การเปลี่ยนนักร้องที่ยังทำให้วงก้าวต่อไปอย่างสง่างาม


การตัดสินใจเปลี่ยนนักร้องนำเป็นเรื่องเสี่ยง แต่บางทีก็จำเป็นต้องทำเช่นบางครั้งสมาชิกวงเริ่มรู้สึกว่านักร้องนำไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการก็จะหาทางเปลี่ยนตัวนักร้องนำเพื่อให้ได้อย่างที่ต้องการ หรือมีเหตุให้นักร้องนำต้องออกจากวงเพราะอัตตาแกร่งกล้าเกินจะอยู่ในวง

การตัดสินใจเปลี่ยนนักร้องนำของหลายวงเป็นการตัดสินใจถูกต้อง อย่างเช่นในลิสต์ (เรียงตามลำดับเวลา) ที่จะนำเสนอต่อไปนี้.

ปีค.ศ. 1968 เอียน กิลแลน เข้าแทนที่ ร็อด อีแวนส์ ในวงดีพเพอเพิล

ดีพเพอเพิลเป็นวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จตามสมควรตั้งแต่ผลงานชุดแรก เฉดส์ออฟดีพเพอเพิล (Shades of Deep Purple) แต่ในยุคนั้นเป็นงานสไตล์ไซคีเดลิก/บลูส์ร็อกไม่ใช่ฮาร์ดร็อก พอผ่านไปสักพัก ริทชี่ แบล็กมอร์ (Ritchie Blackmore) ต้องการนำวงดนตรีไปสู่ทิศทางที่หนักหน่วงกว่าเดิม และเขาคิดว่า ร็อด อีแวนส์ (Rod Evans) นักร้องนำของวงไม่เหมาะสมกับวงเสียแล้ว

ในตอนนั้นริทชี แบล็กมอร์อยากได้เทอร์รี รี้ด (Terry Reid) นักร้องเสียงดีคนนี้เกือบจะได้เป็นนักร้องนำวงเลดเซพพลินเหมือนกัน แต่เมื่อติดต่อกันแล้วเกิดปัญหาว่าเทอร์รี รี้ดติดสัญญากับมิกกี โมสต์ (Mickie Most) ซึ่งต้องการให้เทอร์รีเป็นศิลปินเดี่ยวมากกว่า

ริทชี แบล็กมอร์ได้ไปเจอเพื่อนเก่าสมัยทำวงซาเวจส์ (Savages) มิก อันเดอร์วู้ด (Mick Underwood) ซึ่ง ณ ตอนนั้นเป็นมือกลองวงเอพิโสดซิกซ์ (Episode Six) นั่นทำให้เขาได้รู้จักกับ เอียน กิลแลน (Ian Gillan) นักร้องนำและประทับใจการแสดงสดของเอียน กิลแลน จึงชักชวนมาให้ร่วมวงดีพเพอเพิล

ณ ตอนนั้นดีพเพอเพิลเป็นวงที่มีชื่อเสียง ส่วนเอพิโสดซิกซ์ออกซิงเกิ้ลมาหลายแผ่นแต่ไม่มีวี่แววประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เอียน กิลแลนจึงออกจากวงมาร่วมงานกับดีพเพอเพิลโดย โรเจอร์ โกลเวอร์ (Roger Glover) มือเบสของวงเอพิโสดซิกซ์มาช่วยงานบันทึกเสียงให้ดีพเพอเพิลก่อนจะเข้าร่วมวงอย่างเป็นทางการ

แต่งานแรกของเอียน กิลแลน คือ เดอะคอนแชร์โตฟอร์กรุ๊ปแอนด์ออเคสตรา (The Concerto for Group and Orchestra) ซึ่งเดิมทีเป็นงานเดี่ยวของ จอน ลอร์ด (Joh Lord) มือคีย์บอร์ดของวงแต่อาศัยเพื่อนร่วมวงในการช่วยบรรเลงเพลง แต่ในที่สุดก็ออกมาในนามวง

ริทชี  แบล็กมอร์นำดีพเพอเพิลกลับมาสู่ทิศทางหนักหน่วงรุนแรงอย่างที่เขาตั้งใจได้สำเร็จ สลัดภาพเก่าออกไปแทบหมดสิ้นใน อินร็อก (In Rock) ผลงานที่เปิดศักราชใหม่ของดีพเพอเพิลในฐานะวงฮาร์ดร็อกรุ่นบุกเบิก เคียงข้างวง เลดเซพพลิน และ แบล็กซับบาธ แสดงศักยภาพที่สุดยอดของ เอียน กิลแลนใน “ไชล์ดอินไทม์”

และทำให้ดีพเพอเพิลกลายเป็นตำนาน!

ปีค.ศ. 1980 ไบรอัน จอห์นสัน เข้าแทนที่ บอน สก็อตในเอซี/ดีซี

อัลบั้ม ไฮเวย์ทูเฮล (Highway to Hell) กำลังไปได้สวย และเป็นครั้งแรกที่ AC/DC สามารถเจาะตลาดอเมริกาได้สำเร็จ พวกเขาพยายามจะสานต่อความสำเร็จนั้นแต่ก็ต้องมาสะดุดลงเมื่อ บอน สก็อต (Bon Scott) นักร้องนำเสียชีวิต ในตอนแรกเอซี/ดีซีเกือบจะยุบวง แต่พ่อแม่ของบอน สก็อตแนะนำให้สมาชิกที่เหลือของเอซี/ดีซีทำวงต่อเพื่อสานต่อสิ่งที่บอน สก็อตทำเอาไว้

ชื่อไบรอัน จอห์นสัน (Brian Johnson) สะดุดตาแองกัส ยัง (Angus Young) เพราะเขาจำได้ว่า บอน สก็อต เคยเล่าให้ฟังถึงความประทับใจที่ได้ไปดูคอนเสิร์ตวงจอร์ดี (Geordie) ในอังกฤษ จึงได้ลองติดต่อให้มาทดสอบซ้อมเพลงกันดูเผื่อว่าจะเข้ากันได้

ไบรอัน จอห์นสันเองก็เป็นแฟนเพลงของเอซี/ดีซีอยู่แล้ว เพียงแค่ซ้อมกันครั้งเดียวทางวงก็ตัดสินใจรับไบรอันเป็นนักร้องนำของวง และเริ่มต้นทำอัลบั้ม แบ็กอินแบล็ก (Back in Black) แทบจะทันที…

อัลบั้ม แบ็กอินแบล็ก เป็นงานที่เตรียมไว้ตั้งแต่สมัยที่บอนยังมีชีวิตอยู่ ได้รับการขัดเกลาเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับไบรอันและกลายเป็นงานชิ้นเยี่ยม ทำยอดจำหน่ายได้มากที่สุดในบรรดาอัลบั้มทั้งหมดของเอซี/ดีซี และแฟนเพลงยอมรับไบรอันให้เข้ามาแทนที่ บอน สก็อต อย่างเต็มใจ

* เพลงที่ลองซ้อมด้วยกันครั้งแรกคือ “โฮลล็อตตาโรซี” กับ “นัตบัชซิตีลิมิตส์” ของทีน่า เทอร์เนอร์

ปีค.ศ. 1981 บรู๊ซ ดิกคินสัน เข้าแทนที่ พอล ดิอันโน่ ในไอออนเมดเดน

พอล ดิอันโน (Paul Di’Anno) ยอมรับว่าเขามีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตแบบ “ทำลายตัวเอง” ซึ่งส่งผลให้เขาโดนไล่ออกจากไอออนเมดเดน (Iron Maiden) ในปีค.ศ. 1981

ณ เวลานั้น กำลังเป็นช่วงขาขึ้นของไอออนเมดเดน นอกจากสร้างชื่อเสียงในอังกฤษบ้านเกิดแล้ว ยังข้ามไปสร้างชื่อเสียงในอเมริกาอีก แต่ผลจากการหลงใหลในการใช้ยาของพอล ดิอันโนส่งผลกระทบต่อการแสดงบนเวทีเพราะเขาไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างที่ควรจะเป็น

สตีฟ แฮร์ริส (Steve Harris) มือเบสของวงเริ่มมองหานักร้องนำคนอื่นเพื่อเข้ามารับหน้าที่แทนพอล ดิอันโน และเขาก็ได้เจอกับ บรู๊ช บรู๊ช (Bruce Bruce) นักร้องนำของแซมสัน (Samson) เลยชักชวนให้ลองมาซ้อมดนตรีกับไอออนเมดเดน ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ บรู๊ช บรู๊ช หรือ บรู๊ช ดิคคินสัน (Bruce Dickinson) กลายเป็นนักร้องนำของวงไอออนเมดเดน

และงานชุดแรกที่เขาทำหน้าที่ร้องนำคือ นัมเบอร์ออฟเดอะบีสต์ (Number of the Beast) กลายเป็นอัลบั้มฮิตและทำให้แฟนเพลงลืม พอล ดิอันโนไปเลย

ปี ค.ศ. 1985 โจอี เบลลาดอนน่า เข้าแทนที่ นีล เทอร์บิน ในแอนแธรกซ์

นีล เทอร์บิน (Neil Turbin) เคยให้สัมภาษณ์กับ VoltageMedia.com.au ว่าเขาออกจากวงเพราะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ และในขณะที่เขามุ่งความสนใจไปที่ดนตรี สมาชิกคนอื่นเอาแต่เฮฮาไปวัน ๆ ในขณะที่ แอนแธรกซ์บอกว่าการทำงานของนีล เทอร์บินไม่เข้ากับทิศทางของวง

ส่วนคนนอกวงมองว่าในสมัยนั้นนีล เทอร์บิน เป็นคนออกไอเดียหลักของทางวง (และเขียนเนื้อร้องทุกเพลง) แล้วสก็อต เอียน (Scott Ian) อยากจะเป็นคนกำหนดทิศทางของวง ในขณะที่ชาร์ลี เบนเน็ตต์ (Charlie Benante) อยากจะมีส่วนร่วมในการทำเพลงกับวงมากขึ้น ทั้งสองเลยสมคบคิดกันปั่นหัวเพื่อนร่วมวงคนอื่นกำจัดนีล เทอร์บินซึ่งคุมทิศทางของวงในตอนนั้นออกไป….

อย่างไรก็ตาม โจอี เบลลาดอนน่า (Jody Belladonna) เข้ามารับหน้าที่แทนนีล อาจจะไม่ใช่เจ้าไอเดียแต่ก็ทำหน้าที่ร้องนำและกลายเป็นกระบอกเสียงของวงที่แฟนเพลงบอกว่านี่คือรุ่นคลาสสิคของแอนแธรกซ์

ปีค.ศ. 1985 แซมมี แฮการ์ เข้าแทนที่ เดวิด ลี ร็อธ ในแวนเฮเลน

เมื่อความเห็นทางดนตรีและมิตรภาพระหว่างเดวิด ลี ร็อธ (David Lee Roth กับ เอ็ดดี้ แวน เฮเลน (Eddie Van Halen) ถึงจุดแตกหัก (จะบอกว่าเกลียดหน้ากันไปเลยก็คงไม่เกินเลยไป) เดวิดออกไปทำงานในสไตล์สนุกสนานเฮฮาของเขา ส่วนแวนเฮเลนก็เดินหน้าทำวงที่ซีเรียสมากขึ้น

และคนที่มาทำหน้าที่นักร้องนำก็คือแซมมี แฮการ์ (Sammy Hagar) อดีตนักร้องนำวงมอนโทรส (Montose) ซึ่งมีสไตล์ที่หนักแน่นจริงจัง และจะว่าไปแล้วถือเป็นรุ่นใหญ่กว่าแวนเฮเลนอีก ตอนแรกบริษัทวอเนอร์บรอส. เสนอแนะให้ทางวงเปลี่ยนชื่อจากแวนเฮเลนเป็นชื่ออื่นเพื่อลดความกดดันต่าง ๆ จากความสำเร็จที่เคยได้รับในอัลบั้ม 1984

แน่นอนว่าแวนเฮเลนปฏิเสธคำแนะนำนี้!

แต่ปัญหายังไม่หมดแค่นั้น เมื่อผู้บริหารวอเนอร์บรอส.ไม่ชอบงานชุดใหม่ของแวนเฮเลนและส่งมิก โจนส์แห่งวงฟอร์เรนจ์เนอร์ (Foreigner) จึงเข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์เพื่อแก้ปัญหาให้กับแวนเฮเลน (มิก โจนส์เล่าว่าเขาช่วยในเรื่องการจัดวางเสียงร้องเป็นหลัก)

ในตอนแรก หลายคนไม่ค่อยมั่นใจในการตัดสินใจของแวนเฮเลนมากนัก แต่การหยั่งเชิงด้วยซิงเกิ้ล “เบสต์ออฟโบธเวิร์ล” ไปได้สวย ความซีเรียสดุดันที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับเทคนิคที่ยอดเยี่ยม ถึงแม้ว่าแฟนเพลงในยุค เดวิด ลี ร็อธ จะไม่ค่อยยินดีเท่าไหร่ แต่ก็ได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แฟนเพลงส่วนใหญ่ยอมรับ และก้าวต่อไปอย่างสง่างาม

* ถึงแม้ว่างานในสมัย เดวิด ลี ร็อธ จะเป็นที่ยอมรับถึงความคลาสสิก และขายได้หลายล้านแผ่น แต่ในยุคนั้นไม่เคยมีอัลบั้มไหนขึ้นถึงอันดับ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ตเลย

** ผลงานในยุคแวนแฮการ์ขึ้นถึงอันดับ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ททุกชุด

*** อัลบั้มของแวนเฮเลนไม่เคยทำยอดจำหน่ายในอเมริกาต่ำกว่า 2 ล้านชุด  จนกระทั่งถึงชุดแวนเฮเลนทรี (Van Halen III) ซึ่งมี แกรี่ เชอร์โรน เป็นนักร้องนำ

ปีค.ศ. 1987 ฟิล อันเซลโม เข้าแทนที่เทอร์เรนซ์ ลี ในวงแพนทีรา

ในตอนแรกแพนทีราเป็นเพียงวงแกลมเมทัลที่มือกีตาร์เดินตามรอยเอ็ดดี แวน เฮเลน แทบทุกกระเบียดนิ้ว แต่พอกลางทศวรรษ 80 กระแสแธรชเมทัลก็เริ่มระบาดไปทั่วอเมริกา แพนทีราเริ่มปรับสไตล์ดนตรีให้เข้าหาแธรชเมทัลมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เสียงร้องและสไตล์ของเทอร์เรนซ์ ลี (Terrence Lee) เริ่มไม่เข้ากับทิศทางดนตรีของวงและต้องแยกทางกันไปในที่สุด

แพนทีราพยายามหาคนมาแทนตำแหน่งนี้หลายคน จนในที่สุด ฟิล อันเซลโม (Phil Anselmo) จากวงเรเซอร์ไวต์ (Razerwhite) ก็เข้ามาเป็นนักร้องนำในปี ค.ศ. 1987 งานชุดแรกที่ทำร่วมกันก็คือ เพาเวอร์เมทัล (Power Metal) ซึ่งเปลี่ยนจากแกลมเมทัลหนัก ๆ มาผสมสัดส่วนแบบแธรชเมทัล และพยายามลดภาพแกลมเมทัลของตัวเองด้วยการหันมาใส่ชุดยีนส์และแจ็คเก็ตหนังสบาย ๆ (ซึ่งจะว่าไปแล้วช่วงนั้นมอตลีครูก็สลัดชุดหลากสีหันมาใส่แจ็คเก็ตหนัง พร้อมกับบรรดาสลีซร็อกที่เริ่มเข้ามาครองพื้นที่ในเอ็มทีวีแทนแกลม เมทั่ลหลากสีสัน)

เพาเวอร์เมทัลอาจจะไม่ทำให้พวกเขาดังในวงกว้าง แต่มันนำไปสู่การเซ็นสัญญากับแอตโคเร็คคอร์ดส และได้ออกงานชุดคาวบอยฟรอมเฮล (Cowboy from Hell) ซึ่งไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวงแพนทีรา ให้เป็นที่รู้จัก แต่เป็นงานที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการดนตรีชุดหนึ่ง

ปีค.ศ. 1988 ไมค์ แพ็ตตัน เข้าแทนที่ชัค มอสลีย์ ในเฟธโนมอร์

วงเฟธโนมอร์ (Faith No More) ตัดสินใจไล่ ชัค มอสลี่ย์ (Chuck Mosley) นักร้องนำออกจากวงด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับยาเสพติด และทางวงตัดสินใจเลือกไมค์ แพ็ตตัน (Mike Patton) จากวงมิสเตอร์แบนเกิล (Mr Bangle) มาเป็นนักร้องนำของวง

ด้วยสไตล์ของไมค์ที่ออกไปแนวทดลองสำเนียงใหม่บวกกับความอัลเทอร์เนทีฟผสมผสานดนตรีเมทัล แจ๊ส ฟังก์ ฮิปฮ็อป อันโดดเด่น ทำให้งานชุด เดอะเรียลธิง (The Real Thing) เป็นของจริงที่พิสูจน์ตัวเองด้วยความสำเร็จทางยอดจำหน่ายในยุคที่แฮร์แบนด์ครองเมือง และเป็นการบุกเบิกอัลเทอเนทีฟเมทัล / นูเมทัลที่กำลังจะตามมา

ปี 1991 เจมส์ ลาบรีเอ เข้าแทนที่ชาร์ลี โดมิริซี่ ในดรีมเธียเตอร์

ว่ากันว่าสมาชิกวงดรีมเธียเตอร์ (Dream Theater) ไม่ค่อยปลื้มชาร์ลี โดมินิซี่มาตั้งแต่ต้น ทั้งในเรื่องเสียงร้องที่ฟังออกป็อป ทัศนคติทางดนตรีที่แตกต่างเรื่อยไปจนถึงศักยภาพในการแสดงบนเวที แต่ ดรีมเธียเตอร์ก็มีนักร้องนำชื่อ ชาร์ลี โดมินิซี่อยู่เกือบสองปีก่อนจะแยกทางกันไป หลังจากนั้นทางวงก็ให้โอกาส สตีฟ สโตน (Steve Stone) รับหน้าที่นักร้องนำ แต่หลังจากแสดงสดครั้งแรกร่วมกัน สตีฟก็โดนไล่ออกเพราะเพี้ยนเกินกว่าจะรับได้ วงดรีมเธียเตอร์ว่างเว้นจากการมีนักร้องนำไปอีกหลายเดือน จนกระทั่งทางวงได้พบกับ เจมส์ ลาบรีเอ (James LaBrie) นักร้องนำวงวินเทอร์โรส (Winter Rose) ซึ่งมีเสียงร้องที่ทรงพลังอย่างที่พวกเขาต้องการ

ผลงานชุด อิเมเจสแอนด์เวิรดส์ (Images and Words) กลายเป็นอัลบั้มที่คนฟังเมทัลพากันพูดถึงวงดนตรีน้องใหม่ที่ทำดนตรีได้ซับซ้อนในสไตล์โปรเกรสซีฟเมทัล และส่งให้พวกเขากลายเป็นหัวหอกของดนตรีโปรเกรสซีฟเมทัลในเวลาต่อมา

* ระหว่างที่ทางวงยังไม่ได้ เจมส์ ลาบรีเอ มาเป็นนักร้องนำ ทางวงออกแสดงสด โดยเล่นเพลงบรรเลงภายใต้ชื่อ YtseJam

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.