราเป็นใคร เรากำลังทำอะไรอยู่ เราควรทำอะไร ในเพลง “ธรูเดอะเนเวอร์” และรำลึกว่ายังไงเราก็อยู่กันบนโลก  แต่ใน “เดอะก็อดแดตเฟลด์” ดูเหมือนว่าจะเป็นการต่อต้านศาสนากลาย ๆ แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องส่วนตัวของเจมส์ที่มีต่อนิกายคริสเตียนไซนซ์ (Christian Science) สืบเนื่องมาจากแม่ของเขาซึ่งนับถือนิกายนี้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตอนที่เขาอายุเพียง 17 ปี ซึ่งเขาเชื่อว่าถ้าแม่ของเขายอมรับการรักษาทางการแพทย์ แทนที่จะปฏิบัติตามหลักของคริสเตียนไซนซ์อย่างเคร่งครัดก็คงจะหายจากมะเร็งได้ ในเนื้อเพลงที่ว่า

It feeds, It grows
It clouds all that you will know
Deceit, Deceive
Decide just what you believe

เขาแฝงความหมายทั้งในเรื่องการพยายามควบคุมความคิดของนิกายคริสเตียนไซนซ์และขณะเดียวกันก็สื่อความหมายถึงมะเร็งที่กำลังก่อตัวเงียบ ๆ ในร่างกายไปพร้อมกัน

แบล็กอัลบั้มขึ้นถึงอันดับ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ตและทำยอดจำหน่ายได้มากกว่า 30 ล้านชุดทั่วโลกส่งผลให้เมทัลลิกากลายเป็นวงซูเปอร์สตาร์ แม้ว่าจะเสียแฟนเพลงเก่าบางส่วนไป แต่ก็ได้แฟนเพลงใหม่เข้ามามากมาย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.