การเปลี่ยนนักร้องนำที่ทำให้วงร่วงลงเหว


สำหรับวงดนตรีวงหนึ่งที่กำลังไปได้สวย แต่มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนตัวสมาชิกไม่ว่าจะมาจากเกลียดหน้ากันเกินกว่าจะร่วมงานกันได้หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตามคงทำให้สถานภาพของวงอยู่ในภาวะสั่นคลอนพอสมควร ไม่ว่าจะมาจากแฟนเพลงที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้หรือไม่? หรือแม้แต่จากบริษัทและบรรดาสปอนเซอร์ต่าง ๆ จะยังคงสนับสนุนต่อหรือเปล่า? เพราะการรักษาฐานความสำเร็จของวงต่อไปก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้วการเปลี่ยนสมาชิกวงยิ่งทำให้มันลำบากไปกว่าเดิมเสียอีก

และนี่คือลิสต์ (เรียงตามลำดับเวลา) ของวงดนตรีที่เปลี่ยนนักร้องนำ แล้วแฟนเพลงไม่ยอมรับ และแทบจะทำให้สถานภาพของวงร่วงหล่นสู่ก้นเหว!

ปีค.ศ. 1983 เอียน กิลแลน เข้าแทนที่ รอนนี เจมส์ ดีโอ ในแบล็กซับบาธ

แบล็กซับบาธ (Black Sabbath) เคยมั่นใจในการเปลี่ยนตัวนักร้องนำจากออสซี ออสบอร์น (Ozzy Osbourne) มาเป็น รอนนี เจมส์ ดีโอ (Ronnie James Dio) แล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คราวนี้พวกเขาเลือกที่จะแทนที่รอนนี ดีโอ ด้วยนักร้องนำที่มีบารมีไม่แพ้กัน เอียน กิลแลน (Ian Gillan) ทั้งคู่ต่างได้ชื่อว่าเป็นนักร้องที่เสียงทรงพลังในลำดับต้นของวงการเมทัลดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ข่าวการเข้าร่วมงานของเอียน กิลแลนเป็นที่กล่าวขานและคาดหวังกันมากมาย แต่เมื่ออัลบั้ม บอร์นอะเกน (Born Again) ออกมากลับทำให้แฟนเพลงผิดหวัง แม้ข้อเท็จจริงที่ว่ามันขึ้นถึงอันดับ 4 ในชาร์ตท็อปอัลบั้มแห่งอังกฤษ และติดลำดับ 39 ในบิลบอร์ดชาร์ตก็ไม่ได้เป็นตัวบอกถึงความสำเร็จแต่อย่างใด  เพราะอัลบั้มนี้เป็นงานแรกของแบล็กซับบาธที่ขายได้ไม่ถึงห้าแสนแผ่นในอเมริกา

บรรดานักวิจารณ์หลายสำนักสับอัลบั้มนี้เละเทะ อย่างนิตยสารเบลนเดอร์ (Blender) บอกว่า “หน้าปกอัลบั้มนี่ว่าแย่แล้ว  แต่เพลงในอัลบั้มนี้แย่ยิ่งกว่า”

*  โดยส่วนตัว คิดว่าเพลงในงานชุดนี้เยี่ยมมาก เพียงแต่บันทึกเสียงได้แย่เกินกว่าจะรับไหว

** เอียน กิลแลนไม่สนใจจะมาร่วมงานกับแบล็กซับบาธเลยแม้แต่น้อย แต่ผู้จัดการเขาโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมให้ลองมาดู เพราะการเป็นศิลปินเดี่ยวของเขาไปไม่รุ่งเท่าที่ควร อีกทั้งเขามีปัญหาหลอดเสียงที่ต้องรักษาต่อเนื่อง

“Zero the Hero” (live)

ปีค.ศ. 1990 จอห์นนี่ เอ็ดเวิร์ด เข้าแทนที่ ลู แกรมม์ ในฟอเรนจ์เนอร์

ในช่วงปีค.ศ. 1989 – 1990 ทั้งมิก โจนส์ (Mick Jones) และ ลู แกรมม์ (Lou Gramm) สองแกนนำฟอเรนจ์เนอร์ (Foreigner) ต่างพากันออกงานส่วนตัว ราวกับจะทิ้งฟอเรนจ์เนอร์ไว้เบื้องหลัง แต่สุดท้าย มิก โจนส์ก็กลับมาทำวงต่อ โดยดึงจอห์นนี่ เอ็ดเวิร์ด (Johnny Edwards) อดีตนักร้องนำคิงคอบรา (King Kobra) มาเป็นส่วนทดแทนตำแหน่งของลู แกรมม์

อันยูสชวลฮีต (Unusual Heat) ออกวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1991 ประสบชะตากรรมอันน่าหดหู่ที่สุดในบรรดาอัลบั้มทั้งหมดของพวกเขา นอกจากนี้การทัวร์ก็แทบเละเทะ มีการเปลี่ยนสมาชิกหลายครั้ง และในปีถัดมาลู แกรมม์ ก็กลับมาทำหน้าที่ร้องนำในวงอย่างเดิม เมื่อวงชาโดว์คิง (Shadow King) ของเขาทำท่าจะไม่รอด เพราะวิเวียน แคมป์เบลล์ (Vivian Campbell) ลาออกไปร่วมงานกับเดฟเลพเพิร์ด (Def Leppard) หลังจากออกแสดงสดเพียงไม่กี่ครั้ง ตามด้วยสมาชิกคนอื่นทยอยแยกย้ายไปคนละทาง.

จอห์นนี่ เอ็ดเวิร์ด เป็นนักร้องที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม แต่น่าเสียดายเขามาผิดที่และผิดจังหวะ.

“Lowdown and Dirty”

ปีค.ศ. 1992 จอห์น คอราบี้ เข้าแทนที่ วินซ์ นีล ในมอตลีครู

ในตอนแรกมอตลีครู (Mötley Crüe) ปิดข่าววินซ์ นีล (Vince Neil) ลาออก (ไล่ออก?) จากวงไว้เป็นความลับ เพราะกำลังเจรจาต่อรองการเซ็นสัญญาใหม่กับบริษัทอีเล็กตรา เมื่อการเซ็นสัญญามูลค่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ผ่านไปจึงบอกข่าวว่าวินซ์ นีลไม่อยู่ในวงแล้ว

คนที่เข้ามาแทนที่คือ จอห์น คอราบี (John Corabi) แห่งวงเดอะสครีม (The Scream) ซึ่งก็ไม่ใช่วงไร้ชื่อเสียง เพราะมี บรู๊ช บูเย่ (Bruce Bouillet) และจอห์น อัลเดเร็ทท์ (John Alderete) มือกีตาร์และมือเบสวงเรเซอร์เอ็กซ์ (Racer X) เป็นสมาชิกวงด้วย

จอห์น คอราบีช่วยเสริมให้เดอะครูเข้มแข็งในส่วนของภาคดนตรี ที่เน้นสำเนียงบูลส์ร็อกเข้มข้นมากขึ้น และด้วยสไตล์ที่แตกต่างจริงจังซีเรียสนี้ ทำให้มีการคาดหวังว่าจะคล้ายแวนเฮเลนตอนที่เปลี่ยนนักร้องนำจากเดวิด ลี ร็อธ เป็นแซมมี่ ฮาการ์ แถมยังเข้ากับยุคสมัยที่ต้องการความดิบเถื่อนหลังคลื่นกรันจ์ถล่มวงการร็อก

ต่ดูเหมือนว่าแฟนเพลงจะไม่ชอบความเคร่งเครียดจริงจังของงานชุด มอตลีครู (Mötley Crüe) ความเปลี่ยนแปลงที่ดูจะติดดิน เพื่อไม่ให้ตัวเองดูตลกในตลาดที่เชี่ยวกรากด้วยกระแสกรันจ์กลับทำให้แฟนเพลงเก่าตกใจ ในขณะที่แฟนเพลงใหม่ที่คาดหวังว่าจะชอบดนตรีหนักแน่นมีคุณภาพก็ละเลยงานชุดนี้ไป…

กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะต่าง ๆ ที่ตามมา…

*  โดยส่วนตัว คิดว่าเพลงในงานชุดนี้เยี่ยมมากถ้าหากว่ามันจะไม่ได้ใช้ชื่อมอตลีครู

“Smoke the Sky”

ปี 1992 จอห์น บุช เข้าแทนที่ โจอี เบลลาดอนน่าในแอนแธรกซ์

ตอนที่โจอี เบลลาดอนนา (Joey Belladonna) ออกจากแอนแธรกซ์ (Anthrax) ไม่ค่อยมีใครห่วงสถานภาพของวงเท่าไหร่ เพราะในขณะนั้นถือได้ว่าเป็นปีทองของเหล่าแธรชเมทัล ยิ่งเป็นหนึ่งในสี่จตุเทพบารมีคับวงการด้วยแล้ว ยิ่งไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่.

นอกจากนี้ จอห์น บุช (John Bush) อดีตนักร้องนำวงอาร์เมอร์ดเซนต์ส (Armored Saints) เองก็ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะนักร้องนำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่รู้กันว่านี่คือคนที่เมทัลลิกามาดหมายจะให้เข้ามาทำหน้าที่นักร้องนำของวงในช่วงอัลบั้มแรก แต่อัลบั้ม ซาวนด์ออฟไวต์นอยซ์ (Sound of White Noise) กลับมีผลลัพธ์ที่ย่ำแย่ แม้ว่านักวิจารณ์ทั้งหลายจะเทความเห็นด้านบวกให้ก็ตาม

เป็นกรณีเดียวกับที่มอตลีครูต้องเผชิญ นั่นคือเมื่อเปลี่ยนนักร้องนำ พวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนแนวดนตรีให้หนักหน่วง หม่นมืด และซีเรียสจริงจังต่างจากในอดีต ที่แม้ว่าบทเพลงจะหนักหน่วงเพียงใดแอนแธรกซ์จะมีช่องไฟเว้นวรรคให้ผ่อนคลายกับอารมณ์ขันและอารมณ์แบบการ์ตูนบ้าง (หลายเพลงในยุคแรกได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือการ์ตูน) แต่สำหรับ ซาวนด์ออฟไวต์นอยซ์ พวกเขาเลือกที่จะเน้นความหนักหน่วงกันเต็มไม่เว้นที่ว่างสำหรับความผ่อนคลาย

แฟนเพลงระดับฮาร์ดคอร์ ก็ยังตามพวกเขาอย่างเหนียวแน่นแต่แฟนเพลงขาจรเลยผ่านไปอย่างไม่สนใจอะไรพวกเขามากนักและพวกเขาก็เริ่มตกต่ำลงไปทีละน้อย

“Only”

ปีค.ศ. 1994 เบลซ เบย์ลี่ย์ เข้าแทนที่ บรูซ ดิกคินสันในไอออนเมดเดน

ข่าวการลาออกจากวงของ บรูซ ดิกคินสัน (Bruce Dickinson) เป็นที่น่าสนใจสำหรับแฟนเพลงเมทัลทั่วโลก และมีการคาดเดาถึงผู้ที่จะเข้ามารับหน้าที่ในวงดนตรีระดับตำนานแห่งสหราชอาณาจักรคณะนี้

แต่เมื่อประกาศชื่อของ เบลซ เบย์ลีย์ (Blaze Bayley) อดีตนักร้องนำวงวูล์ฟเบน (Wolfbane) ออกมา แฟนเพลงหลายคนถึงกับส่ายหัวด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่าไอออนเมดเดนจะเลือกเขาเป็นนักร้องนำของวงเพราะสไตล์การร้องของเบลซกับบรูซแตกต่างกันมาก ทำให้แฟนเพลงเสียดายสไตล์คลาสสิกของวง และมันก็ได้รับการพิสูจน์ในการแสดงสดว่าเบลซไม่สามารถโหนเสียงสูงแบบที่บรูซเคยทำได้

อัลบั้มเอ็กซ์แฟ็กเตอร์ (X Factor) อาจจะไม่ทำให้สถานะของวงคลอนแคลนมากนัก แต่เบลซไม่อาจลบภาพบรูไปจากใจแฟนเพลงได้

“Man on the Edge”

ปีค.ศ. 1996 ทิม โอเว่นส์ เข้าแทนที่ ร็อบ ฮัลฟอร์ดในจูดาสพรีสต์

ในขณะที่หลายวง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเลือกนักร้องนำที่มีชื่อเสียงหรือนักร้องนำที่มีสไตล์แตกต่างไปจากนักร้องนำคนเดิม เป็นความคิดที่ผิดพลาด เพราะแฟนเพลงรับสไตล์ที่เปลี่ยนไปของทางวงไม่ได้ จูดาสพรีสต์ (Judas Priest) เลือกที่จะนำนักร้องที่เคยอยู่วงสดุดีมาเป็นนักร้องนำเพื่อรับประกันกับแฟนเพลงว่าดนตรีและอะไรต่อมิอะไรจะยังเหมือนเดิม

ทิม “เดอะ ริปเปอร์” โอเว่นส์ (Tim “The Ripper” Owens) อดีตสมาชิกวงบริติชสตีล (British Steel) เป็นนักร้องนำที่มีเนื้อเสียงดี เทคนิคเยี่ยม สามารถร้องในช่วงเสียงที่กว้างหลากหลายไม่แพ้ร็อบ ฮัลฟอร์ด (Rob Halford) นักร้องนำดั้งเดิมของจูดาสพรีสต์

ปรากฏว่ามันเหมือนเดิมเสียจนแฟนเพลงรู้สึกว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นเพียงของเลียนแบบ! ทำให้เขาตกอยู่ใต้เงาร็อบ ฮัลฟอร์ด จนกระทั่งแฟนเพลงมองข้ามเขาไป

* และเมื่อ ทิม โอเวนส์ เข้าร่วมวงไอซ์เอิร์ธ (Ice Earth) ปรากฏว่าแฟนเพลงของไอซ์เอิร์ธก็ไม่ค่อยยอมรับเขาเท่าไหร่ โดยนำเขาไปเปรียบเทียบกับ แม็ตต์ บาร์โลว์ (Matt Barlow) นักร้องนำคนเก่า

ปีค.ศ. 1997 แกรี่ เชอโรน เข้าแทนที่ แซมมี่ แฮการ์ ในแวนเฮเลน

วงแวนเฮเลนน่าจะอยู่ในระดับ “ชื่อนี้รับประกัน” เพราะจุดโฟกัสของวงอยู่ที่ฝีมือกีตาร์ของ เอ็ดดี แวน เฮเลน (Eddie Van Halen)

แต่ความเข้าใจข้างต้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนพอสมควร นั่นคือ ในสมัยเดวิด ลี ร็อธ (David Lee Roth) เป็นนักร้องนำ เขาอาศัยความเป็นนักเอนเตอร์เทนเนอร์ที่เฮฮาสนุกสนาน ช่วยให้บทเพลงของ แวนเฮเลนมีเสน่ห์มากขึ้น พอมาถึงสมัยแซมมี แฮการ์ (Sammy Hagar) ก็อาศัยความเก๋าส่วนตัวสร้างซาวนด์ที่หนักแน่นจริงจัง ช่วยให้บทเพลงของแวนเฮเลนมีจุดสนใจ

แต่มาในสมัยแกรี เชอโรน (Gary Cherone) เขากลับไม่สามารถอาศัยจุดเด่นส่วนตัวเข้าไปเสริมบทเพลงของแวนเฮเลนได้เลย

ปีค.ศ. 1997 เรย์ วิลสัน เข้าแทนที่ ฟิล คอลลินส์ ในเจเนซิส

ในช่วงแรกสมาชิกของเจเนซิสแต่ละคนดูเหมือนจะมีบทบาทต่อวงไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน. จนกระทั่ง ปีเตอร์ กาเบรียล (Peter Gabriel) เริ่มโดดเด่นมากกว่าคนอื่นในวง และเมื่อปีเตอร์ออกจากวงไป  ฟิล คอลลินส์ ก็ก้าวขึ้นมาโดดเด่นแทน การที่สมาชิกคนใดคนหนึ่งโดดเด่นออกมาเหนือสมาชิกคนอื่นสร้างปัญหาให้กับวงดนตรีไม่น้อย อย่างเช่นเมื่อ ฟิล คอลลินส์ ลาออกไปคนใหม่ที่เข้ามาก็ต้องรับบทหนักและมีโอกาสอย่างมากที่จะโดนปรามาสว่า “มือไม่ถึง”

และ เรย์ วิลสัน (Ray Wilson) ก็มือไม่ถึงจริงๆ เสียด้วย!

ถึงแม้ว่าเรย์ วิลสันจะพอมีชื่อเสียงบ้างสมัยร่วมงานกับวงสติลต์สกิน (Stiltskin) ซึ่งมีซิงเกิ้ล “อินไซด์” เป็นเพลงฮิตติดอันดับหนึ่ง แต่เพลงนี้ไม่ได้ดังเพราะตัวเอง เพลงดังเพราะใช้ประกอบโฆษณายีนส์ลีวายส์ต่างหาก

หลังจากร่วมงานกับวิลสันประมาณ 2 ปี เจเนซิสก็ตัดสินใจแยกทางกับเรย์และเก็บตัวเงียบ…

ปีค.ศ. 1998 สตีฟ อูเกอรี่ เข้าแทนที่ สตีฟ เพอร์รี ในวงเจอนีย์

ช่วงปีค.ศ. 1998 สตีฟ เพอร์รี่ (Steve Perry) ประสบปัญหาด้านสุขภาพและต้องเข้ารับการผ่าตัด ทำให้ไม่สามารถออกทัวร์ได้ วงเจอนีย์ตัดสินใจที่จะหานักร้องนำคนใหม่มาทำหน้าที่แทน

สตีฟ อูเกอรี (Steve Augeri) จากวงไทเกตโต (Tyketto) คือนักร้องนำที่เข้ามาสวมรอยสตีฟ เพอร์รี่ และได้ออกผลงานชุด อาไรวัล (Arrival) ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใดเพราะแฟนเพลงก็ยังคิดถึงเสียงของสตีฟ เพอร์รี่เป็นอันดับแรก จะว่าไปไม่ว่าใครเวลาเข้ามาเป็นนักร้องในวงเจอนีย์ต่างก็ต้องโดนเปรียบเทียบกับสตีฟ เพอร์รีทั้งนั้น แม้แต่นักร้องนำคนปัจจุบันอาร์เนล พีเนดา (Arnel Pineda) ซึ่งมีน้ำเสียงละม้ายสตีฟ เพอร์รีก็ยังต้องอยู่ภายใต้เงาของสตีฟ เพอร์รี่

ปีค.ศ. 1999 จอห์นนี่ โซลิงเกอร์แทนที่ เซบาสเตียน บาคในสคิดโรว์

บางทีปัญหาระหว่าง เซบาสเตียน บาค (Sebastian Bach) กับเพื่อนร่วมวงคนอื่นอาจจะสะสมมานานแล้ว ฟางเส้นเล็กที่วางลงบนปัญหาที่มีมานานจึงส่งผลในรูปของเสียงฝากข้อความในโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมวงว่าจะไม่ไปเป็นวงเปิดให้กับคิสซึ่งเป็นวงโปรดของเซบาสเตียน บาค และเซบาสเตียนอ้างว่าจริง ๆ แล้วเหตุผลก็คือราเชล โบแลน (Rachel Bolan) มือเบสของวงเอาเวลาไปให้กับวงของตัวเองจนไม่มีเวลาจะมาเล่นเป็นวงเปิดให้กับคิส (แต่ตอนนั้นพวกเขาอ้างว่าสคิดโรว์ใหญ่เกินกว่าจะเป็นวงเปิดให้กับคิส)

เซบาสเตียน บาคลาออกจากวง ตามมาด้วยร็อบ อัฟฟูโซ่ (Rob Affuso) มือกลอง และส่งผลให้ สคิดโรว์เปลี่ยนชื่อไปเป็นโอโซนมันเดย์ (Ozone Monday) อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะดึงจอห์นนี่ โซลิงเกอร์ (Johnny Solinger) มาเป็นนักร้องนำ และออกอัลบั้ม ธิกสกิน (Thickskin) มาในปีค.ศ. 2003 โดนวิพากษ์วิจารณ์เละเทะ และสคิดโรว์แทบไม่มีโอกาสสัมผัสความสำเร็จเหมือนอย่างในอดีตอีกเลย

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.